Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

              ข่าวเศร้ามาพร้อมกับปีเสือ “จ๊อด กองปราบ” หรือ “มือปราบชาละวัน”ของผมถูกยิงเสียชีวิตด้วยมือปืนที่ใครๆนึกไม่ถึง  ทบทวนแล้วผิดหลักการที่ “จ๊อด”เคยปฏิบัติ  ปกติ “จ๊อด”จะระวังตัว เหน็บ ๑๑ ม.ม.ไว้ที่เอวตลอด  ตามข่าวไม่ได้ลงเรื่องอาวุธของผู้ตาย(มันน่าจะมี)  แต่ที่แน่ๆ “จ๊อด”ของผมไม่ได้ออกอาการโต้เลย  เท่าที่เคยงานกันมา “จ๊อด”ไวมากและ “นิ่ง”(มีสมาธิ) นี่คงจะคาดไม่ถึง  แล้วเครื่องรางหนังหัวเสือโคร่งที่ “จ๊อด”แขวนคออยู่เป็นประจำไปไหน ช่วยไม่ได้เลยหรือ  เรื่องนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้มือปราบทั้งหลายได้ตระหนัก ในวัดวาอารามก็อย่าได้วางใจ  พระ(บางรูป)ยังพกปืนเลย

              ผู้ที่อยู่กองปราบรุ่นเดียวกันจะทราบดีว่า “จ๊อด”สร้างชื่อเสียงให้กองปราบมากพอสมควร  นอกจากตามล่าแก๊งลักไอ้เข้ จับได้ยกโขยงที่ผมให้เป็น “มือปราบชาละวัน”แล้ว  เรื่องแก๊งโจรกรรมรถ, โจรปล้นรถโดยสาร, ปล้นรถบรรทุก, โจรเรียกค่าไถ่,  มือปืน และคดีอื่นๆอีกมาก “จ๊อด”เป็นผู้หาข่าวและตามจับ  เป็นชุดทำงานไม่ใช่ชุดหาผลประโยชน์  พวกนายๆจะรู้  สิ่งหนึ่งที่ “จ๊อด”ไม่ทำคือเรื่อง “เก็บ”  สมัยก่อนกองปราบมี “มือปราบ” กับ “มือเก็บ”  สมัยนี้ไม่ทราบ  “จ๊อด”ชอบช่วยเหลือคนยากจน  เกลียดการรีดไถ โดยเฉพาะรีดไถรถบรรทุก  มีเรื่องหนึ่งที่ผมค้างคาใจกับ “จ๊อด”มาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี ไม่กล้าถาม คือ เรื่องตำรวจทางหลวงถูกฆ่ากลางดึกขณะปฏิบัติหน้าที่  คนร้ายใช้สายไฟมัดมือเท้าทิ้งให้จมน้ำ เป็นศพอยู่ข้างถนนสายเอเซียแถวๆอ่างทอง  ตำรวจทางหลวงโดนมัด ๒ คน รอดตายมาได้ ๑ คน  คดีเกิดก่อนผมย้ายไปเป็นผู้การทางหลวง  อ่านสำนวนแล้วสะกิดใจ  เป็นคดีไม่ทราบตัวคนร้าย  ข้อเท็จจริงมีว่า  ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณตีสอง  ตำรวจทางหลวง ๒ นายแต่งเครื่องแบบโบกรถบรรทุกอยู่ริมถนนสายเอเชีย ในเขตจังหวัดอ่างทอง  มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง ๔-๕ คนกลับจากเล่นกีฬาฟุตบอลลงจากรถที่เพื่อนๆมาส่งใกล้ๆกับจุดที่ตำรวจทางหลวง ๒ นายโบกรถ  ชายกลุ่มนี้ต้องการนั่งรถต่อไปยังจุดหมายปลายทางอีกแห่ง  ช่วงนั้นไม่มีรถสาธารณะจึงไปขอร้องให้ตำรวจทางหลวงโบกรถให้  แต่ผลกลับกลายเป็นว่าชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นถูกตำรวจทางหลวงตรวจค้นตัวแล้วก็ไม่โบกรถให้ด้วย  กลุ่มชายฉกรรจ์พากันเดินจากไปสักพักหวนกลับมาใหม่  คราวนี้ช่วยกันจับตำรวจทางหลวงทั้ง ๒ นายมัดมือเท้าไว้ข้างหลังแล้วนำไปโยนทิ้งไว้ข้างถนนคล้ายกับเป็นการสั่งสอน  แต่ตำรวจทางหลวงคนหนึ่งโชคร้าย บริเวณที่ถูกโยนไปเป็นน้ำจึงจมน้ำตาย  ส่วนอีกคนถูกโยนบกจึงรอดมีโอกาสให้ปากคำ  มีถ้อยคำหนึ่งที่สะกิดใจผม  ขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์มัดตำรวจทางหลวงอยู่นั้นมีคนหนึ่งพูดว่า “แม่ง…..กินกันจนอ้วน”  ข้อความสั้นๆแต่มีความหมาย ว่า  ตำรวจทางหลวงชอบโบกรถบรรทุก  ได้เงินเล็กๆน้อยๆจากคนขับรถ แต่รถจำนวนหลายๆคัน สามารถสร้างความร่ำรวย  เป็นที่อิจฉาของตำรวจหน่วยอื่น (ความจริงตำรวจทางหลวงมิได้เป็นเช่นนั้นเสียทั้งหมด)  ประกอบกับตำรวจทั้ง ๒ นายค่อนข้างเจ้าเนื้อ  ผมจึงตีความหมายออกมาได้ลักษณะนี้ และยังมีข้อมูลอะไรๆอีกหลายอย่างทำให้ต้องขบคิด  ใครที่ไหนจะกล้าฆ่าตำรวจ  ก็เพียงแต่คิดเอาไว้ในใจเท่านั้น  กะว่าจะเอาไว้คุยกับ “จ๊อด”หลังเกษียณ ตามประสานายเก่ากับลูกน้อง  ตามวิสัยนักสืบที่อยากจะรู้ เพื่อทดสอบข้อสันนิฐาน  ไม่ได้เหมาว่า “จ๊อด”จะรู้หรือเกี่ยวข้อง  เพียงแต่เป็นเรื่องคาใจที่ไม่ได้ถาม  แต่พอเกษียณแล้วก็ลืมไปเลยจนกระทั่ง “จ๊อด”มาถูกฆ่า ทำให้นึกขึ้นมาได้

              ยังมีคดีอีกหลายเรื่องที่ค้างคาใจ  เรื่องหนึ่งก็คือ  คดี ร.ต.อ.ศุภมินทร์  นิยะโต๊ะ ตำรวจกองปราบที่ถูกฆ่า  โดยคนร้ายตาม ร.ต.อ.ศุภมินทร์ฯจากกองปราบแล้วไปลงมือสังหารที่ปากซอยโชคชัย ๔  รายละเอียดติดตามอ่านได้จากเรื่อง “ตายอย่างหมา”   ผมไม่ได้ว่าร้าย ร.ต.อ.ศุภมินทร์ฯ  เพียงแต่อยากประชดตำรวจมือปราบ  คดีอื่นร้อยแปดสืบได้แต่ทำไมตำรวจลูกน้องถูกฆ่าสืบไม่ออกหรือว่า ไม่สืบ  หรือว่าผู้ตายไร้ค่าเปรียบเสมือนหมาตัวหนึ่ง  คดีฆ่า ร.ต.อ.ศุภมินทร์ฯไม่เกี่ยวกับ “จ๊อด” แต่ที่เอามาพูดเพราะเป็นเรื่องหนึ่งที่คาใจ

              คดีฆ่า “จ๊อดกองปราบ”เรียกว่า คลี่คลายไปกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ คือ รู้ตัวผู้กระทำผิดแล้ว  มีพยานหลักฐาน  เหลือเพียงอย่างเดียวจะติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้หรือไม่  ผมสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้ตัว  ดูตามความเก๋าของมือปืน  อายุ ๗๕ พกปืนทีเดียว ๒ กระบอก  คนที่ใช้ปืน .๓๕๗ ไม่ใช่ธรรมดาอยู่แล้ว  แถมออโตขนาด ๙ ม.ม.อีกกระบอก ต้องสุดยอดแน่ๆ  สมาธิดี ยิงแบบ “นิ่ง”  ซ้ำให้แน่ใจว่าตายสนิทจึงค่อยไป  นักเลงเก่าจริงๆ  หรือว่าคนร้ายมีมากกว่า ๑ คน “รุมกินโต๊ะ”  ฝากนักสืบรุ่นใหม่ทำให้กระจ่าง  ที่คาดเดาว่าจะจับตัวมือปืนเฒ่ามาดำเนินคดีไม่ได้  ผมไม่ได้สบประมาทฝีมือตำรวจ  แต่เกรงว่าจะได้แต่วิญญาณ  เหมือนกับตอนที่ผมอยู่กองสืบสวนตำรวจนครบาลใต้  มีคดีช่างภาพนู๊ดฆ่าแฟนสาวโดยใช้สายไฟฟ้ารัดคอ  เอาไฟฟ้าช๊อต แล้วจุดไฟเผา  เหตุเพราะจับได้ว่านอกใจ  เหตุเกิดใน กทม.  ผมกับลูกน้องติดตามจับชนิดกัดไม่ปล่อย  ตามอยู่ประมาณ ๒ เดือน  มือฆ่าก็หนีอย่างไม่ลดละ ปล่อยข่าวว่าไม่ยอมให้จับ  ผมกับลูกน้องยิ่งฮึดหนัก มันจะคิดสู้ให้รู้ไป  สุดท้ายรู้ว่าหนีไปอยู่กระทุ่มแบน  สมุทรสาคร  นำกำลังเข้าล้อมแต่ช้าไป  ได้แต่วิญญาณ  คนร้ายชิงผูกคอตายเสียก่อน

              อ่านตามฟอร์มแล้วเสือเฒ่าผู้นี้ใจเด็ด  คนเรามันวัดกันที่ “ใจ”  ใครจะแน่กว่ากันอยู่ที่ใจ  คนไม่เคยยิงคนมาก่อน ฆ่าคนไม่ได้  พวกนักสืบที่ออกงานวิสามัญครั้งแรกอวกแตกอวกแตนกันเป็นแถว  พอผ่านไปได้สักครั้ง ได้ใจขอทำอีก  หนักๆเข้ากลายเป็นมือปืนรับจ้างไปก็เยอะ  เคยได้ยินลูกน้องบ่นเคียดแค้นอยากจะฆ่าคน  โยนปืนให้กระบอกอยากฆ่าใครเอาไปเลย  ไม่กล้า  แต่บางคนนึกไม่ถึงจริงๆ  เห็นนั่งเฉยๆเงียบๆ  หยิบปืนแล้วยิงต่อหน้า ต่อตาแบบไม่สะทกสะท้าน  อย่างนี้ก็มี

              ฝากไปยังมือปราบทั้งหลาย  ต้องระวังตัวตลอดเวลาอย่าคิดว่าไม่มีศัตรู  อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน  แม้แต่คนใกล้ตัวก็อาจจะไม่ปลอดภัย  เคยมีมือปราบถูกเมียยิงตายมาแล้ว  ปืนต้องติดตัวเสมอพร้อมใช้  นั่งรถหมั่นมองกระจกข้าง กระจกมองหลัง  นั่งร้านต้องหลังพิงฝา  อย่าหันหลังให้คู่ต่อสู้  อะไรไม่สำคัญเท่าไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้คือใคร  ถ้าจะให้ปลอดภัยต้องชิงลงมือก่อน.

กำหนดการรับสมัครและสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2553

1.ข้าราชการตำรวจเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2553 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 4 -15 มกราคม 2553 ระหว่างเวลา 08.00 – 16.00 น. ทางเวบไซต์ www.rpca-admission.com
2.บุคคลภายนอกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีการศึกษา 2553 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1 – 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทางเวบไซต์ www.rpca-admission.com
3.บุคคลภายนอกหญิง เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2553 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 4 -15 มกราคม 2553 ระหว่างเวลา 08.00 – 16.00 น. ทางเวบไซต์ www.rpca-admission.com
4.ข้าราชการตำรวจหญิง เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2553 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 4 -15 มกราคม 2553 ระหว่างเวลา 08.00 – 16.00 น. ทางเวบไซต์ www.rpca-admission.com

นายร้อยตำรวจหญิง

              ตั้งแต่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน ได้เปิดหลักสูตร “นายร้อยตำรวจหญิง” เป็นรุ่นแรกเมื่อ ปี ๒๕๕๒  มีผู้สนใจเข้าสอบถามผมเป็นจำนวนมาก  ข้อเขียนฉบับนี้จะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจสำหรับเยาวชนทั้ง ชาย และ หญิงที่กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมว่าจะศึกษาต่อในทางใด  การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต  หมายถึงอนาคตของคุณที่คุณต้องเลือกเอง

              โรงเรียนนายร้อยตำรวจผลิตแต่นายร้อยผู้ชายมาเป็นเวลา ๑๐๗ ปี  ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องใช้พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงเพื่อความเหมาะสมในการสอบสวนและปฏิบัติงานในคดีบางประเภท  สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้วิธีเปิดรับสมัครสุภาพสตรีที่จบการศึกษาปริญญากฎหมาย นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เข้ารับการอบรมเป็นเวลา ๖ เดือนแล้วบรรจุเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจตรีหญิง  การใช้เวลาอบรมด้านวิชาการตำรวจ  การสืบสวน สอบสวน  รวมทั้งเทคนิค ความรู้ ทักษะเฉพาะด้านที่จะต้องใช้ในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เช่น การต่อสู้ป้องกันตัว  การใช้อาวุธปืน  การตรวจค้น จับกุม  การตรวจสถานที่เกิดเหตุ  การตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  บุคลิกภาพ  ความอดทน  วิชาทหาร  จริยธรรม  ฯลฯ  การใช้เวลาเพียงแค่ ๖ เดือนไม่เพียงพอ  สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ( ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นนายกสภาฯ  พล.ต.ท.อมรินทร์ อัครวงษ์ เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ )  จึงขออนุมัติเปิดหลักสูตร “นายร้อยตำรวจหญิง” เป็นครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๗๐ คน (จากบุคคลทั่วไป ๖๐ จากตำรวจหญิง ๑๐) 

              ๑ ปีผ่านไป  ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี  โรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยความเห็นชอบของสภาการศึกษา ฯได้เสนอขออนุมัติผลิต “นายร้อยตำรวจหญิง” อีกเป็นโครงการต่อเนื่อง ๒๐ ปี ๆละ ๗๐ คน (๖๐+๑๐) ต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ทั้งนี้เพื่อให้มีนายตำรวจหญิงที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจไปประจำอยู่ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ถ้าหากโครงการนี้ได้รับความเห็นชอบ ในเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ก็คงจะมีข่าวการเปิดรับสมัคร

              การเข้าเรียนในโรงเรียนเครื่องแบบไม่ใช่ของง่าย ๆ หรือของหมูๆ  ใช่ว่าเมื่อสอบเข้าไปได้แล้วก็จะเรียนจบ  มีคนที่ต้องลาออก,  ถูกให้ออกกลางคันก็มี  อย่างนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นแรกนี่ก็ลาออกไป ๒ คน แต่เป็นการออกในช่วงที่สมารถเรียกผู้ที่มีชื่อสำรองเข้าเรียนแทนได้ทัน  อะไรคือเหตุผลที่ต้องลาออก  ทำไมต้องออกเพราะการเข้าก็แสนจะยาก  อาจเป็นเพราะ  ๑.  หนทางที่จะไปสู่ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ๆเหมือนอย่างที่คิดไว้  ๒. มีทางเลือกอื่นที่น่าจะดีกว่า  ทั้งหมดนี้ก็คือ การขาดข้อมูล  ไม่รู้ตัวเอง  ไม่รู้สิ่งที่จะต้องไปเจอข้างหน้า และในอนาคต  ข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ครับ

              ข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับการสมัครเรียนนายร้อยตำรวจหญิง (ส่วนนายร้อยตำรวจชายเปิดรับสมัครทุกปีอยู่แล้ว  ข้อมูลหาได้ง่าย)

-          การเปิดรับสมัคร (ถ้ามี) จะอยู่ประมาณช่วงต้นเดือนมกราคมของแต่ละปี ( ติดตามข่าว หรือค้นหาจากWebsiteของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ)  ทั้งนี้จะต้องให้ได้รับอนุมัติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน (ถ้าไม่อนุมัติก็ไม่เปิด)

-          รับสมัครปีละ ๗๐ คน  จากบุคคลทั่วไป ๖๐ คน จากผู้ที่เป็นข้าราชการตำรวจอยู่แล้ว ๑๐ คน

-          วุฒิ (บุคคลทั่วไป) มัธยมศึกษาปีที่ ๖ หรือเทียบเท่า  (ข้าราชการตำรวจหญิง) ต้องรับราชการตำรวจมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี

-          อายุ (บุคคลทั่วไป) อายุไม่เกิน ๒๑ ปี (ข้าราชการตำรวจหญิง) อายุไม่เกิน ๒๕ ปี

-          ส่วนสูง จะต้องไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ เซนติเมตร

-          การสอบแบ่งเป็น ๒ รอบ  รอบแรก เป็นการสอบข้อเขียน  วิชาภาษาไทย  วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ  วิชาละ ๒๐๐ คะแนน  รอบที่สอง เป็นการสอบพลศึกษา  วิ่ง ๑,๐๐๐ เมตรใช้เวลาไม่เกิน ๗ นาที  ว่ายน้ำระยะทาง ๕๐ เมตรใช้เวลาไม่เกิน ๓ นาที  เมื่อผ่านทั้งสองรอบแล้วจะมีการสอบสัมภาษณ์เพื่อดูบุคลิกภาพ ทักษะ และตรวจโรค

-          ข้อควรทราบเกี่ยวกับการสอบ  คะแนนที่จะเป็นตัววัด หรือเรียงอันดับใครจะดีกว่าใคร อยู่ที่คะแนนการสอบข้อเขียน  คือต้องสอบข้อเขียนให้ได้คะแนนมากที่สุด  ส่วนพลศึกษาไม่มีคะแนนบวกให้  ถ้าสามารถทำได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดก็ผ่านไปได้เลย  ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ถึงจะสอบข้อเขียนได้ดีเลิศอย่างไรก็ตกทันที  การสัมภาษณ์ (ดูบุคลิกลักษณะ) และการตรวจโรค ก็ไม่มีคะแนนให้  ไม่ผ่านเป็นตก  ถ้าผ่านก็ไปวัดกันที่คะแนนข้อเขียน  ฉะนั้นสำรวจตัวเองเสียก่อน  บางอย่างเป็นข้อสอบที่รู้กันอยู่แล้ว เช่น ส่วนสูงไม่ถึง  อายุเกิน  ตาเข ตาเหล่  มีลักษณะพิกลพิการจนสามารถมองเห็นได้ชัด  ตาบอดสี  มีอาการของโรคหัวใจ (ออกกำลังกายหนักๆไม่ได้)  บางอย่างตรวจดูด้วยตนเองไม่ได้ก็ไปให้แพทย์ตรวจ  ถ้าพบข้อบกพร่องและไม่สามารถแก้ไขได้ก็อย่าไปสมัครสอบให้เสียเวลา  เส้นดียังไงก็ไม่ผ่าน

-          ข้อแนะนำเกี่ยวกับพละศึกษา  สำคัญมากนะครับ  ต้องเตรียมการ หรือฝึกซ้อมไว้ก่อน  ไม่งั้นคุณลำบากแน่ๆ  ผมสงสาร  ชีวิตนักเรียนเครื่องแบบต้องใช้พละกำลังพอๆกับการใช้สมอง  นักเรียนส่วนใหญ่จะมุ่งแต่การเรียนไม่ค่อยได้เล่นกีฬา  ถ้าเป็นนักกีฬาอยู่แล้วก็คงจะสบายไประดับหนึ่ง  ถ้าคุณรักเรียนทางนี้ต้องสนใจเรื่องการออกกำลังกาย  เล่นกีฬาให้มากๆๆๆๆ  ลองวิ่งแล้วจับเวลาดู  ถ้าเวลาที่กำหนดยังวิ่งไม่ผ่านก็หนักใจ  ต้องวิ่งให้ผ่าน  วิ่งทุกวันจนเคยชิน  เพราะการใช้ชีวิตในโรงเรียนนายร้อยตำรวจทั้ง ๔ ปี จะมีการวิ่งทุกวัน  โดยเฉพาะปี ๑ การเคลื่อนที่คือการวิ่ง  ถ้าจะเดินต้องเดินเตะฉาก  รับรองเข้าไปแล้วไม่มีไขมันหน้าท้อง  เรื่องผัดหน้าทาแป้ง ทาปาก คงจะไม่มี  รองเท้าที่ใช้สำคัญมากนะครับ  ต้องให้ขนาดพอดีกับเท้าและใช้ถุงเท้าที่หนาพอสมควร  อยู่ในโรงเรียนนายร้อยใช้รองเท้าบู๊ต (บางคนเรียกไอ้โอ๊บ)  พื้นมันแข็ง หนังก็แข็ง  ถ้ารองเท้าไม่พอดี ถุงไม่พอดี วิ่งแล้วมันกัดเท้า  ผมเคยเห็นเพื่อนผมทนวิ่งทั้งๆที่รองเท้ากัด  พอหยุดวิ่งถอดรองเท้าออกมา  ผิวหนังกำพร้าไม่เหลือเลยเห็นแต่เนื้อแดงๆ  เขาทนได้ไง  ข้อแนะนำในส่วนนี้คือ ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ และให้ถึงขั้น  มิฉะนั้นคุณลำบาก  ส่วนเรื่องว่ายน้ำ เป็นเรื่องพื้นฐานที่คุณต้องว่ายน้ำเป็น  ถ้าว่ายไม่เป็นก็จงไปหัดเสีย  มีสถานที่สอนเยอะแยะไป

-          หลักสูตรการเรียนใช้เวลา ๔ ปี เช่นเดียวกันกับนายร้อยตำรวจชาย  สถานที่รับสมัครสอบ, สถานที่ศึกษา ณ ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน จังหวัดนครปฐม  สถานที่สอบแล้วแต่จะประกาศ (เมื่อปี ๒๕๕๒ สอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

-          เมื่อจบการศึกษาได้รับพระราชทานปริญญาบัตร รป.บ.(ตร.)  (มีโครงการที่จะเข้ารับพระราชทานกระบี่เช่นเดียวกับนายร้อยตำรวจชาย) ประดับยศร้อยตำรวจตรี  ส่วนจะไปประจำที่สถานีตำรวจใดนั้นเป็นเรื่องคาดเดายาก  ตามโครงการต้องการให้ไปอยู่ทุกสถานีตำรวจในประเทศไทย  เอาเป็นว่าขอให้สอบเข้าให้ได้ และเรียนให้จบเสียก่อนดีกว่า  จะไปอยู่ที่ไหนว่ากันทีหลัง

-          วิชาข้อเขียนจะเห็นว่ามีภาษาไทย  อันนี้ก็สำคัญ  การเป็นนายตำรวจงานหลักก็คือการสอบสวน  การสอบสวนต้องใช้ภาษาไทย  ฉะนั้นภาษาไทยคุณต้องดีถูกหลักภาษ ถูกไวยากรณ์  อย่าเพี้ยน  อย่าวิบัติ  สมัยผมสอบมีการเรียงความ ย่อความภาษาไทย  ตอนแรกผมงงว่าทำไมการศึกษาระดับนี้ยังมีเรื่องเหล่านี้อยู่  พอออกมาทำงานแล้วจึงรู้  การสอบสวนก็คือการเรียงความ  การสรุปสำนวนการสอบสวนก็คือการย่อความ  สำคัญนะครับ   

               เมื่อเข้าไปเรียนได้แล้วจะมีเรื่องที่น่าสนใจ ตื่นเต้นตลอด  โรงเรียนนายร้อยตำรวจหลักสูตรการศึกษาทันสมัย  สภามหาวิทยาลัยรับรอง  ที่นี่คุณจะพบหลายสิ่งหลายอย่างที่ในมหาวิทยาลัยทั่วๆไปไม่มี เช่น

-          เป็นการเรียนประจำที่มีการฝึกระเบียบวินัยแบบทหาร  รวมทั้งการเข้าสังคม

-          วิชากฎหมายต่างๆ  วิชาการตำรวจ (ระเบียบการต่างๆ ทั้งเกี่ยวกับคดี ไม่เกี่ยวกับคดี) การชันสูตศพ  นิติเวชวิทยา (ดูการผ่าพิสูจน์)  วิชาการสืบสวน  สอบสวน  การทำสำนวน     

-          มีการเรียนวิชาการในห้องเรียน  ห้องLabภาษาอังกฤษ  การออกฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง  การฝึกวิชาทหาร  การเล่นกีฬา

-          สมัยก่อนกลัวกันมากเรื่องการ “รับน้องใหม่”  เดี๋ยวนี้มีการพัฒนาปรับปรุงแล้ว  ถ้าจะมีการออกกำลังกันบ้างก็เป็นไปในลักษณะ “วิทยาศาสตร์การกีฬา”  การกลิ้งไปกับพื้นถนน  หรือคลานคืบหน้าอกไถพื้นจนหนังกำพร้าถลอกไม่มีแล้ว (การฝึกกำลังใจอย่างรุ่นผม  พาไปตอนกลางคืนดึกๆ  ปล่อยทีละคนให้เดินฝ่าความมืดเข้าไปในโกดังเก็บศพ  แล้วให้เซ็นชื่อบนกระดาษวางบนฝาโลงท่ามกลางกลิ่นเหม็นเน่า  มีตะเกียงรั้วแสงริบหรี่วางบนโลงศพ ๑ ดวง  ไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือเปล่า)

-          หลักสูตรการต่อสู้ป้องกันตัวเข้มข้น  มือเปล่าสู้กับมือเปล่า  มือเปล่าสู้กับอาวุธ  ทุกคนต้องผ่าน  ต้องสอบ  ยูโด  เทกวนโด้  มวยไทย

-          การใช้อาวุธปืนในลักษณะต่างๆ  ทั้งปืนสั้น  ปืนยาว

-          การขับรถ และความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์

-          โดดร่ม (ตามความสมัครใจ  คือจะไม่โดดก็ได้)

-          การไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในชนบทเพื่อสัมผัสปัญหา

-          การฝึกงานตามสถานีตำรวจ

-          ฯลฯ

              อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องฝากไว้ด้วยก็คือ “อุดมการณ์” ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย  เป็นผู้จัดระเบียบของสังคม  ประชาชนจะอยู่ได้อย่างสงบสุขตำรวจต้องคุ้มครองและให้ความเป็นธรรม  ดังนั้นผู้ที่จะมาเป็นตำรวจจะต้องเป็นบุคคลที่มีจิตใจเป็นธรรม  รักความยุติธรรม  รับฟังเหตุผล  ไม่หูเบาหรือเชื่อข้อมูลเพียงด้านเดียว  ทุกอย่างมีความเป็นไปได้เสมอ  มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง  มีความอ่อนโยน สุภาพ  ไม่เลือกปฏิบัติ  ไม่เห็นแก่อามิจสินจ้าง  เป็นที่พึ่งได้ของประชาชน  ถ้าผิดไปจากนี้ก็อย่าไปเป็นเลยครับ.

               เที่ยวเรือสำราญ ๑๒ วันผ่านไปอย่างมีความสุขแม้ว่าคืนสุดท้ายมุ่งสู่ “บาเซโลนา” เรือยักษ์จะโยนตัวบ้างเล็กน้อย  เหตุจากมีความกดอากาศผ่านเข้าสเปญ (ความสูงคลื่นประมาณ ๒ เมตร)  แต่คืนนั้นก็หลับสบายเหมือนนอนเปล  ทุกอย่างผ่านไปเรียบร้อยดี  มาเจอของจริงเอาที่ท่าอากาศยานบาเซโลน่า  เครื่องบินของสายการบินสวิตแอร์ดีเลย์  เครื่องที่จะมารับพวกเราออกจากซุริคไม่ได้  สภาพอากาศไม่ดี หิมะตกหนัก ไม่สามารถนำเครื่องขึ้นได้ตามกำหนด  เสียเวลาไป ๓ ชั่วโมง  ทำให้ต้องพลาดการ connect flight  ต้องแกล่วที่สนามบินซูริคตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนยันเกือบตีสาม  การเสียอารมณ์จากการพลาดนัด ความหิว ความง่วง ทำให้สัญชาติญาณมนุษย์เริ่มออก  เสียงบ่นของคนหลายภาษายิ่งกว่าหมีกินผึ้ง  เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของสวิตแอร์ระดมแก้ปัญหา  ทุกคนใบหน้าเหี่ยวย่นคอยตอบปัญหากับคนร้อยแปด  คนตกเครื่องร้อยกว่าคนทั้งฝรั่ง แขก ไทย จีน  ร้อยคนก็ร้อยปัญหา เจอเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่แก่ไปอีกคนละหลายปี   แต่เจ้าหน้าที่สามารถคบคุมอารมณ์ได้อย่างดี  ผมเหลือบเห็นตำรวจมายืนสังเกตการณ์อยู่ ๕ คน

              อันดับแรกเรื่องความหิว ทุกคนต้องการอาหารและน้ำดื่ม  เจ้าหน้าที่จัดอาหาร เป็นขนมปังแห้งๆยาวประมาณคืบ ผ่ายัดไส้ด้วยชีส  ทานแล้วอยากจะอ๊วก  ด้วยความหิวก็จำต้องยัดลงกระเพาะไป ๑ อัน  พอถึงตอนที่เจ้าหน้าที่เอาน้ำดื่มมาวาง  พวกคนจีนเฮโรเข้ามาเป็นสิบรุมทึ้งแย่งน้ำดื่ม  พวกเขาแย่งกันเอง  คนไทยไม่กล้าทำเช่นนั้น  พวกเรายืนดูด้วยความสมเพช  ความหิวทำให้สันดานเดิมของมนุษย์ออกมา  เป็นภาพค่อนข้างน่าเกลียด  สิ่งนี่น่าเก็บไปคิด ฝรั่งชาติยุโรปประมาณเกือบห้าสิบคนยังคงยืนเข้าคิวเพื่อรอรับบริการจากเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์อย่างเป็นระเบียบ  ส่วนคนไทยก็จะไปมุงกันที่เคาน์เตอร์เป็นกลุ่มๆ  ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะคนไทยเดินทางเป็นครอบครัว  มาเป็นกลุ่ม การจัดระบบเดินทางใหม่ ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน  หลายคนต้องขึ้นเครื่องไปแฟรงเฟิร์ตแล้วต่อเครื่องกลับไทย  หลายคนต้องรอเที่ยวบินวันรุ่งขึ้น แยกกันไปหลายไฟลท์เพราะที่นั่งเต็ม  ปัญหาที่พักคืนนั้นต้องแยกกันพักหลายโรงแรม  ปัญหาเหล่านี้ทางสวิตแอร์แก้ไขได้เรียบร้อยภายใน ๓ ชั่วโมง  ผมกับภรรยาและพวกพักที่โรงแรมฮอลิเดย์อิน พักฟรีพร้อมอาหารสามมื้อ รถรับ-ส่งฟรี 

              สิ่งที่มองเห็นชัดเมื่อมีเหตุคับขันหรือเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น  ทุกคนจะแสดงสัญชาติญาณการเอาตัวรอด  มีการเอาเปรียบ แย่งแซงคิว  ไม่มีวัฒนธรรมในการเคารพ ให้เกียรติ การรักษามรรยาท  หลายคนมองข้ามสิ่งนี้  กูต้องเอาตัวกู พวกกูให้รอดก่อน  พวกมึงก็เรื่องของมึง  แต่ในสถานการณ์เดียวกันนี้คนอีกกลุ่มควบคุมสติ  อยู่ในระเบียบวินัย  สงบและยืนเข้าคิวเพื่อรอรับบริการ  น่าจะเป็นเพราะการศึกษาและวัฒนธรรมของคนเหล่านั้น  เห็นเหตุการณ์นี้แล้วต้องชมเชยฝรั่งชาติยุโรป  แย่สุดๆคือคนจีน  ส่งเสียงดังล้งเล้งฟังไม่รู้เรื่อง โวยวายพูดข้ามหัว ข้ามหู  แย่งของเหมือนกับงาน “ทิ้งกระจาด” เดินกระแทกคนโน้นคนนี้ เตะข้าวของที่วางแบบไม่สนใจและไม่เคยที่จะกล่าวคำขอโทษ  สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ฝรั่งดูถูกคนเอเซีย  ส่วนคนไทยทำได้ดีระดับหนึ่ง  โวยวายน้อยกว่า แต่ความรักพวกมีมากพอสมควรเหมือนกัน              

              ผลจากเครื่องบินดีเลย์กลายเป็นของแถมที่วิเศษสุด  พวกเราได้ลุยหิมะต่อที่ซูริค  อุณหภูมิประมาณ ๑ องศา ละอองหิมะโปรยลงมาบางๆ  หิมะบนยอดหญ้าข้างทางขาวโพลน  เดินท่ามกลางหิมะอย่างมีความสุข  ช๊อปปิ้งต่ออีก ๑วัน  กรุ๊ปผมมีเจ็ดคน ความที่ตัวเล็กกว่าเมื่อเทียบกับฝรั่ง เราจึงเรียกกลุ่มเราว่า “คนแคระทั้งเจ็ด” ไปไหนต้องตามกันเป็นขบวนเพราะอาจหลงได้  ความหนาวทำให้ต้องอัดเสื้อผ้ากันหลายชั้น ลากกระเป๋ากันคนละใบ  เดินกันแบบกะเหรี่ยง  ในกลุ่มมีคุณหมอมานพ ฮันตระกูลซึ่งผมยกให้เป็นหัวหน้า คอยทำหน้าที่สอบถามเส้นทาง จะไปช๊อปปิ้งที่ไหน ไปสนามบินยังไง  โดยมีคุณนภาพร ศรจิตติเป็นฝ่ายเช็คข้อมูล (เจอใครถามดะ)  วันขึ้นเครื่องกลับพวกเราลากกระเป๋าไปตามถนนเพื่อขึ้นรถรางไปสนามบิน  ข้อมูลเส้นทางของคุณหมอมานพฯ กับคุณนภาพรฯไม่ตรงกัน (ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวคนละคนกัน)  ทำให้กลุ่มคนแคระทั้งเจ็ดต้องลากกระเป๋าข้ามถนนไปแล้วก็ลากข้ามกลับ ย้อนไปย้อนมา  มีตอนหนึ่งที่ขึ้นไปบนรถรางกันหมดแล้ว พอรถจะเคลื่อนตัวออกต้องพากันลากกระเป๋าลงมาอีก  ไม่แน่ใจว่าขึ้นรถถูกหรือผิด  หมอมานพฯไปหาข้อมูลจากหนุ่มสารคู่หนึ่งกำลังจู๋จี๋กันอยู่  หมอซักถามเสียจนไอ้หนุ่มโดดหนีไปเลย  ทั้งหมดนี้เป็นสุข ความสนุก จดจำกันไปอีกนาน

              การไปเที่ยวครั้งนี้เป็นการพักผ่อนจริง ๆ ปล่อยสมองว่างเปล่า เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติสูดโอโซนกลางท้องทะเล รับเอาแต่สิ่งใหม่ ๆ ไม่จำเจ  ไม่ต้องรับข่าวสารที่อาจทำให้เครียดหรือเกิดกังวล  บางทีการห่างไกลจากการติดต่อสื่อสารเสียบ้างทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น  ทุกเช้าผมจะออกรับลมบริสุทธิ์ที่ระเบียงห้องพัก  สูดอากาศเข้าให้เต็มปอดแล้วเก็บไว้ประมาณ ๕ วิฯจึงปล่อยลมออกให้สุด  กลั้นไว้อีก ๕ วิฯ แล้วสูดเข้าไปใหม่ ทำสลับกันไป  เป็นการฝึกลมปราณรับพลังจักรวาลตามที่คุณ “เฮิร์ท” นิตยา วงศาโรจน์แนะนำ  มีอยู่เช้าหนึ่งผมโผล่ไปที่ระเบียงขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเล  รับพลังจักรวาล สูดลมหายเข้าปอดเต็มที่  แทบสำลักเพราะแขกอินเดียที่พักอยู่ห้องข้างๆปล่อยควันบุหรี่ออกมาพอดี 

              ได้พบเพื่อนเก่า ๆซึ่งอยู่กรุงเทพฯด้วยกันแต่ไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย เช่น  คุณศุภชัย มนัสไพบูลย์ เพื่อนเก่าสมัย ตอ.พบกันครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี ๒๕๓๐ พบกันอีกในเรือ ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกมื้อค่ำคุณศุภชัยฯจะมี dirty joke ให้ฟังโดยมีคุณจุฑา (ภรรยา) คอยติดเบรก  สลับกับคุณหมอมานพฯ ดวล dirty joke กันเป็นที่ครื้นเครง  กลับถึงกรุงเทพฯนอนปรับเวลาแล้วพักยาววันเฉลิมฯต่อ  โอกาสหน้าถ้าไม่ตายเสียก่อนคงได้พบกันอีก.

              ข้อมูลการท่องเรือสำราญ “บิลเลี่ยนซ์ออฟเดอะซี”ครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้เดินทาง ท่องเที่ยวว่าควรจะไปทัวร์ทางเรือดีหรือว่าโดยวิธีอื่น

              ข้อมูลเรือ Brilliance of the Sea

๑ เริ่มสร้างเมือปี ๒๐๐๒ เสร็จเมื่อปี ๒๐๐๕

๒ ขนาดระวาง ๙๐,๐๐๐ ตัน

๓ ความเร็ว ๒๙ น๊อต

๔ ความยาวประมาณ ๓๐๐ เมตร

๕ ความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร

๖ ความจุผู้โดยสาร(ไม่รวมลูกเรือ) ๒,๕๐๑ คน

๗ จำนวนลูกเรือ ๘๕๙ คน

๘ ลิฟ ๖ ตัว

๙ ลานจอดคอปเตอร์

๑๐ ชูชีพสำหรับบุคคลเก็บไว้ประจำห้อง ๆละ ๔ ชุด  ต้องการเพิ่มขอได้อีก

๑๑ เรือชูชีพ ๓๐ ลำ ความจุลำละประมาณ ๕๐ คน  ผู้ที่ไม่ได้ลงเรือชูชีพก็คงต้องใช้ชูชีพประจำตัวลอยคอเอา

              สิ่งอำนวยความสะดวกและบันเทิงในเรือ

๑ บาร์และไนท์คลับ ๑๐ แห่ง

๒ ร้านทำผมเสริมสวย ร้านตัดผม

๓ สถานกาสิโน

๔ ดิสโก้เธค

๕ ห้องสมุด

๖สถานพยาบาล

๗ ร้านซักรีด

๘ ร้านค้าปลอดภาษี

๙  โรงภาพยนตร์

๑๐ สถานที่แสดงคอนเสริท ความจุ ๕๐๐ ที่นั่ง

๑๑ ทีวีทุกห้อง สามารถชมข่าว ดูหนัง ฟังข่าวสารทางเรือได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

๑๒ ห้องทานอาหารแบบนั่งโต๊ะเสิร์ฟ และบุปเฟ่ รวมทั้งรูมเซอร์วิส

๑๓ ห้องเครื่องดื่ม ๒๔ ชั่วโมง

๑๔ ห้องนวดสปา

๑๕ ห้องซาวน่า ทั้งระบบแห้งและเปียก

๑๖ ห้องฟิตเนส

๑๗ บ้าสเกตบอล

๑๘ กอล์ฟเล็ก

๑๙ สระว่ายน้ำ

๒๐ ลู่วิ่ง

๒๑ สนามเทนนิส

๒๒ ปีนหน้าผา

๒๓ ปิงปอง

๒๔ Internet Wi-Fi

ฯลฯ

                                                  เรื่องความปลอดภัย

เกี่ยวกับตัวเรือ

              “บิลเลี่ยนซ์ออฟเดอะซี” มีความปลอดภัยสูง  ยังมองไม่เห็นเรื่องความเสี่ยง  เป็นเรือที่สร้างใหม่ๆเทคโนโลยีสูง  ระบบการสื่อสารทันสมัย  ผู้ประกอบธุรกิจจะจัดเส้นทางและเวลาการเดินทางในช่วงที่ไม่มีมรสุม  จะเห็นได้จากการที่เรือสำราญใหญ่ ๆออกในเวลาไล่เลี่ยกัน ๓-๔ ลำ  ผิวทะเลราบเรียบไม่มีคลื่น  และยังรวมเอาความบันเทิงไว้ในตัวเรือ หลากหลาย ไม่มีรายการซ้ำ ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ

 เกี่ยวกับการบริหารจัดการ

              มีระบบบริหารจัดการที่ดีมาก

๑ ผู้โดยสารทุกคนที่จะขึ้นเรือมีช่องทางบังคับเช่นเดียวกับโดยสารเครื่องบิน  มีการตรวจค้นตัว  ตรวจโลหะ  X-RAY กระเป๋า อย่างละเอียด

๒ ผู้โดยสารทุกคนจะถูกยึดพาสปอร์ตไว้แล้วออกบัตรประจำตัวให้แทน  บัตรประจำตัวนี้จะบันทึกภาพเราลงไป(สแกนดูจึงจะเห็น)และข้อมูลบัตรเครดิต  บัตรที่ออกให้นี้ต้องนำติดตัวตลอดเวลาในขณะอยู่ในเรือ  ใช้บัตรนี้ในการชำระค่าบริการและสินค้าได้  และที่สำคัญในบัตรนี้ระบุไว้ด้วยว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องไปรวมที่จุดไหน  ใช้เรือชูชีพหมายเลขใด

๓ มีการซักซ้อมการชูชีพกรณีเกิดเหตุต้องสละเรือ  ทุกคนจะต้องรับการซ้อมเพื่อให้รู้เส้นทาง  ไม่ต้องวิ่งวุ่นสับสน  ส่วนชูชีพประจำตัวมีไว้ให้ที่ห้องพัก

๔ การรับประทานอาหารค่ำต้องนั่งประจำที่  ทุกคนมีที่นั่ง  มื้อเย็นแบ่งผู้ทานเป็นสองกะ  ขณะที่กะแรกทานกะที่สองจะไปดูโชว์  พอกะแรกทานเสร็จก็จะดูโชว์เปลี่ยนให้กะที่สองไปทาน  มีผู้ดูแลโดยเฉพาะ

๕ ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมอะไร  จะพาขึ้นฝั่งไปทัวร์เมืองอะไร จะมีรายละเอียดแจ้งให้ทราบก่อวันต่อวัน  รวมทั้งข้อมูลประเทศที่จะขึ้นไปชม  ข้อแนะนำต่าง ๆที่เป็นประโยชน์  โดยช่วงที่เรารับทานอาหารเย็น ดูโชว์หรือเสร็จจากการบันเทิง กลับเข้านอนจะเห็นเอกสารนี้วางบนเตียง  หรือถ้าใครไม่อยากขึ้นบกไปเที่ยว อยู่ในเรือก็จะแจ้งกิจกรรมให้ร่วมสนุกซึ่งไม่เหมือนกันในแต่ละวัน

๖ เวลาจะออกจากเรือขึ้นฝั่ง หรือเวลากลับจากบกมาขึ้นเรืออีกครั้ง จะถูกสแกนบัตรและตรวจค้นตัว X-RAY ตรวจสิ่งของเช่นเดียวกับเช็คอินใหม่  มีการประมวลข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์  ทำให้ทราบตลอดเวลาว่าใครอยู่ในเรือ  ใครออกจากเรือไป  ใครยังไม่กลับเรือ  เรื่องคนหายหรือคนเกินสามารถตรวจสอบได้

               อันตรายที่จะเกิดขึ้นในการท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญ  ก็คงเหมือนกับสถานที่ทั่วๆไปไม่ว่าที่ไหนๆ หากใครคิดจะประกอบอาชญากรรมก็ย่อมทำได้  ถ้าประกอบอาชญากรรมในเรือตัวอาชญากรมีความเสี่ยง คงหลบหนียาก  จับตัวได้ง่าย  มีกล้องวงจรปิดติดทั่วไป (คงจะเว้นห้องพัก)  คุณทำอะไรที่ไหนห้องคอนโทรลจะทราบ มีการบันทึกข้อมูล  แต่ละจุดจะมีพนักงานรับผิดชอบเฉพาะเป็นโซนๆ  ผู้ทำผิดต้องคิดเรื่องความปลอดภัยของตนเองก่อนเสมอ  ถ้าทำแล้วถูกจับได้ก็จะไม่ทำ  ใครคิดก่ออาชญากรรมในเรือคงจะหลบหนีได้ยาก  โดดน้ำหนีก็ตายลูกเดียว

              พิจารณาถึงกรณีที่มีข้อมูลว่า “เคยมีคนเดินทางไปกับเรือสำราญแล้วเกิดหายตัวไป” คงสอบสวนไม่ยาก  หากกรณีเรือเทียบท่าขึ้นบกแล้วไม่กลับขึ้นเรือ ก็อาจเกิดขึ้นได้เพราะบนฝั่งอาจมีความปลอดภัยน้อยกว่าบนเรือ หรือไม่ก็จงใจหลบหนีไปโดยทิ้งพาสปอร์ต ไปหาทำเอาใหม่  หากเกิดเหตุลักษณะนี้ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์จะบอกได้ทันที  มีกรณีเดียวที่จะประกอบอาชญากรรมแล้วสืบยาก หรือสืบไม่ออกเลยก็คือ  ผลักให้ตกเรือในขณะเรือวิ่งช่วงกลางคืน  ตอนกลางคืนดึกๆบางจุดปลอดคน  ทุกคนมัวแต่สนุกสนานกับสิ่งบันเทิงในเรือ  จุดบอดอยู่ตรงกาบเรือบริเวณสระน้ำหัวเรือ  ถึงแม้จะมีกระจกกั้นก็สูงเพียงแค่เอว  กลางคืนคนไม่ใช้บริการสระน้ำแต่ก็สามารถเดินผ่านขอบสระได้  กล้องวงจรปิดจะอยู่ระยะไกล  เจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณนั้นบางครั้งไม่อยู่  บางครั้งก็ต้องปล่อยให้มีบรรยากาศส่วนตัว มีคน ยืน นั่ง เสพบรรยากาศ  หากพาไปเดินช่วงนี้แล้วผลักลงทะเลไป  รับรองตายร้อยเปอร์เซ็นต์  หาศพก็ไม่พบเพราะอยู่กลางมหาสมุทร  เรือก็คงแล่นต่อไป  กว่าศพลอยอืดขึ้นมาก็ใช้เวลาเป็นวันแล้วใครจะเห็น  เป็นอาหารของปลาไป เหลือแต่ทรากเน่าเปื่อยพืสูจน์ตัวบุคคลยาก หรือไม่ก็ตรงบริเวณกาบเรือด้านข้างลำเรือ  มีอยู่หลายจุดนะครับที่สามารถก่ออชญากรรม ในมุมมองของผู้ที่เคยทำงานด้านความปลอดภัย  วิธีป้องกัน ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณเสี่ยง  จัดเจ้าหน้าที่ รปภ.ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดย รปภ.แฝงตัวไปในรูปผู้บริการไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์มเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศท่องเที่ยว

              เรื่องคนหายในเรือที่จะเกิดขึ้นได้ก็มีเพียงลักษณะนี้ลักษณะเดียว  หรือไม่เจ้าตัวก็ตั้งใจคิดสั้นโดดลงไปเอง  จึงขอแนะนำ  เมื่อท่านเดินทางไปกับเรือสำราญ  หากใครชวนท่านไปเดินเดินรับลมตอนกลางคืนด้านหัวเรือ  ควรไปเป็นกลุ่มๆ(ปลอดภัยไว้ก่อน)

              อีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่เลือกพักห้องที่มีระเบียงติดทะเล  ถ้าผลักไปจากระเบียงห้องพักก็จะไปติดที่พื้นด้านล่างเพราะมีพื้นที่กาบเรืออยู่

              สรุปว่าคนไปกับเรือแล้วหายน่าจะเป็นพวกคิดสั้นโดดลงเองมากกว่า

 ความประทับใจในการท่องเที่ยวทางเรือ

              ปัจจุบันได้รับความนิยมสูง เหตุผล

๑ การพักในเรือเหมือนกับพักโรงแรมระดับ ๕ ดาวทั่วๆไป  แต่ดีกว่าโรงแรมเพราะมีคนคอยดูแลประจำ  และสามารถท่องเที่ยวได้หลายสถานที่โดยไม่ต้องจัดกระเป๋าบ่อยๆ

๒ ความบันเทิงในเรือชนิดสุดยอด  หาดูได้ยาก  ผู้แสดงมืออาชีพระดับบอร์ดเวย์  แค่ดูโชว์อย่างเดียวก็คุ้มกับค่าใช้จ่ายแล้ว

๓ สะดวกสบาย  ง่วงเมื่อไรก็เข้าห้องนอน  หิวเมื่อไรก็กิน ( อาหารตามสถานที่ๆกำหนดไว้ให้รับประทานฟรี  แต่ถ้าอยากทานอาหารภัตตาคารหรูๆมีชื่อที่ยกมาไว้ในเรือ ต้องเสียเงินเพิ่ม)

สิ่งที่ต้องทำใจ

๑ ค่า “ทิป” ทางเรือคิดไว้ให้เสร็จ  ผู้เดินทางต้องจ่ายค่า “ทิป”ให้กับพนักงานคนละ ๑๐ เหรียญต่อนักท่องเที่ยวต่อคนต่อวัน (ค่าทิปนี้จะถูกแบ่งไปยังพนักงานส่วนต่างๆที่มีส่วนในการดูแลเรา เช่น คนทำความสะอาด  คนจัดที่นอน  พนักงานเสริฟ  มีเรตของแต่ละคน ซึ่งฝ่ายบริหารจัดการจะตัดยอดไปจากบัตรเครดิต แล้วไปจัดแบ่ง) ผมท่องไปกับเรือ ๑๒ วันก็ต้องจ่ายค่า “ทิป” ๑๒๐ เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๔,๐๐๐.-บาท  ยังไม่รวมค่ายกกระเป๋าอีกใบละ ๕ เหรียญ หรือเกือบ ๒๐๐ บาทต่อใบ

๒ ภาษาอังกฤษคุณต้องดีพอ  ไม่งั้นก็จะขาดอรรถรสเพราะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเท่านั้น

 รับทราบไว้เป็นข้อมูลนะครับ.

Older Posts »