Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

              ผมเก็บไอ้นองมาเลี้ยงแต่ก็เกือบจะโดนมันกระซวกเอา  คนติดยาเสพติดมักจะเป็นเช่นนี้  เวลาอยากยาอารมณ์หงุดหงิด  ไม่มีเหตุผล  ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เสพ  เคยส่งไปอด  พอกลับมาอ้วนปี๋มีน้ำมีนวน  สักพักก็กลับไปเสพอย่างเก่าอีก  ถามว่า “ทำไม ไม่เลิกซะที”  มันตอบหน้าตาเฉย “ก็ผมติด”  ตอบแบบนี้ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาอบรมสั่งสอนกันอีก  ป่านนี้ไอ้นองคงตายเพราะไม่ได้เจอกันเกือบ ๔๐ ปี  ถ้าไม่ลงแดงตายก็อายุเข้าไป ๑๐๐ กว่าปี แก่ตายไปแล้ว  ยังไงก็นึกถึงมัน  ความดีของไอ้นองก็มี

              เรื่องแรก  ฝีมือการนวด ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก  เหมือนไอ้นองจะรู้เวลา  ตอนผมออกเวรมาไอ้นองจะคอยรับหน้า  เข้าใจว่าคง “พี้”มาเรียบร้อยแล้ว  ตอนมัน “พี้”จะไม่เห็นหัว  ไอ้นองจะอารมณ์ดี กุรีกุจอรับ “นายเมื่อยไหม  ผมนวดให้”  การนวดฝ่าเท้าเป็นที่หนึ่ง  นวดเพลิน เป็นชั่วโมง ๆ  สูงขึ้นมาอีกหน่อยก็แค่หน้าแข้ง  เข้าใจว่าคงเรียนมาจากในคุก  เวลานวดก็จะพูดไปเรื่อยๆ เสียงอ่อน เสียงหวาน  ไม่ถามมันก็พูด  ถ้าถามเมื่อไหร่มันจะสาธยายยาว  ผมสัญญากับไอ้นอง “กูหลับเมื่อไร มึงไปได้”  ไอ้นองมีความสามารถ นวดจนคนถูกนวดหลับ  แต่ก็มีบางครั้งไอ้นองหลับไปก่อน  ชนิดหลับคนตีน  เรากำลังเพลิน ๆพอมันหยุดขยำเราก็เขย่าขา มันก็บีบต่อ  บางทีเราพอเคลิ้มหลับไปไอ้นองปลุกอีก “นาย ๆ ขอตัง ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย”  คนจะหลับโดนปลุกหงุดหงิดเหมือนกัน  คราวหลังไอ้นองเองเอาไปเลยหนึ่งร้อย เวลาข้าหลับอย่าปลุกน๊ะ  ว่าแล้วก็เอาแบ๊งค์ร้อยวางไว้ข้าง ๆตัว (สงสัยอยู่เหมือนกันว่า มันเอาตังไปกินข้าวหรือไปซื้อยา)

              ความดีของ “ไอ้นอง”อีกเรื่องคือ ใช้ง่าย  วันหนึ่งตอนสาย ๆขณะที่ผมเข้าเวร  “จ่าแกร”หัวหน้าจราจรซึ่งจัดระเบียบรถอยู่ที่ถนนเทศา  ด้านหลังเทศบาลเมืองนครปฐม  ตอนเช้า ๆบริเวณนั้นจะมีตลาดนัดแบกะดิน  มีผู้คนจับจ่ายซื้อของกันมากพอสมควร  จ่าแกรรับราชการมานานใกล้เกษียณ  รูปร่างน่ารัก คล้ายตุ่มเดินได้  แกเลี้ยงไขมันไว้ที่พุง  รอบเอวคงไม่ต่ำกว่า ๕๐ นิ้ว  จ่าแกร กระหืดกระหอบขึ้นโรงพัก ลากผู้ต้องหาใส่กุญแจมือมาส่ง  ผู้ต้องหาชื่อ “ไอ้ออด”  จ่าแกรบอกว่า  ไอ้ออดวิ่งราวสร้อยคอแม่ค้า  จ่าแกรจับได้คาหนังคาเขา  ถ้าจ่าแกรไม่บอกผมก็พอจะเดาออกเพราะจ่าแกรหอบตัวโยน  คงสงสัยว่าอ้วนเป็นตุ่มอย่างนี้ยังไล่จับคนร้ายได้  ลืมบอกไปว่าไอ้ออดร่างกายพอฟัด พอเหวี่ยงกับจ่าแกร  ไอ้ออดเล็กกว่าแต่ร่างพิการ หลังค่อม  สักยันต์เต็มตัว  เคยถูกจับดำเนินคดีเสพเฮโรอินหลายครั้ง  วนเวียนเข้า-ออกห้องขังจนตำรวจเกือบทุกคนรู้จัก  ผมนึกภาพ ถ้าถ่าย วิดิโอ ตอนวิ่งไล่กวดกันคงจะฮาไม่น้อย  สรุปว่าจับได้ก็แล้วกัน  ผมถามจ่าแกรว่าสร้อยของกลางได้หรือเปล่า  อยู่ไหน  จ่าแกรบอกว่าผู้เสียหายมาด้วย  พอผู้เสียหายร้องให้ช่วยจ่าแกรอยู่ห่างประมาณ ๓๐ เมตรก็วิ่งไล่กวดจนจับได้  แต่หาสร้อยของกลางไม่เจอ  ไอ้ออดหัวหมอปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้วิ่งราว  ผู้เสียหายยืนยันไม่มีใครไอ้ออดคนเดียว  แม่ค้ากำลังก้มจัดของอยู่ไอ้ออดกระตุกสร้อยคอสองสลึงขาดติดมือวิ่งหนี  แม่ค้าร้อง จ่าแกรได้ยินก็วิ่งไล่ตาม  ผมสอบปากคำผู้เสียหายแล้วคุมตัวไอ้ออดไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อหาสร้อยของกลาง  บริเวณที่เกิดเหตุพื้นซีเมนต์เรียบโล่ง  เส้นทางไล่กวดกันบนฟุตปาทด้านหนึ่งเป็นกำแพงโรงเจ  จ่าแกรว่า ถ้ามันโยนทิ้งผมต้องเห็น  จ่าแกรถามไอ้ออดอย่างมีอารมณ์ “มึงกลืนสร้อยหรือเปล่า”  ไอ้ออดอึกอักตอบ “เปล่า กลืน”  ผมเลยส่งไอ้ออดไปเอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลนครปฐม  ดูฟิล์มเอ็กซเรย์แล้วเห็นสร้อยรูปเครือวัลย์ชัด อยู่ตำแหน่งตอนบนของกระเพาะ  ผมนำตัวไอ้ออดไปขังต่อที่โรงพัก  จะทำไงดีถึงได้สร้อยของกลาง  คราวนี้ไอ้ออดยอมรับสารภาพ  ยังไงก็ต้องเอาสร้อยของกลางคืนผู้เสียหาย  วันนั้นผมให้ไอ้ออดกินยาถ่ายบุ๊กแรคเข้าไปสองก้อน  ห้องขังที่โรงพักเมืองนครปฐมเป็นห้องแยก  เวลาจะปัสสาวะหรือปลดทุกข์จะต้องไปนั่งส้วมรวมกันอยู่ด้านนอก  ส้วมสมัยนั้นเป็นแบบเปิด  ไม่มีประตู  เวลานั่งถ่ายจะมองเห็นตั้งแต่ส่วนคอโผล่ขึ้นมา  ไอ้ออดถูกแยกขังเดี่ยว  ตำรวจลูกน้องจัดไหซองปากจู๋  แบบไหที่คนบ้านนอกทำ “อุ” หรือ “กระแช่” ไว้ในห้องของไอ้ออด  ให้ไอ้ออดถ่ายลงในไห  ตำรวจสิบเวรจะคอยดู  พอเห็นไอ้ออดถ่ายหลายครั้งก็จะเอาไหอึไปเทที่พื้นซีเมนต์ใต้ถุนบ้านผม  เพื่อเขี่ยหาสร้อย  เอาไหไปตั้งไว้ยังไม่ทันได้บอกอะไรกับใคร  ไอ้นองมาจากไหนไม่ทันเห็นคงนึกว่าเป็นไหกระแช่  เอาจมูกสูดที่ปากไหเข้าเต็มเปา  ไอ้นองอ๊วกแตก  ผมเลยใช้ไอ้นองคว่ำไหเอาไม้เขี่ยอึ  ไม่พบสร้อย  ได้ความคิดเลยเอาไอ้นองขังรวมไว้กับไอ้ออด  ไอ้นองยอมทำตามทุกอย่าง  นี่ไงข้อดีของไอ้นอง  จนกระทั่งครบกำหนดต้องฝากขังก็ยังหาสร้อยไม่พบ  ผมนำตัวไอ้ออดไปเอ็กซเรย์อีก  ไม่พบสร้อยในกระเพาะ  ไอ้นองถูกเรียกไปสอบสวนว่าคุมยังไง  สร้อยหายไปไหน  ไอ้นองก็บอกว่าไม่รู้จริง ๆ คว่ำไหเขี่ยอึทุกวันไม่เห็นสร้อย  เวลามีน้อยต้องเอาไอ้ออดไปฝากขัง  ไอ้ออดรับสารภาพศาลจำคุกไปเท่าไรจำไม่ได้  ผมว่าไอ้ออดมันต้องฮั้วกับไอ้นองแน่  โชคดีที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเรื่องคืนสร้อย

              วีรกรรมของไอ้นองอีกเรื่อง  ตอนนั้นถนนเพชรเกษมช่วงนครปฐมไปราชบุรีเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ  ถนนเส้นนี้ผ่านทุ่งนาตรงตำบลหนองดินแดง  เวลาใกล้ค่ำมักจะมีฝูงสัตว์เลี้ยงเดินข้ามถนน  เกิดคดีรถยนต์ชนควายกำลังเดินข้ามถนนเข้าจนได้  เป็นควายแม่ลูก  แม่ควายตาย ลูกไม่เป็นอะไร  รถยนต์หน้าพังไปแถบ  หาเจ้าของควายไม่ได้  สมัยนั้นเรียกผู้ใหญ่บ้านมาประมูลควายแล่เนื้อขาย  ได้เงินเท่าไรให้เจ้าของรถไปเป็นค่าซ่อม  เจ้าของรถยอมรับ ทำนอง “กำขึ้ ดีกว่ากำตด”  จะยกลูกควายให้ไปด้วยเจ้าของรถไม่เอา  ลูกควายกำลังน่ารักอายุประมาณ ๖ เดือน  เขาเพิ่งงอกตูมๆ  ผมเลยต้องเอาลูกควายไปเลี้ยงไว้ที่บ้านพัก  ให้เป็นหน้าที่ไอ้นองเป็นพี่เลี้ยง  ไอ้นองเลี้ยงดูแล้วขัดสีฉวีวรรณจนลูกควายอ้วนเป่งน่ารัก  อีกสักอาทิตต่อมาลูกควายตาย  ผมถามไอ้นองมึงไปทำอะไรกับควายหรือเปล่า  ไอ้นองบอกว่าไม่ได้นำอะไรเพราะมันก็รักลูกควาย  ผมไปพิจารณาดูลูกควายใกล้ ๆ  ได้กลิ่น ดี.ดี.ที.คลุ้ง  ถามไอ้นองว่าเอา ดี.ที.ที.มาทำอะไร  ไอ้นองบอกว่าเอาไปฉีดลูกควายเพราะเห็นว่ามีไข่เหาติดอยู่ที่ขนเต็มไปหมด  ตั้งใจจะฉีดฆ่าเหา  ผมให้เอากระป๋อง ดี.ดี.ที.มาให้ดู  ไอ้นองฉีดจนหมดกระป๋อง  โธ่..ไอ้นอง  มึงฆ่ามันชัด ๆ  ผมสั่งให้ไอ้นองฝังลูกควายเพราะรักและสงสาร  ปรากฏว่าไอ้นองเรียกพ่อค้าเนื้อมาซื้อเอาลูกวัวไป  ได้มาหลายร้อยบาท  จนเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ว่าไอ้นองหวังดีต่อลูกควายหรือเป็นลูกไม้จะขายเนื้อควายก็ไม่รู้

              ทั้งหมดเป็นความน่ารักของไอ้นอง  คิดถึงวันเก่า ๆที่ไม่อาจหวลกลับคืนมาได้  ใครเจอไอ้นองช่วยบอกมันด้วยว่าผมคิดถึง.

สันดานโจร

                                                            

 

              พรรคพวกผมหลายคนโทรมาหาบ่อยๆเรื่องจะรับคนเข้าทำงานบ้าน  คนขับรถ  แม่บ้าน  คนอนุบาลผู้สูงอายุ  พี่เลี้ยงเด็ก  ส่วนมากจะให้ช่วยเช็คประวัติ  เคยต้องโทษไหม  หนีคดีหรือเปล่า  ผมช่วยได้เพียงให้ลูกน้องที่กองทะเบียนประวัติอาชญากรช่วยตรวจสอบให้    บางรายเจอหนีเกณฑ์ทหาร  บางรายเคยต้องคดียาเสพติด  ยาบ้าบ้าง  กัญชาบ้าง  พอรู้ก็บอกไป  ปรากฏว่าพวกมีประวัติหางานทำไม่ได้  มันไปขัดกับหลักมนุษยธรรมที่ควรจะให้โอกาสคน  เพื่อนผมบอกว่าขอปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า  มีคนให้เลือกเยอะ  คนมีตำหนิไม่เอา  ถ้าเป็นผมก็ไม่รับเหมือนกันเพราะเคยเห็นสันดานโจรมาแล้ว

              ตอนผมรับราชการอยู่นครปฐม  ตำรวจลูกน้องพาสายลับมารู้จักผมคนหนึ่ง  เป็นผู้ชายอายุมากกว่าผม  ตัวเล็กๆ ไม่มีไขมัน ผิวคล้ำท่าทางคล่องแคล่ว  ชื่อ “นอง” ชื่อจริงๆ “ใบ จันชุ้น”   เป็น “นิ้วเพชร”คอยชี้ให้ตำรวจจับพวกขี้ยา  สมัยนั้นยังไม่มียาบ้า  มีแต่พวกเสพเฮโรอินชนิดเกล็ดสีม่วง  เวลาเสพต้องเอากระดาษตะกั่วซองในบุหรี่ห่อเป็นกระทะ  เอาเฮโรอินสีม่วงใส่ลงไป  จุดไม้ขีดลนข้างใต้  พอร้อนก็จะมีควันลอยขึ้น (เกิดการระเหิด)  พวกสิงห์เฮโรอินจะเอากระดาษม้วนคล้ายหลอดกาแฟไล่ดูดควันเข้าปอดอย่างมีความสุข  ต่อมาเฮโรอินสีม่วงพัฒนาเป็นเกล็ดสีขาว  วิธีการเสพก็พัฒนาไปเป็นการฉีดเข้าเส้น  ปัจจุบันกลายเป็น “ยาบ้า”ไป 

              ไอ้นองพูดจาอ่อนหวาน มีหางเสียง  ขยันทำงานใช้คล่อง โดยเฉพาะการนวดเพื่อคลายเมื่อยนี่เก่งนัก  มารู้เอาตอนหลังว่าไอ้นองติดเฮโรอินอย่างหนัก  พอได้เสพยาเข้าไปแล้วจะพูดไปเรื่อยๆเสียงอ่อนเสียงหวาน  ใครใช้ให้ทำอะไรก็ทำไม่เคยปฏิเสธ  มิน่าเล่าเวลาผมให้ไอ้นองมานวดขา  ตอนแรกมันก็นวดดีอยู่  นวดไปนานๆทำไมมันขยำช้าลงๆ  น้ำหนักมือค่อยๆแผ่วลงๆ แล้วก็หยุด  หันไปดูไอ้นองฟุบหลับคาขา  อะไรไม่ร้ายเท่าเวลาไอ้นองอยากยา (ภาษาขี้ยาเรียก “เสี้ยน”)  มันเฮี้ยวน่าดู

              ผมเอ็นดูไอ้นองให้ไปพักอาศัยใต้ถุนบ้าน  ผมพักบ้านหลวง  สมัยนั้นบ้านพักยกพื้นใต้ถุนสูง  ผมหาแคร่มาให้นอน  ไอ้นองนอนไม่กางมุ้ง ซื้อมาให้มันก็ไม่ใช้  มีอยู่คืนหนึ่งผมกลับเข้าบ้านตอนดึกประมาณตีสอง  เอ๊ะใครจุดเทียนอยู่ใต้ถุนบ้านเรา  เข้าไปดูไอ้นองนั่งหลับสัปหงกอยู่หน้าเทียน  ผมยืนดูด้วยความสมเพท  มันทำอะไรของมัน ยืนดูสักพัก  ไอ้นองหัวค่อยโน้มต่ำลงๆ  พอหัวเข้าไปใกล้ๆเปลวเทียน  มันก็กระดกหัวขึ้นแล้วก็ค่อยๆโน้มลงไปใหม่  ครั้งแล้วครั้งเล่า  ดูแล้วรู้สึกขำเพราะมีครั้งหนึ่งที่ศีรษะลงไปต่ำมากจนหัวไปถูกเปลวเทียน  ไฟไหม้เส้นผมเหม็นควันคลุ้ง  ไอ้นองก็ยังไม่ตื่น สัปหงกต่อ  อย่างนี้นี่เอง ถ้าขืนนอนกางมุ้งไฟไหม้บ้านแน่  ผมตั้งใจจะปลุกไอ้นองจึงค่อยๆย่องเข้าไปด้านหลังประชิดตัว แล้วส่งเสียงดัง “จ๊ะเอ๋” ให้ตกใจ  ไอ้นองสะดุ้ง หันขวับกลับมายังผมพร้อมด้วยมีดเหน็บใบมีดยาวคืบกว่าเงื้อแทง  ผมตกใจมากทำไมไอ้นองมันไวอย่างนี้  มันเอามีดมาจากไหน  ตอนมันหยิบมีดผมมองไม่เห็นเลย  ไอ้นองตาดุจ้องขะเหม๋งมายังผมพูดว่า “ หมวด ทีหลังอย่าเล่นอย่างนี้น๊ะ”  ถ้าไอ้นองมันเสยมีดเข้ามาละก้อลิ้นปี่ผมพอดี  ผมหมดสนุกไม่พูด  ขึ้นนอนเลย

              ผมเริ่มศึกษาไอ้นองจึงได้มารู้ว่ามันติดยา  วันนั้นมันพี้ยาโดยจุดเทียนสำหรับรนเฮโรอิน  พี้เสร็จแล้วนั่งหลับลืมดับเทียน  ไอ้นองหากินอยู่กับตำรวจสายสืบลูกน้องผม  มันรู้ว่าใครติดยา  สูบกันที่ไหนก็พาตำรวจไปจับ  เมื่อยึดของกลางมาได้ไอ้นองขอแบ่งเอาไปสูบ  วิธีนี้ทำให้ไอ้นองอยู่ได้สบายโดยไม่ต้องหาเงินซื้อยา  เวลาไอ้นองไม่เสี้ยนยาจะดีเหลือหลาย  เคารพเชื่อฟัง  เรียกใช้ง่าย  เวลามันอยากยาขึ้นมาตามันจะขวางๆ  ผมเอาตัวมาอบรมแนะนำให้อดยา  ไอ้นองมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเลิกยา และ ให้ผมช่วยพาส่งวัดถ้ำเขากระบอกซึ่งเป็นสถานที่บำบัดผู้ติดยาเสพติดมีชื่อมาก  ผมรับปาก  ผมเริ่มระวังตัวเมื่ออยู่ใกล้ไอ้นองสอบถามถึงปูมหลังถึงรู้ว่า  ไอ้นองเป็นโจรเก่าเคยติดคุกมาแล้ว  ติดเฮโรอินตอนอยู่ในคุก ( ยามันเข้าไปในคุกได้ไง ยังงง)  เคยร่วมกับพวกปล้นตลาดบางเลนนครปฐม  เคยรับจ้างฆ่าคน  เคยชิงทรัพย์ฆ่าคนตาย

              ผมพยายามหาเวลาว่างคุยกับไอ้นองเพื่อจะรู้เรื่องคดีเก่าๆ  พวกนักสืบนี่เหมือนกันหมด  คดีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนถึงแม้จะเกิดนอกพื้นที่ๆรับผิดชอบก็อยากรู้  ใครเป็นคนร้าย  วิธีการยังไง  มีใครเกี่ยวข้อง  ต้องการที่จะเสริมภูมิปัญญาตนเอง  ไอ้นองเล่าให้ฟังถึงคดีรับจ้างฆ่าหมอ  เงินค่าจ้างเพียงสองพันบาท  วิธีการโหดเหี้ยมไร้ความปรานีผิดมนุษย์  ไอ้นองเล่าว่า  เขาพยายามจะไปยิงหมอผู้หนึ่งแต่หาโอกาสใกล้ชิดหมอตามลำพังไม่ได้  หมอผู้นี้เปิดคลินิกมีคนไข้ตลอด  ไอ้นองต้องการที่จะยิงโดยไม่ให้มีพยานรู้เห็น  วันนั้นไอ้นองเตรียมปืนขนาด ๑๑ ม.ม.รอจนหมอปิดคลินิกลูกค้ากลับไปหมดแล้ว  ไอ้นองเคาะประตูบ้านหมอกลางดึกจนหมอต้องโผล่หน้าทางหน้าต่างสอบถามว่าเรื่องอะไร  ไอ้นองบอกว่าญาติเจ็บป่วยมากเป็นไข้ต้องการยาเดี๋ยวนี้  ด้วยความเมตตาของหมออุตส่าห์ตื่นลงมาชั้นล่างเปิดไฟหยิบยาแก้ไข้บรรจุซองเปิดประตูบ้านส่งให้  พอหมอเอื้อมมือยื่นยาไอ้นองก็แผดกระสุนปืนขนาด ๑๑ ม.ม.ให้ไป ๒ นัด  หมอขาดใจตายทันที  ผมฟังแล้วเศร้า ถามว่า “นอง….เองไปทำเขาทำไม” ไอ้นองตอบว่า “ก็เขาจ้างผมนี่ครับ” ไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น

              ไอ้นองเล่าอีกว่าเคยเอาปืนไปจี้ผัวเมียคู่หนึ่ง  เหตุเกิดเวลากลางคืนในที่เปลี่ยว  ผู้เป็นเมียไม่ยอมให้ทรัพย์และขัดขืน  ไอ้นองยิงผู้เป็นเมียตาย  แต่ผู้เป็นสามีอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเลยต้องยิงสามีตายอีกคน  ค้นหาทรัพย์สินของมีค่าในตัวได้เงินเพียง ๒๐ บาท  เศร้าจริงๆ  ไอ้นองเห็นชีวิตคนเหมือนผักเหมือนปลา  ไอ้นองฉลาดพอที่จะไม่ยอมให้รายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่ และ ตัวบุคคล  เพราะนองก็ไม่ไว้ใจตำรวจเหมือนกัน  อย่างไรก็ดีเหตุเหล่านี้มันได้เกิดไปแล้ว  ผมพยายามอบรมจิตใจนองหวังเปลี่ยนทัศนคติให้มีคุณธรรม รู้จักบาปบุญคุณโทษ  จะได้ไม่ไปก่ออาชญากรรมขึ้นอีก  ผมขอให้นองรับปากจะกลับตัวเป็นคนดี  นองรับปากกับผม

              ไอ้นองรับใช้ตำรวจนครปฐม พักอยู่ใต้ถุนบ้านผมมาเป็นปีๆจนกระทั่งถึงงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์  เป็นงานใหญ่ประจำปี  ผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมาเที่ยวงานและนมัสการองค์พระฯ  ผมกลับบ้านพักช่วงกลางคืน  เห็นมีคนสุมไฟอยู่ด้านหลังบ้าน  ผมย่องเข้าไปดู  ไอ้นองอีกแล้ว  มันกำลังเผากระดาษ  โดยไอ้นองดึงเอกสารจากถุงพลาสติกทีละใบเผาในกองไฟ  ผมย่องเข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวัง  อาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด.๓๕๗กำอยู่ในมือข้างขวา  เข้าไปใกล้จนเห็นเอกสารที่ไอ้นองเอาไปใส่กองไฟ  เป็นบัตรประชาชน  ผมรู้ทันทีว่าไอ้นองทรยศ  ไม่รักษาคำพูดที่เคยให้กับผมไว้  ผมจ้องกระบอกปืนไปที่ไอ้นองพร้อมพูดเสียงดัง “ไอ้นอง…มึงไม่เลิก” ไอ้นองโยนเอกสารซึ่งเป็นบัตรประชาชนใบสุดท้ายเข้ากองไฟ  เป็นขี้เถ้าในพริบตา  ผมเสียความรู้สึก  ผิดหวังกับไอ้นองจริงๆ  อยากจะยิงมันเสียเดี๋ยวนั้น  ไอ้นองคล้ายกับรู้ตัวพูดเสียงอ่อยๆ “เปล่าครับ…ไม่มีอะไร”  ผมไม่ถามอะไรไอ้นองอีกเลยเพียงแต่บอกว่า “มึงออกไปจากบ้านกูเร็วที่สุด”  คืนนั้นผมนอนระวังตัว ปืนอยู่ใกล้ๆ  ถ้าไอ้นองโผล่เข้ามาขอให้มันมีอาวุธด้วยก็แล้วกัน  จะได้ “วิสามัญฯ”ซะเลย  คืนนั้นไม่มีอะไร  เช้าขึ้นไม่เห็นไอ้นองแล้ว

              ผมตื่นลงไปดูที่กองไฟ  พบเถ้าถ่านบัตรประชาชนประมาณ ๔-๕ ใบ  ดูไม่รู้ว่าเจ้าของบัตรเป็นใคร  อยู่ที่ไหน  พบชิ้นส่วนของกระเป๋าสตางค์อีก ๒-๓ ใบที่ไฟยังไหม้ไม่หมด  ไอ้นองออกอาละวาด ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชาวบ้านอีกแล้ว  แต่คงไม่ใช่คนที่ไปเที่ยวงานองค์พระปฐมเจดีย์เพราะไม่มีการร้องทุกข์แจ้งความ

              หลังจากที่ไอ้นองจากไปแล้วตำรวจลูกน้องเล่าให้ฟังว่า  ไอ้นองก็คือโจร  ตำรวจใช้โจรจับโจร  ตำรวจไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะรู้ไปหมดว่าใครเป็นโจร แต่ที่ลูกน้องไม่ได้บอกความจริงกับผมเพราะเห็นว่าไอ้นองกลับตัวเป็นคนดีแล้ว และ ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีช่วยงานตำรวจ  ลูกน้องบอกอีกว่า  “ให้มันออกไปน่ะดีแล้วครับเพราะมันบอกว่า  มันจะเล่นงานผู้หมวดหลายครั้งแล้วตอนหมวดนอนหลับ  มันอยากได้สร้อยที่คอ”  ก็คือไอ้นองมันอยากจะฆ่าผมเพื่อเอาสร้อยที่คอไปขายซื้อยาเสพติด

              ผมนึกถึงนิทานอีสป เรื่องชาวนากับงูเห่า  คนบางประเภทไม่เคยรู้จักบุญคุณ  เพราะมี “สันดานโจร” ท่านที่คิดจะเลี้ยงโจรก็ควรจะฟังเรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์  แต่ส่วนดีของไอ้นองก็ยังพอมีครับ  แล้วจะเล่าให้ฟัง  ผมย้ายเข้านครบาล ไม่ได้ข่าวคราวของ “ไอ้นอง”อีกเลย.

              หลายคนไม่ค่อยให้ความสนใจคำว่า “วัยทอง”  บางคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร  เพราะชื่อดูสวยงามอ่อนหวานมีคุณค่า  ทำให้ไม่นึกถึงพิษภัยซึ่งซ่อนอยู่ใน “ทอง”   ด้วยความประมาทไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน  พอเจอเข้ากับตนเองบางคนเกือบเสียศูนย์  บางคนหลุดออกไปจากวงสังคม  เงียบหายไปดั่งไม่มีตัวตน  อย่าประมาทนะว่าไม่สำคัญ  ดังคำพังเพยที่กล่าวว่า “ไม่เห็นโลง ไม่หลั่งน้ำตา”  ความจริงแล้วการเข้าสู่ “วัยทอง”  เป็นการเผชิญภัยครั้งสำคัญที่สุดของชีวิต”  เป็นการเดินทางเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยิ่งของมนุษย์  เพื่อเข้าสู่วาระสุดท้าย  เตือนสติให้ระลึกว่า  ความตายกำลังใกล้เข้ามา  ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้  คุณได้เจอกับมันแน่  จึงต้องมีการเตรียมตัวทำการบ้าน  เมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะไม่ตื่นตระหนก และ สามารถรับปัญหาได้ 

              อายุของขัยคนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๗๐ – ๗๒ ปี  นับว่ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนเพราะการแพทย์ทันสมัยและมีการศึกษาใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพ  ชีวิตคนเหมือนเส้นกราฟ พาราโบล่า (Parabolas) รูปถ้วยคว่ำ  จุดสูงสุด หรือ มีประสิทธิภาพที่สุดของมนุษย์จะอยู่ที่อายุ ๓๕- ๓๖ ปี  จากนั้นก็จะเริ่มถดถอย  มากน้อยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนและดูแลรักษา  แต่ยังไงก็หนีกฎเกณฑ์ธรรมชาติไปไม่ได้

              สตรี จะเห็นได้ชัดกว่าเรียกว่า วัยหมดประจำเดือน จะเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ ๔๘ ถึง ๕๒ ปี  บางคนอาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้น  การหมดประจำเดือนมักค่อยเป็นค่อยไป  เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งต้องหมดแน่ ๆ  หมายความว่า “รังไข่” หมดสภาพ  ไม่ผลิตฮอร์โมนอีกต่อไป  แต่ก่อนที่จะหยุดมันเริ่มผลิตน้อยลง ๆ  หมายถึงร่างกายคุณเริ่มทรุดโทรมไปทีละนิด ๆโดยคุณไม่รู้ตัว 

              ฮอร์โมน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  มีการพัฒนา และ ซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอ  เป็นตัวนำส่งสารเคมี  จากเซลล์ร่างกายเซลล์หนึ่งไปยังกลุ่มเซลล์อื่น ๆ  ส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้น หรือ ยับยั้งการเจริญเติบโต  กระตุ้น หรือ ยับยั้งการสลายตัวของเซลล์  กระตุ้น หรือ ยับยั้งระบบภูมิคุ้มกัน  ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ( metabolism )

              บุรุษ จะเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อายุ ๕๐ เป็นต้นไป  บางคนมาเร็วกว่านั้นแต่ไม่ค่อยจะรู้สึกตัวเพราะมันค่อยเป็นค่อยไป  คนส่วนใหญ่เอาอายุ “วัยทอง” ไปผูกพันไว้กับ การทำงาน หรือ การรับราชการ  นั่นคือ  การ “เกษียณอายุ”  เกณฑ์ปกติจะถือเอาที่อายุ ๖๐ ปี  พอ “เกษียณอายุ” แล้วถึงจะรู้ตัวว่าเข้าสู่ “วัยทอง”  ความจริงไม่ใช่   มันเข้าไปตั้งนานแล้วแต่เขายังอยากใช้คุณทำงานอยู่  ที่ให้เกษียณเพราะมันไม่ไหวแล้วจริง ๆ  ยังขืนให้ทำงานต่อไปรังแต่จะเสียหาย

              การเข้าสู่ “วัยทอง” หรือ การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน  เริ่มเมื่อใดวัดไม่ได้  แต่มีตัวชี้บอกที่อาการของเจ้าของร่างกาย  เมื่อใดก็ตามที่ท่านเริ่มมีอาการ ร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย  ปวดเมื่อยโดยไม่มีสาเหตุ  ไม่มีแรง  กล้ามเนื้อต่าง ๆลดขนาดลง  เบื่ออาหาร  ความต้องการทางเพศลดน้อยลง  อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(สำหรับท่านชาย)  ช่องคลอดแห้งไม่มีน้ำหล่อลื่น(สำหรับท่านหญิง)  อารมณ์หงุดหงิด  เฉื่อยชา  ขาดสมาธิ  ความจำลดลง  นอนไม่ค่อยหลับ  ง่วงบ่อย  นอนตื่นง่าย  สำหรับท่านหญิงมีอาการร้อน ๆหนาว ๆช่วงนอนกลางคืน  เหงื่อออกซึมทั้ง ๆที่นอนในห้องปรับอากาศ ฯลฯ  อาการเหล่านี้แหละบอกว่าท่านเข้าสู่ “วัยทอง”แล้ว

              เมื่อรู้ว่าจะต้องเจอกับมันแน่ ๆก็โดดเข้าสู้กับมันเลย  อย่าไปประวิงเวลา  อย่าทำเป็นไม่สนใจ  อย่าบอกว่า  “ตูไม่เชื่อ”  แล้วเมื่อถึงวันนั้นจะรู้สึก  บางคนประมาทไม่ใส่ใจ  พอเจอเข้ากับตัวถึงกับเสียสติไปเลย  บางคนหลุดหายไปจากสังคม  ไม่นานก็มีข่าวฌาปนกิจ  การเตรียมตัวเตรียมใจไม่ยาก  มีผู้รู้เขียนตำรับตำราไว้เยอะรวมทั้ง internet  สำหรับข้าราชการ หรือ ผู้ทำงาน มีการให้ความรู้ “การใช้ชีวิตหลังเกษียณ”  มันก็คือการเตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่ “วัยทอง” นั่นเอง  ผมไม่ใช่แพทย์  ไม่ใช่ผู้รู้  แต่มีประสบการณ์และศึกษา  ถ้าจะเอาอย่างผมก็ขอแนะนำ

              การเตรียมตัว  มีทั้งการ เตรียมกาย  เตรียมใจ และ การวางแผน

              ๑ เตรียมหาเงินไว้ใช้จ่ายในยาม “วัยทอง”  หาสะสมไว้ตั้งแต่ครั้งยังหนุ่มสาววัยทำงาน  เรียกวัยนี้ว่า “วัยก่อร่างสร้างตัว”   ความมุ่งหวังของหนุ่มสาว คือ การมีครอบครัว  มีบ้าน  มีสามีหรือภรรยา  มีลูกไว้สืบสกุล  พอมีลูกแล้วมันมิได้หยุดอยู่แค่นั้น  ยังจะต้องส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบ  ไปสบายใจเอาตัวที่ลูก ๆไปแต่งงานมีครอบครัวที่ดี  แล้วอย่าลืมนึกถึงตัวเอง  ยามแก่ชราใครจะดูแลเลี้ยงดู  ตัวท่านเองนั่นแหละเป็นหลักอย่าได้หวังพึ่งคนอื่น  จงเตรียมการณ์ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้เสียแต่เนิ่น ๆ

              ค่าใช้จ่ายส่วนที่หนึ่ง  ค่ายังชีพ  หมายถึง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับปัจจัยอันจำเป็นในการยังชีพ  อันมี  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ค่ายานพาหนะในการเดินทาง  รวมทั้งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ( ที่อยู่อาศัยของคนหนุ่มสาวกับผู้สูงวัยมันคนละเรื่องกัน  เอาง่าย ๆ  ถ้าท่านต้องนั่งรถเข็น  สามารถเข็นรถขึ้นลงได้หรือไม่ )  ท่านต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อการนี้

              ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง  ค่ารักษาพยาบาล  ถ้าเป็นข้าราชการก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง คือ รักษาพยาบาลฟรี  สำหรับประชาชนคนธรรมดารัฐบาลมีบริการรักษาฟรี  แต่คำว่า “ฟรี” ก็เป็นบริการรูปแบบหนึ่งที่ต้อง “ทำใจ”  คือต้องไปเข้าคิวตอนตีห้าเพื่อรับบัตรคิว  ได้เวลาพบแพทย์เพื่อตรวจตอนบ่ายสอง  นัดไปตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์โรคอาทิตย์หน้า  เวลาป่วยฉุกเฉินมักจะได้ยินคำว่า “เตียงไม่มี”   อย่างนี้ขอลาตายก่อนดีกว่า  แต่ถ้าท่านมีเงิน  โรงพยาบาลเอกชนที่เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย  มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชำนาญการ  เตียงว่างเสมอ  การรับบริการเรื่องการแพทย์ที่บ้านเราขึ้นอยู่กับ “เงิน” และ “เส้น” 

              เรื่องการรักษาพยาบาล  หากมีบริษัทรับประกันควรจะรีบซื้อไว้  แต่ควรดูเกณฑ์อายุของผู้เอาประกันด้วย  อายุสูง ๆมักจะไม่รับ  ทำไมบริษัทประกันไม่รับประกันจนสิ้นอายุขัย  มันน่าจะทำได้โดยให้ซื้อประกันไว้ตั้งแต่เริ่มบรรลุนิติภาวะ

              ค่าใช้จ่ายส่วนที่สาม  ค่าสันทนาการ  ส่วนนี้สำคัญนะครับเพราะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้สูงวัย  อันได้แก่  ค่าใช้จ่ายในการออกสังคม  ค่าแต่งตัวเครื่องประดับหรู ๆเวลาออกงาน  ค่าบัตรคอนเสริทชมการแสดง  ดูหนังดูละคร  ค่าท่องเที่ยวทัศนาจร ฯลฯ

              ๒  ให้แพทย์ตรวจร่างกายเป็นประจำ  โรคประจำตัวเพศหญิง คือ มะเร็งทรวงอก และ มะเร็งมดลูก  โรคประจำตัวท่านชายก็คือ  มะเร็งต่อมลูกหมาก  นอกนั้นก็เป็นการตรวจสุขภาพทั่ว ๆไปตามปกติ  อย่าอวดดีว่าแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้  ละเลยไม่ไปให้แพทย์ตรวจ  ตายไปมากต่อมากแล้ว

              ๓ วางแผนเรื่องเวลา  เมื่อท่านเข้าสู่วัยทองแล้วหากยังมีงานมีการทำนับว่าท่านโชคดี  ปัญหามักจะเกิดกับ “วัยทอง” ที่อยู่กับบ้านเฉย ๆ  มีเวลาว่างมากไม่มีกิจกรรมทำมักจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน  เกิดภาวะซึมเศร้า  จะแก่เร็วตายเร็ว  จึงควรวางแผนบริหารเวลา  เพื่อ.-

              -  ทำกิจกรรม  ทำอะไรก็ได้ที่ท่านชอบ  แนะนำให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคม  ผู้คนและอยู่ในเมือง  ขอยกตัวอย่างเพื่อนผมคนหนึ่งซื้อที่ดินไว้เป็นร้อยไร่ทำสวนอยู่ที่จังหวัดกาญจน์ห่างไกลจากตัวเมือง  วันดีคืนดีล้มฟุบไปอันเนื่องจากเส้นโลหิตสมองแตก  กว่าจะนำส่งถึงโรงพยาบาลเป็นเวลา ๓ ชั่วโมงกว่า  เวลาผ่านไป ๕ ปีแล้วยังนอนเป็นผักอยู่เลย  เหตุเพราะเข้ารับการรักษาช้าไป  ยังไง ๆก็ขอให้ใกล้หมอไว้ก่อน  ถ้าหากิจกรรมอะไรทำไม่ได้ก็ขอแนะนำให้ไปเข้าชมรมผู้สูงอายุ  ใน กทม.มีทุกเขต  ในต่างจังหวัดก็มีทุกจังหวัด  ทุกอำเภอ  มีกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุที่น่าสนใจอยู่มากมาย  หรือจะเข้ากลุ่มเพื่อนเก่านักเรียนเก่า  กลุ่มชมรมต่าง ๆก็ได้

              -  สันทนาการ หรือ กิจกรรมบันเทิง  ควรจัดให้มีเวลาสำหรับความเพลิดเพลิน เช่น  ร้องเพลง  เต้นรำ  ฯลฯ

              -  ออกกำลังกาย  แบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุและสภาพร่างกาย  ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน

              ๔  ฝึกจิต ทำใจ  เข้าใจและยอมรับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมชาติของชีวิต มี  เกิดขึ้น  ดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง และ ดับสูญไปในที่สุด  มียศย่อมเสื่อมยศ  มีลาภย่อมเสื่อมลาภ  อย่ายึดติดรูปรสกลิ่นเสียง  ทุกอย่างไม่ยั่งยืนถาวร  ไม่มีอะไรที่เป็นของตัวเราเลย  เมื่อเราตายก็กลายเป็นของคนอื่น  ไม่สามารถเอาอะไรไปได้  สุดท้ายคือการพลัดพราก (ความตาย)  การทำใจเพื่อที่จะพร้อมรับภาวการณ์สูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก  ให้ลองบริจาคหรือให้สิ่งของที่เรารักมากที่สุดดูก่อน  ถ้าสามารถทำได้ถือว่าทำใจได้ในระดับหนึ่ง

              ๕  เตรียมตัวตาย และ ฝึกตาย  ผมเคยเขียนไว้ในฉบับก่อน ๆแล้ว  เป็นเรื่องสำคัญและต้องทำใจให้ได้  เมื่อฝึกแล้วท่านจะทราบเลยว่ามีห่วงเรื่องอะไรบ้าง  รีบจัดการให้เรียบร้อยหมดห่วง  ฝึกถึงขั้นที่เรียกว่า “พร้อมตาย” เลยทีเดียว

              ๖  ออกสังคมช่วยเหลือสาธารณะกุศลตามสมควร  การออกงานสังคมทำให้ได้มีการพบปะพูดคุยกับผู้คน  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  อย่างน้อยก็ได้ปรากฏต่อสายตาผู้อื่นว่าเรามีสภาพอย่างไร และ ยังทำให้เราต้องปรับปรุงตัวเองให้พร้อมที่จะเข้าร่วมสังคมอยู่เสมอ  ถ้าท่านทำตัวเงียบหายไปผู้คนอาจจะคิดว่าท่านพิการ หรือ เสียชีวิตไปแล้วก็ได้

              ๗  การดูแลสุขภาพ  ร่างกายของมนุษย์เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ  หลังอายุ ๓๕ ปีแล้วจะเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมลงเข้าสู่สภาพชรา  การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเองตามกฎธรรมชาติภายในอันเนื่องมาจากโครโมโซมของร่างกาย และ จากเหตุภายนอกอันมาจากอาหารที่รับทาน, มลภาวะ, สารพิษ ที่เรานำเข้าไปในร่างกาย  ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ  เซลล์ถูกทำลาย หรือ ทำให้เซลล์กลายพันธ์เป็นเนื้อร้าย 

              -  การโภชนาการ  เป็นสิ่งสำคัญ  ควรทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  ทานให้ครบหมู่อาหาร  ระมัดระวังเรื่องไขมัน,ความหวาน  ควรเลือกทานพืชผักสีเขียว,สีส้ม ที่ปลอดสารพิษ  รับประทานเนื้อปลา  ทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง  ดื่มน้ำบริสุทธิ์ (ไม่ใช่น้ำใส่สี หรือ น้ำที่มีแอลกอฮอร์) ให้มาก  อย่างน้อยวันละ ๘ แก้ว

              -  การพักผ่อน  หมายถึงการผ่อนคลายไม่เครียด หรือ วิตกกังวลอยู่กับเรื่องใด ๆ และ การพักผ่อนนอนหลับ  ตามปกติควรจะนอนหลับอย่างน้อย ๖ ถึง ๘ ชั่วโมงต่อวัน  ช่วงที่นอนหลับทุกระบบในร่างกายได้พัก  ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมเซลล์ร่างกายที่สึกหรอ

              ๘  ห่างไกลอบายมุข  เลิกดื่มสุรา  สิ่งมึนเมา  ไม่สูบบุหรี่  สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  ทำให้อายุสั้น  หันหน้าเข้าหาศาสนา  หมั่นทำสมาธิฝึกจิตให้สงบ

              ปฏิบัติได้ดั่งนี้ท่านจะใช้ชีวิตในช่วง “วัยทอง” ได้อย่างมีคุณภาพ.

MICHAEL JACKSON KING OF POP

                                                    

 

              เรื่องการเสียชีวิตของ เดวิด คาราดิน ยังไม่ทันหายกังขา  การสูญเสียราชาเพลงป๊อบ Michael Jackson ก็ประดังเข้ามาอีก  เอาเถอะ การเสียชีวิตของ Michael Jackson เกิดที่บ้านเมืองของเขาก็ให้เขาว่ากันไป  เราเพียงเศร้าใจกับนักร้องที่ชื่นชอบ  แต่สำหรับ เดวิด คาราดิน เหตุเกิดที่บ้านเรา  หลายคนอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง  เป็นนิสัยคนไทยอยากรู้อยากเห็น  ผมก็พยายามจะซอกแซกหาข้อมูลมานำเสนอ  แต่ก็ผิดหวัง  ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าท่านทั้งหลาย  คือรู้จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์  ไม่รับประกันความถูกต้อง  สอบถามตำรวจไม่มีใครให้ข้อมูล  เราไม่มีส่วนได้เสีย หรือ มีส่วนเกี่ยวข้อง  จะรู้ไปทำไม  ท่านว่าของท่านถูกแล้ว

 

              ผมเป็นผู้หนึ่งที่มีดนตรีในหัวใจ  นักร้องนักเต้นไม่มากนักอยู่ในหัวใจ  ถ้าเป็น “ไทย”ก็ต้อง สุรพล สมบัติเจริญ  ถ้าเป็น “เทศ” ก็มีพระอาจารย์ Elvis Presley King of Rock & Roll กับ  Michael Jackson King of Pop ทุกคนล้านเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังเลียนแบบ  สำหรับ Michael Jackson มีลีลาการร้องและเต้นไม่เหมือนใคร และ ใครก๊อปปี้ท่าไปก็ไม่เหมือน  เลียนแบบได้ยาก  CDของเขาจึงขายดี  มีคนเอาไปดูเพื่อแกะท่าเต้น  สไตร์การร้องของ Michael Jackson ไม่เคยหยุดนิ่ง  ร่างกายเคลื่อนไหวตลอดเวลาเหมือนคนไม่มีกระดูก  การขยับตัวเข้าจังหวะเพลง  การสะบัดแขนขาที่ลงตัว  ดูพริ้วไปหมด  การเดินแบบตัวเบา Moon Walker  เนี๊ยบเนียนลื่นไหลเหมือนล่องลอยไปในอวกาศ  ผมหัดท่าเตะเท้าอยู่นานทำไงก็ไม่เหมือน  เอาแค่ท่าโยนหมวกก็ยังดูเก๋ไก๋  ทั้งหมดเป็นความมหัศจรรย์ในตัวเขาที่ผมชื่นชอบ  ตอนที่มาแสดงคอนเสริทในเมืองไทยผมตามไปดู  อัศจรรย์กับท่าทียืนแล้วโย้ตัวไปข้างหน้าจนตัวแทบติดพื้นแล้วค่อยๆดึงตัวกลับ  ถึงท่านี้คนดูกรี๊ดสนั่น  บางคนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล  ผมก็พลอยไปด้วย  ตื้นตันไปกับความเก่งสามารถของเขา  เพลงของ  Michael Jackson ที่ผมชื่นชอบมาก มี BILLIE  JEAN, BEAT IT, THRILLER  แค่ ๓ เพลงนี้เปิด CD ดูทุกวันจนแผ่นเกือบทะลุ  ส่วนความมหัศจรรย์ท่าโย้ตัวไปข้างหน้ามาได้รับการไขปัญหาเอาตัวเขาเสียชีวิต  เป็นอุปกรณ์กลศาสตร์ที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้  ถึงรู้ก็ยังงงอยู่ดี  เวลาแสดงทำไมจึงเนียนจนมองไม่เห็นความผิดปกติ

 

              ถ้าเขายังไม่เสียชีวิตพวกเราคงจะได้ดูลีลา  ได้ฟังเพลงใหม่ๆ มันๆ  คงจะมีอะไรใหม่ๆแปลกๆอีกเยอะ    ขอรำลึกถึง Michael Jackson ผู้เป็นตำนานเพลงป๊อปด้วยลีลาการเคลื่อนไหวที่ไม่มีใครเสมอเหมือน.

ตำนาน”กังฟู”

การตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน” ช็อคคนทั้งโลก  โดยเฉพาะแฟนคลับที่ซึมซับตัวเขาจากภาพยนตร์เรื่อง “กังฟู” ที่เคยเข้ามาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ในประเทศไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว  ฉายเป็นซีรี่ส์ติดต่อกันเป็นปี ๆ  คนติดกันงอมแงม  คนดูส่วนมากจะรักและนิยมชมชอบในตัวเขา  ทั้งๆที่หุ่นและรูปร่างไม่ได้หล่อเหลาอะไร  ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับ “เดวิด  คาร์ราดีน”  ติดตามดูเกือบทุกตอน  ตัวจริงของ “เดวิด  คาร์ราดีน”จะเป็นอย่างไรไม่ทราบ  บทบาทในภาพยนตร์เป็นนักสู้ ชื่อ “ไควเช็งเคน”  เป็นคนสมถะ  มีความเป็นอยู่เรียบง่าย  ลึกลับ  รักสันโดษ  ชอบช่วยเหลือผู้คนที่ถูกรังแกหรือได้รับความเดือดร้อนจากการถูกข่มเหง  ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย  สวมเสื้อกางเกงจีนสีเหลืองซีดเก่าๆ  สะพายย่าม  สวมรองเท้าแตะหนัง  พลังจิตสูง  เวลาพักผ่อนจะนั่งสมาธิ  มีฌานพิเศษสามารถรับรู้  พูดน้อย  พอถึงบทต่อสู้ต้องบอกว่าสุดยอด  ด้วยลีลามือเปล่าที่ดูแล้วนิ่มนวลแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง  สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธร้ายแรงได้  การต่อสู้จะไม่ค่อยใช้แรงต้าน  จะคล้อยตามแรงของคู่ต่อสู้ (ต่างกับมวยจีนของ “เฉินหลง”)  ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาก  สร้างความแปลกใหม่จนคนดูติดบุคลิกของเดวิด  คาร์ราดีน  (แต่ค่อนข้างผิดหวังใน KILL BILL ทั้ง ๒ ภาคที่ออกจะซาดิสม์ )  ในภาพยนตร์กังฟูแต่ละตอนจะมีแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาในการดำรงชีวิต  สอนคนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมและช่วยเหลือคนโดยไม่หวังตอบแทน  หลังจากสูญเสีย “เดวิด  คาร์ราดีน”ไปแล้วอาจจะมีภาพยนตร์ “กังฟู”ที่เขาเคยแสดงมาให้ชมกันอีก

เดวิด  คาร์ราดีน  เป็นบุคคลระดับโลก  เมื่อมาเสียชีวิตที่กรุงเทพฯทำให้ชื่อประเทศไทยเป็นที่ถูกแพร่หลายออกไปทั่วโลก  ในอนาคต โรงแรม ปาร์ค นายเลิศ แรฟเฟิลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ๆนักท่องเที่ยวแฟนคลับ “เดวิด  คาร์ราดีน”แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน  มาดูจุดอวสาน “กังฟู”

ที่นำมาเขียนเพราะเป็นห่วงเพื่อนตำรวจ  ต้องทำหน้าที่พิสูจน์ให้คนหมดความเคลือบแคลงสงสัยของการตาย  บางอย่างมันอาจจะฝืนความรู้สึก  ธรรมชาติของมนุษย์อะไรที่เกี่ยวกับคนที่เรารัก  จะดีจะถูกต้องไปหมดและพยายามปกป้องคุ้มครอง  ถ้าเป็นเรื่องไม่สู้ดีจะรับไม่ได้  ตำรวจผู้รับผิดชอบจะต้องทำงานอย่างละเอียดด้วยความสุขุมรอบคอบ  ใช้วิทยาการให้มากที่สุด  โดยเฉพาะ “สถานที่เกิดเหตุ”  ต้องเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมจนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างหมดข้อสงสัย  แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะผู้ประกอบการหรือเจ้าของสถานที่จะพยายามทำให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด  ตำรวจจึงต้องเก็บร่องรอยพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิสูจน์การตายต้องไปเห็นสภาพที่เกิดเหตุ  ในที่เกิดเหตุจะมีคำตอบ หรือ คำถามเกิดขึ้นมากมาย  ถ้าไม่ได้เห็นที่เกิดเหตุไม่มีทางที่จะสืบสวนหรือสอบสวนได้สมบูรณ์  ปัญหาก็คือ  คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์การตายไม่ค่อยได้มีโอกาสเป็นสภาพที่เกิดเหตุที่แท้จริง  หรือไปถึงช้าจนบางสิ่งบางอย่างถูกเปลี่ยนแปลง  มีบุคคลอีกประเภทหนึ่งไม่มีหน้าที่ในการพิสูจน์แต่มักจะไปถึงก่อน  พวกนักข่าว  ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์  กลุ่มหลังนี่ต้องกันออกไปเลยเพราะจะไปทำให้ร่องรอยในที่เกิดเหตุเสียหาย หรือ ถูกเปลี่ยนแปลงไป  ทำให้เรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยาก

ปัญหาเรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ  ผู้เกี่ยวข้องหรือญาติผู้ตายติดใจสงสัย  ร้องขอผู้เชี่ยวชาญพิเศษทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตรวจพิสูจน์  พวกนี้ไม่ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของสถานที่เกิดเหตุ  ร่องรอยพยานหลักฐานและสภาพศพ  อย่างมากก็ดูภาพถ่าย  ถึงจะไปดูสถานที่เกิดเหตุก็มักจะถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว  การวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มาภายหลังอาจผิดพลาดได้  ฝากไปยังตำรวจผู้รับผิดชอบ  ท่านต้องรักษาสถานที่เกิดเหตุให้อยู่ในสภาพเดิมให้นานที่สุดจนกว่าจะพิสูจน์ได้โดยปราศจากข้อสงสัย  บันทึกภาพวิดิทัศน์ไว้อย่างละเอียดทุกแง่มุม  สภาพห้อง  สภาพสิ่งของ  ร่องรอยหลักฐาน  สภาพศพ  พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพย่อมจะทราบดีว่าควรจะบันทึกภาพตรงไหนบ้าง  อะไรเป็นข้อสงสัย  อะไรเป็นคำตอบข้อสงสัยนั้น  มันอยู่ในที่เกิดเหตุหมด (แล้วอย่าลืมบันทึกภาพช่องทางที่ลงมาจากเพดานห้องด้วยว่า  คนสามารถปีนเข้ามาจากห้องข้างเคียงได้หรือไม่)  วิดิทัศน์ที่ท่านบันทึกไว้นี้นอกจากจะเป็นประวัติศาสตร์แล้วยังเป็นพยานหลักฐานสำคัญ  สามารถเรียกมาดูซ้ำได้  เมื่อมีใครสงสัยจุดไหนก็เอามาดูกัน

การตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน” ทำให้นึกถึงการเสียชีวิตของคุณห้างทอง ฯ (ค้นหาอ่านได้ใน “ ใครฆ่าห้างทอง” ) ซึ่งผมเป็นผู้ร่วมสอบสวนด้วยในคณะพนักงานสอบสวนชุดแรก  ลงความเห็นว่า “กระทำตัวเองตาย”  ค้านกับความรู้สึกของบุคคลบางกลุ่มและญาติของผู้เสียชีวิตบางคน  จนต้องมีการตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นมาอีกชุดซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศ  ผลสรุปของพนักงานสอบสวนชุดสองออกมาว่าเป็นเรื่องฆาตรกรรม  คดีขึ้นสู่ศาลถึงที่สุด  ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย  (ก็มันเป็นเรื่องกระทำตัวเองตายแล้วจะให้เป็นเรื่องถูกฆาตรกรรมได้อย่างไร)

ผลการสอบสวนการตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน”ยังไม่ได้สรุปออกมา  ดีแล้วที่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตติดใจสงสัยและส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสังเกตการณ์หรือร่วมรับรู้แต่แรก  จะได้หายสงสัย  ดีกว่าประกาศผลออกมาอย่างแล้วตอนหลังบอกว่าเป็นอีกอย่าง  มันจะทำให้ชาวโลกเกิดความสงสัย  ผลตามมาคือขาดความเชื่อถือ  จะเสียหายถึงประเทศชาติ.

Older Posts »