Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

วันที่ ๒ ที่บาเซโลนา วันนี้อากาศดีมากประมาณ ๒๒ องศา  นอนเต็มอิ่มเพราะตะวันขึ้นช้ากว่าบ้านเราหกชั่วโมง  นอนเต็มที่ กินอาหารเช้าประมาณ ๑๐ โมงแล้วออกตะลุย  ทีมของเราทำการบ้านดี ค้นหาสถานที่ชอบปิ้งของสวยและถูก  ร้านอาหารชั้นยอดราคาไม่แพง กางแผนที่เดิน  คนที่บาเซโลนาเป็นมิตรและพูดภาษาอังกฤษ  หาร้านไม่เจอก็ถามเรื่อยไป  มีร้านขายของสวยงาม  เสื้อผ้าแฟชั่น  รองเท้า  ของที่ระลึกให้ชมมากมาย  แวะไปร้าน “ZARA” เสื้อผ้ามีชื่อที่มาเปิดสาขาอยู่พารากอน  ราคาที่บาเซโลนาจะถูกกว่ามาก  เดินดูของจนเมื่อย  แวะไปที่ “ถนนคนเดิน”  ถนนนี้ชื่อ “แลมบลาส” เป็นแหล่งท่องเที่ยวของบาเซโลนา  ถนนนี้อยู่ใกล้ท่าเรือ ด้านหลังอนุสาวรีย์หล่อสัมฤทธิ์ “โคลัมบัส”  เป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ ๓๐ เมตร จะเรียกว่า “ลาน”ก็ได้  แต่ความยาวกิโลกว่า  สองข้างเป็นถนนรถวิ่ง  บนถนนคนเดินนี้สองฟากเป็นต้นไม่ร่มรื่น  ตั้งโต๊ะขายอาหารเป็นระยะๆสลับกับขายของที่ระลึก  ผู้คนเดินไป เดินมาเต็มไปหมด มีทั้งสเปญและนักท่องเที่ยว  จุดที่ดึงดูดให้ผู้คนมาเดินแถวนี้ คือ จะมีพวกศิลปิน นักแสดงทั้งชายและหญิง แต่งกายแบบประหลาดๆ แล้วแต่ไอเดีย  ทาบรอนซ์ทั้งตัวและเสื้อผ้า นั่งบ้าง ยืนบ้าง แล้วแต่จะโพสต์ท่า ไม่สังเกตให้ดีจะนึกว่าเป็นรูปปั้น  นักท่องเที่ยวจะเข้าไปถ่ายรูปแล้วก็ไม่ลืมที่จะหยอดเหรียญลงกระป๋องที่วางไว้ข้างหน้า  หลายคนขอเข้าไปถ่ายภาพแล้วหยอดเงินใส่กระป๋องด้วยความเต็มใจ  ชอบใจไอเดีย “คิดได้ไง”  มีคนหนึ่งที่ผมชอบมาก  เขาแก้ผ้านั่งบนโถอึตั้งอยู่กลางถนน  ทาบรอนซ์ขาวทั้งตัว  เอาชายเสื้อปิดเฉพาะจุดไว้ไม่ให้อุดจาด  นั่งเบ่งอึไปตลอด  เวลาคนเข้าไปถ่ายเขาจะทำเสียง “ตด” ปืด แล้วทำกลิ่นออกมาด้วย  พวกเด็กชอบ   อีกคนไม่มีหัว เดินไป เดินมาแบบ “อินวิสเบิลแมน”  แต่งเป็นสัตว์ประหลาดในเทพนิยายก็มี  รวมแล้วประมาณ ๒๐ คน

วันนี้เดินมากแต่ไม่เหนื่อย  ช่วงเย็นอากาศลดเหลือประมาณ ๑๘-๑๙ องศา  เดินดูของจนเหนื่อย  พักนั่งร้านข้างทางดูดเครื่องดื่มดูคนเดิน  อากาศเย็นทำให้คนแต่งตัวสวย มีสีสัน  ดูอิ่มแล้วหิวข้าว  กลางวันกินอาหารอินเดีย  เย็นข้าวผัดสเปญหลากสี  รสชาติอร่อยดี  เดินย่อยกลับนอนโรงแรมเอาแรง  พรุ่งนี้ลงเรือเตรียมผจญภัย.

คณะคนไทยกรุ๊ปใหญ่ประมาณ ๓๐ คนไปท่องเรือสำราญครั้งนี้ และจะบินตามไปอีกกว่า ๓๐ คน  ส่วนมากรุ่นเก๋าผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวแล้วทั้งนั้น  เดี๋ยววันที่ ๑๘ พ.ย.ก็คงจะเจอกันในเรือ  คณะผมออกเดินทางค่ำวันที่ ๑๖ พ.ย.โดยสายการบินสวิส  การเดินทางราบเรียบด้วยระยะเวลา ๑๐ ชั่วโมง อาหารบนเครื่องบินอร่อย (ทำจากครัวการบินไทย แต่คนไทยบอกว่า ทำไมอร่อยกว่าเสริฟบนเครื่องไทย)  กัปตันนำเครื่องลงจอดนิ่มเป็นบ้า นั่งรถยนต์ยังสะเทือนกว่า  ต่อเครื่องไปที่บาเซโลนา เรือออกจากฝั่งที่นั่น  ลงที่บาเซโลนา สเปญ ประมาณ ๖ โมงเช้า (เวลาช้ากว่าไทย ๖ ชั่วโมง)  พอถึงก็ทัวร์เมืองบาเซโลนากันเลย รอเวลาเช็คอินโรงแรม  บ้านเมืองสะอาด  อาคารพานิชเป็นระเบียบ  ส่วนสูงจะเท่าๆกันประมาณ ๖ ชั้น  รูปทรงคล้ายๆกันดูแล้วลื่นตา  อาคารส่วนใหญ่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีระเบียง  จะมีคนออกมานั่งจิบกาแฟตามระเบียงบ้าง ก็เพราะอากาศที่นี่กำลังดี  ไกด์บอกว่าวันที่พวกเราไปถึงอากาศเริ่มร้อน ประมาณ ๒๕ องศา แค่นี้คนไทยก็ดีใจตายแล้ว  ระหว่างเดินทางสังเกตถนนหนทางรถไม่หนาแน่น  มอเตอร์ไซด์น้อย  รถปิกอัพ รถบรรทุกใหญ่ไม่มี  ถนนสะอาดไม่มีขี้ฝุ่น  สองข้างทางต้นไม้ขึ้นเต็ม จะมีก็แต่ใบไม้ล่วงผมดูว่าเป็นธรรมชาติไม่สกปรก  มีคนกวาดใบไม้ หรือไม่ก็มีรถใช้เครื่องดูดใบไม้อยู่ตลอดเวลา  สภาพเมืองเก่า ๆแต่ไม่โทรม ใช้โทนสีออกส้ม-น้ำตาลอ่อนๆ เห็นแล้วก็รู้ว่าเป็น “สเปญ” เพราะพี่ไทยยกเอาไปให้เห็นแล้ว  เดินเล่นในเมืองถนนค่อนข้างแคบ  ร้านขายสินค้าแบบโบราณ เป็นร้านๆเดินดูเอา  ไม่ไปกระจุกรวมตัวเหมือนในศูนย์การค้าบ้านเรา  ไกด์พาไปดูสวนสาธารณะ  ผู้คนออกไปรับแสงแดดราวกับเป็นสิ่งของหายาก ต่างกับที่คนไทยพยายามหลบแดด  ไปที่ไหนก็มีแต่ต้นไม้ ณ ที่จุดชมวิวบนเชิงเขา เป็นจุดชมเมือง มองลงไปเป็นที่ต่ำเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนอยู่อาศัยหนาแน่นเป็นพืด สีสันรูปทรงเหมือนกันไปหมด  ไกด์พาไปดูวิหารแห่งหนึ่ง สร้างมาแล้ว ๕๐ ปียังไม่เสร็จ คาดว่าจะใช้เวลาอีก ๓๐ ปี  ทานอาหารกลางวัน หนีไม่พ้นสปาเก็ตตี้  จานเบ้อเริ่ม อาหารที่ขึ้นชื่ออีกอย่างคือ “หมูแฮม”  ไม่แปลกที่ผู้สูงอายุที่นี่ค่อนข้างอ้วน  ทานอาหารเสร็จเข้าโรงแรม  ช่วงบ่ายๆหลังกินข้าวเที่ยงปิดร้านกันเกือบหมด  เขานอนพักให้อาหารย่อย ทำงานกันอีกทีบ่ายสองโมง อันนี้คนไทยคงชอบ  แต่ต้องเลิกงานสองทุ่ม (คนไทยไม่เอาแน่)  ผมพักโรงแรมเล็กๆแต่ราคาไม่เล็ก สะอาดดูปลอดภัย

พวกเราทานอาหารมื้อเย็น  เป็นอาหารสเปญ  แต่สั่งแบบไทย  เอามาทุกอย่าง ทานกัน ๘ คน ยกจานตักกันมั่ว คนสเปญไม่เคยเห็น ก็เราอยากจะลองกินทุกอย่างนี่

ผมไปประเทศไหนๆก็ชอบเอามาเปรียบกับบ้านเรา  ยอมรับว่าที่นี่เรื่องความสะอาด  ความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ความมีวินัยของผู้คนโดยเฉพาะการจราจร  ไม่มีขับซิกแซ็กแซงซ้ายแซงขวา  เคารพกฎจราจรมากๆๆจนน่าชมเชย  วางขยะเป็นที่  ตอนค่ำร้านค้าจะรวบรวมขยะใส่ถุงพ้าสติกปิดปากถุงวางรวมเป็นจุดๆ  ไม่มีการเอาขยะสดมาเทรวมอีก ขยะออกเฉพาะตอนค่ำใกล้เวลาเก็บเท่านั้น  ไม่มีหาบเร่  ไม่มีกันสาดพ้าสติกสีๆ  ไม่มีวางของยื่นหน้าร้าน  บาทวิถีราบเรียบเดินไม่สะดุด  ไม่มีขอทาน  ไม่มีขี้เหล้าเมายา

แต่เรื่องของราคาถูก  สินค้ามีให้เลือกเยอะ ก็ยังแพ้กรุงเทพฯอยู่ดี  ต่างชาติจึงชอบไปชอปปิ้งที่เมืองไทย  สุดยอดที่ ศูนย์การค้าแพลตทินั่ม, ประตูน้ำ, ใบหยก, โบ้เบ๊, พาหุรัด, สะพานหัน, คลองถม, สะพานพุทธ และที่อื่นๆอีกเป็นร้อยแห่ง  อยากทานอาหารอร่อยๆราคาถูกก็ตามศูนย์อาหารในศูนย์การค้า  ถ้าจะให้ถูกลงไปอีกก็ต้องนั่งยองริมฟุตปาทข้างถนน  ร้อยบาทในบ้านเรากินข้าวได้มื้อ คาว หวาน แถมยังเหลือเป็นค่ารถเมล์กลับบ้าน  อยู่เมืองอื่นร้อยบาทกินน้ำได้แค่ขวดเดียว.

ต้องขออภัยผู้ที่ติดตามบทความจาก web ของผม  ระยะหลังไม่ค่อยได้ up-date ต้องไปแก้ปัญหาเกี่ยวกับบริษัทที่ผมไปนั่งเป็นประธาน “บริษัท ที.เจ.มีเดี่ย (เกาหลี) ประเทศไทย” ซึ่งอยู่ที่อาคาร ๑ เอส.วี.ซิตี้ ถนนพระราม ๓ กทม.  ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นคาราโอเกะครบวงจร  ผลิตจากประเทษเกาหลี  จำหน่ายดีในเมืองไทย  ราคาถูก คุณภาพเหมาะสมราคา  จำหน่ายตามตัวแทนซึ่งมีเกือบทุกจังหวัด หรือที่ เพาเวอร์มอลล์ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์  เพาเวอร์บายที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล  สนในก็เปิดดูจากเวปไซด์ www.tjmedia.co.th ปัญหาที่พบคือ ๑. เรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลง  ๒. ปัญหาเรื่องการทุจริต และการบริหารงาน  อีกประการหนึ่ง ได้รับเชิญให้ไปเขียนประจำอยู่ที่หนังสือ “โบนัสแห่งวัย”เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ  และยังไปเป็นผู้ดำเนินรายการ ที.วี. h plus channel รายการ GOLDEN CLUB  ส่วนบทความเกี่ยวกับอาชญากรรมยังมีอยู่ในหนังสือ ” COP แม็กกะซีน”  และ  “ฟ้าตำรวจ”

เรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรม  การที่จะนำเอาการปราบปรามโดยเฉพาะ “วิธีการ” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน  บางเรื่องอาจไม่ถูกต้องตามกฏหมายและระเบียบข้อแบบแผน  ผู้ปฏิบัติจำใจต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานในการที่จะเอาผิดกับคนร้าย  ผมเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานทุกคนมี คุณธรรม จริยธรรม สูง  เมื่อคดีพ้นอายุความแล้ว หรือดูว่าปลอดภัยแล้วก็พอมาพูดคุยกันได้บ้าง  จะเป็นประโยชน์สำหรับคน “นอกวงการ”  ตำรวจคงไม่ค่อยอยากทราบเพราะแต่ละคนต่างก็มีเทคนิคและวิธีการ  แต่ขอฝากเรื่องศีลธรรม จรรยา และคำว่า “ศักดิ์ศรีความป็นมนุษญ์”ไว้ด้วย

ที่ผมมา post วันนี้ จะขอลาไปผจญภัยในน่านน้ำมหาสมุทร แคลิเบียน  ผมกับภรรยาใฝ่ฝันมานานแล้ว  หากยังมีชีวิต และมีโอกาสจะไปสักครั้ง  ได้ไปสมใจนึก กำหนดเดินทางค่ำวันนี้  เมื่อตัดสินใจแล้วไปหาข้อมูลไนเวปไซด์  จึงเกิดความไม่แน่ใจว่า “ไปเพื่อความสำราญ” หรือ “ผจญภัย”  เรือสำราญที่จะพาผมท่องเที่ยวท้องทะเลและหมู่เกาะต่างๆในยุโรป คือ ” บิลเลี่ยนซ์ยออฟเดอะซี”  เป็นเรือสำราญที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของโลก  ความสูงของเรือเท่ากับตึก ๑๕ ชั้น  ระวางขับน้ำ ๙๐,๐๐๐ ตัน  ความเร็ว ๒๕ น๊อต  เท่ากับยกเอาโรงแรมขนาดใหญ่ไปลอยกลางน้ำ  ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเรือหาได้จากข้อความต่อไปที่ผมจะเอามาลง  แต่เรื่องที่น่าตื่นเต้น คือ บทความจากผู้จัดการออนไลน์ ลงไปเมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ เวลา ๑๒.๓๖ ที่ผมได้คัดมาลง  ซึ่งนำเสนอข้อความท้าทายว่า “ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวกว่าสิบคนหายตัวลึกลับจากเรือสำราญ……”  อ่านจบก็ทราบว่า จาก “บิลเลี่ยนซ์ออฟเดอะซีนี่เอง  ไม่คิดว่าตำรวจเกษียณแล้วอย่างผม จะได้มีโอกาสผจญภัยอีกหน  ขอบคุณผู้จัดการออนไลน์ อย่างน้อยก็เตือนสติผม ไม่หลงสำราญไปอย่างเดียว ทุกวินาทีบนเรือจะไม่ผ่านพ้นการสังเกตของผมไปได้  ผมไม่ได้ไปคนเดียว  มีเพื่อนนายตำรวจอดีตมือปราบไปด้วยอีก ๓ คน  กลับมาคงมีเรื่องเล่า  ตอนนี้ขอภาวณาให้ได้กลับอย่างสวัสดิภาพก่อน

ส่งความระลึกถึงคุณอุดม ฯแฟนคลับตัวจริง ติดตามผมอยู่ตลอด  และ ทุกท่านที่สนใจบทความผม  ค้นหาได้จากบทความเก่า ๆ คลิกดูในคอลัมน์ “ขุดเรื่องเก่าขึ้นมาอ่าน” จะอยู่ทางแถบชวาของจอ  เก็บเรียงไว้เป็นรายเดือนตั้งแต่ มิถุนายน ๒๐๐๗  การเรียบเรียงตัวหนังสืออาจไม่ถูกใจ ขออภัยที่ไม่ใช้นักเขียน  เพียงแต่เอาประสบการณ์มาเล่า  พบกันอีกครั้งหลัง ๒ ธันวาคมนี้ครับ.

ผู้จัดการออนไลน์ 16 ธันวาคม 2548 12:36 น.
ขณะที่กำลังสำราญอยู่กลางท้องทะเล คุณอาจจะไม่รู้ตัวว่าเพื่อนร่วมทางของคุณบางคนหายไปแล้ว

ช่วง 2 ปีมานี้ มีนักท่องเที่ยวกว่าสิบคนหายตัวลึกลับจากเรือสำราญ กรณีล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้อนถึงสภาสหรัฐฯ ต้องเปิดฉากสอบสวนปริศนานี้อย่างจริงจัง

ทุกอย่างดูดีไปหมดขณะที่เจนนิเฟอร์ เฮเกล สมิธ กุมมือกับจอร์จ สมิธที่ 4 ในงานแต่งงานเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่โรดไอส์แลนด์ ทั้งคู่บอกกับแขกที่มาร่วมอวยพรว่า ฝันจะมีลูกด้วยกัน 2 คน จากนั้นบ่าวสาวโบกมือลาเพื่อเตรียมตัวไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

วันรุ่งขึ้น ทั้งสองไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเจเอฟเคในนิวยอร์ก ปลายทางคือ กรีซ เพื่อไปฮันนีมูนนาน 10 วัน บนเรือสำราญบริลเลียนซ์ ออฟ เดอะ ซี ของบริษัท รอยัล แคริบเบียน ในบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ของทะเลเอเจียน

แต่ใครจะล่วงรู้ว่า คนทั้งสองเริ่มต้นนับถอยหลังการเป็นสามี-ภรรยากันนับแต่ก้าวเท้าขึ้นเรือ? หรือใครจะคาดคิดว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้บริการเรือสำราญจนสิ้นสุดการเดินทาง

หลายปีมานี้ อุตสาหกรรมเรือสำราญเบิกบานตามชื่อ แต่ละปีมีผู้ใช้บริการถึง 10 ล้านคนจากความสำเร็จของแผนการตลาดอันแยบคาย เรือสำราญระดับหรูมีบริการสุดประทับใจตั้งแต่ภัตตาคารให้เลือกกันจุใจ ห้างสรรพสินค้า โรงหนังสองชั้น สปา กระทั่งกีฬาไต่ผนัง รวมถึงการพาเที่ยววัดวาริมฝั่ง และการแวะเยี่ยมเกาะส่วนตัวของบริษัทเรือสำราญ

แต่สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้โฆษณาก็คือ การล่องเรือในทะเลเปิดอาจอันตรายใหญ่หลวง คุณอาจไม่ได้กลับบ้านอีก

จากการประเมินล่าสุดโดยอุตสาหกรรมเรือสำราญแห่งอเมริกาเหนือ ระบุว่า ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารหายกลางทะเลรวม 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่สาบสูญไปจากเรือ กรณีล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อมีรายงานว่า จิล เบโกรา หญิงแคนาดาวัย 59 ปี หายไปจากเรือของรอยัล แคริบเบียน ขณะลอยลำเข้าสู่นัสโซในบาฮามาส เมื่อเช้าวันเสาร์ (10)

การหายตัวของผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังคงเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ ราวกั้นที่สูงพอประมาณบนดาดฟ้าเรือทุกลำทำให้ยากที่จะจินตนาการได้ว่า จู่ๆ จะมีใครกลิ้งหล่นลงทะเลไปเฉยๆ ทำให้เหลือความเป็นไปได้ อาทิ การทำพฤติกรรมโง่ๆ เพราะความเมาอย่างเช่นการขึ้นไปเดินไต่บนราวกั้นบนดาดฟ้า การฆ่าตัวตาย และอาชญากรรม

ล่องไปกับเรือสำราญ ความสุขบนความเสี่ยง?

โดยเฉพาะประเด็นหลังนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่บริษัทเรือสำราญเต็มใจพูดถึงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม พวกเขาอาจหมดโอกาสบ่ายเบี่ยงอีกต่อไป หลังจากวันอังคารที่ผ่านมา (13) รัฐสภาสหรัฐฯ เปิดให้มีการให้ปากคำกรณีการหายสาบสูญของผู้โดยสารกลางทะเลเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ บีบให้อุตสาหกรรมเรือสำราญยอมรับว่าตนเองมีปัญหา และกระตุ้นให้ยกระดับการร่วมมือระหว่างสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ กรณีที่เกิดเหตุผู้โดยสารหายตัว

กรณีล่าสุดคือ การหายตัวของเบโกรา ที่เดินทางไปกับสามีบนเรือจิวเวล ออฟ เดอะ ซี หน่วยควบคุมชายฝั่งของสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินซี-130 ออกค้นหานอกน่านน้ำนัสโซตลอดทั้งวันอาทิตย์ แต่ไม่พบร่องรอย เพื่อนๆ ของเบโกราบอกว่า เธอมีอาการซึมเศร้ามานานและอาจกระโดดลงทะเล

กระนั้นสมาชิกรัฐสภาอเมริกันสนใจอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ จอร์จ สมิธ วัย 26 ปี ครอบครัวสมิธ รวมถึงเจนนิเฟอร์ ภรรยาหม้ายของเขาเชื่อว่าการหายสาบสูญของจอร์จไม่ใช่อุบัติเหตุ โดยตั้งข้อสังเกตว่าพบรอยเลือดจำนวนมากบนระเบียงห้องฮันนีมูน รวมถึงรอยนิ้วมือข้างลำเรือ พวกเขาเชื่อว่าชายหนุ่มถูกฆาตกรรมแล้วโยนศพทิ้งทะเล

รอยัล แคริบเบียน ดูจะมีปัญหานักกับกรณีนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่เจนนิเฟอร์เปิดเผยว่า ได้รับการปฏิบัติสุดเลวร้ายจากบริษัทภายหลังสามีหายตัวไป

โลกสีชมพูของเจนนิเฟอร์มืดดับลงในเช้าวันที่ 5 กรกฎาคม เมื่อเรือล่องเข้าสู่บอสโฟรัส และสามีของเธอหายตัวไป เจ้าหน้าที่เรือประกาศผ่านระบบสื่อสารในเรือ แต่ไม่มีใครหาสมิธพบ กัปตันแนะนำให้เจนนิเฟอร์ลงจากเรือไปให้ปากคำกับตำรวจตุรกี โดยให้สัญญาว่า ทั้งเรือและบริษัทจะไม่ทอดทิ้งเธอ

แต่เรื่องจริงคือ เจนนิเฟอร์ถูกพาไปยังสถานีตำรวจแห่งหนึ่งของตุรกี ที่นั่นเธอได้แต่นั่งร้องไห้ระคนงุนงงที่ตัวเองถูกเยาะเย้ยเหยียดหยาม หลังจากนั้นเธอถูกพาไปโรงพยาบาล และชายคนหนึ่งที่เธอไม่รู้ว่าเป็นใครเข้ามาเปิดเสื้อและกางเกงเธอดูโดยไม่พาเข้าห้องตรวจเป็นสัดเป็นส่วน

Ships

Brilliance of the Seas

 

“บริลเลียนซ์ ออฟ เดอะ ซีส์” คือตัวแทนทางวาจาจากเรา ว่าเราสัญญาว่าจะทำให้การท่องเที่ยวเรือสำราญของคุณเป็นการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ลิฟท์แก้ววิวมหาสมุทร, กำแพงกระจกใส 9 ชั้น นื่คือตัวอย่างสั้นๆและยังมีอีกมากมายรอคุณอยู่ บนเรือลำนี้

ข้อมูลทางเทคนิค

 

  • เข้าสู่บริการครั้งแรก:July 19, 2002
  • ความจุผู้โดยสาร: 2,501 คน
  • ระวางขับน้ำ: 90,090 ตัน
  • ส่วนยาวที่สุดของลำเรือ: 962 ฟุต
  • ส่วนกว้างที่สุดของลำเรือ: 105.6 ฟุต
  • ส่วนจมน้ำ: 26.7 ฟุต
  • ความเร็ว: 25 น็อต
ไฮไลท์ของเรือสำราญ

 

  • ผาจำลองอันขึ้นชื่อ Rock-climbing wall
  • ภัตตาคารอาหารอิตาเลี่ยนสุดหรู “ปอร์โตฟีโน่” Portofino Italian Restaurant
  • สเต็ก เฮ้าส์ สุดหรู “ช็อป กริลล์” Chops Grille
  • ห้องอาหารเล็กๆ สำหรับดินเนอร์สบายๆ กับทิวทัศน์ท้องทะเลสวยๆ Seaview Café
  • ร้านกาแฟที่ดังที่สุดใน “ซีแอตเติ้ล” Latté -tudes,SM a specialty coffee house featuring Seattle´s Best Coffee®
  • บาร์และเลาจ์น Themed bars and lounges
  • คาสิโน รอยัล Casino RoyaleSM
  • โซลาเรี่ยม ในกลิ่นอายบรรยากาศแบบ “อินเดีย” Indian Raj-themed Solarium
  • ผับสไตล์อังกฤษ กับโต๊ะพูลที่ปรับระดับรักษาสมดุลเองได้ The Colony Club, a unique British colonial-style lounge with self-leveling pool tables
  • กอล์ฟ ซิมูเลเตอร์ ทั้งแบบกลางแจ้งและในร่ม Indoor/outdoor country club with golf simulator
  • แอดแวนเจอร์ โอเชี่ยน ศูนย์สำหรับเด็กและเยาวชน Adventure Ocean® youth facilities
  • สปาและฟิตเนสเซ็นเตอร์ Day Spa and Fitness Center
  • ลานกีฬาพร้อมด้วย สนามบาสเกตบอลและวอลเล่ย์บอลขนาดมาตรฐาน Sports court with basketball/volleyball court

เกลือจิ้มเกลือ

 

                ผู้ที่ประกอบธุระกิจการงาน หรือผู้ที่รับราชการคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากผู้ร่วมงานหรือไม่ก็ลูกน้อง  ตัวผมเองยอมรับว่าลูกน้องหรือทีมงานมีส่วน  แต่ตัวเราเองต้องเป็นส่วนใหญ่หรือเปอร์เซ็นต์มากกว่า  ผมเป็นผู้หนึ่งในจำนวนตำรวจไม่กี่คนที่ออกจากราชการไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วกลับเข้ามารับราชการใหม่ได้อีก  ชีวิตรับราชการเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควร  ส่วนหนึ่งก็เพราะลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

              การศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้อะไร ๆมาเยอะ  ส่วนมากเป็นพื้นฐานทฤษฎี  ความชำนิชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่ต้องไปแสวงหาเอาเอง  ดูแบบอย่างจากรุ่นพี่เวลาไปฝึกงาน  แต่ละคนมีสไตล์และลีลาการทำงานไม่เหมือนกัน  เก็บเอามาแต่ส่วนดี  นำมาผสมผสานกับอุดมการณ์และบุคลิกของเรา  จนเป็นตัวเราเองทุกวันนี้

              ผมเลือกฝึกงานที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง  เป็นพื้นที่ ๆฮอท ฮิตที่สุดเมื่อปี ๒๕๐๙  ในท้องที่มีโรงภาพยนตร์ถึง ๔ แห่งในขณะที่ๆอื่นไม่มี  และอีกอย่างชอบการทำสำนวนของ อาจารย์สนั่น ตู้จินดา  ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาการสอบสวน  การเขียนสำนวนของท่านสั้น กะทัดรัด ได้ใจความ ไม่พรรณนาโวหารมาก  อาจารย์เป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง  ที่นั่นมีรุ่นพี่เก๋า ๆระดับเกจิหลายคนเป็นแม่แบบให้ผม  พอแก่วัดเข้ามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น  เป็นแม่แบบให้กับรุ่นน้องต่อไป

              ทำงานสอบสวนไปนาน ๆมันเหนื่อย  งานพิมพ์มากเกินไป  สมัยนั้นคอม ฯยังไม่มี  ใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบกระเป๋าหิ้ว  พิมพ์จิ้มสองนิ้ว  กว่าจะสอบพยานเสร็จแต่ละปากเป็นชั่วโมง  พวกที่ทำงานสืบ ฯเขามีเวลาเตร่จีบสาว  เครื่องแบบไม่ต้องแต่ง ไว้ผมยาวได้  วันดีคืนดีก็หิ้วผู้ต้องหามาส่ง  ได้ถ่ายรูปมีชื่อลงหนังสือพิมพ์  เรื่องเป็นข่าวลงในหนังสือพิมพ์สมัยนั้นเป็นที่ใฝ่ฝันมาก  ตัดเก็บไว้อวดสาว อวดเพื่อน  ผมอยู่ที่โรงพักพระราชวังประมาณหกเดือนก็ย้ายไปอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม  อยู่นครปฐมต้องฟอร์มสด  ไปจากนครบาลใครก็จับตามอง  นครปฐมงานไม่มากเหมือนนครบาล  นายไม่ค่อยยุ่ง  มีเวลาคิดหารูปแบบการทำงาน  เอาแบบอย่างนครบาลไปใช้ ตำรวจฮือฮา  เพราะเขาอยู่สบายกันมานาน  ที่ภูธรสมัยนั้นเข้าเวร ๒๔ ชั่วโมง  เวลา ๓ ทุ่มลงประจำวันเข้านอนได้  ผมนอนในห้องทำงาน  โดยกั้นห้องทำงานส่วนหนึ่งเป็นห้องนอน  กวดขันการแต่งกายของสิบเวร เสมียนเวร ให้แต่งเครื่องแบบ  เพราะเขาชอบแต่งครึ่งท่อนใส่เสื้อยืดคอกลมเอาเสื้อเครื่องแบบแขวนข้างตู้  ทุกเช้า ผมจะเข้าตรวจห้องขัง  เอาสิบเวรเข้าไปด้วย  พบอะไรไม่สะอาดสั่งให้ทำ  อะไรผิดระเบียบเอาออกไป  กลางคืนสั่งตำรวจลูกน้องแต่งเครื่องแบบเอารถสายตรวจรับผมออกตรวจตามถนน ตรอก ซอย  พบวัยรุ่นจับกลุ่มบนสะพาน หรือในสถานที่ไม่เหมาะสมจับขึ้นรถไปถ่ายรูปทำประวัติ  สมัยก่อนไม่มีแฟ้มประวัติคนร้าย  ผมเป็นผู้ริเริ่มขึ้นโดยทำเป็นของส่วนตัวก่อน  ต่อไปพัฒนาเป็นแฟ้มส่วนกลางของสถานีตำรวจ  ใครถูกจับดำเนินคดีจะถูกถ่ายรูปทำประวัติ  แยกประเภทคดี  เกี่ยวกับทรัพย์  ชีวิตร่างกาย  มือปืนรับจ้าง  ยาเสพติด  การพนัน  อยู่นครปฐม ๕ ปีได้ประวัติคนร้ายหลายเล่ม  จากการที่เอาความรู้ที่ร่ำเรียนมาผสมกับแบบอย่างที่ได้จากรุ่นพี่ๆ  ทำงานอยู่ที่นครปฐมไม่นานก็เป็นที่กล่าวขานผู้บังคับบัญชาระดับสูงรู้จัก  การได้รับพิจารณาเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษจึงไม่ใช่ของยาก

              ที่นครปฐมผมมีลูกน้องดี ๆหลายคน  เป็นระดับชั้นประทวน  มีความแนบเนียนในการทำงานระดับครู  ขอเอ่ยชื่อถึง ๒ คน คือ  ส.ต.ท.เดชา ฯ กับ จ.ส.ต.ไพฑูรย์ ฯ เป็นระดับหัวกะทิ  วันหนึ่งขณะผมปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร  มีคนมาแจ้งว่ามีชายวัยรุ่น ๓-๔ คนฉุดลูกสาวขึ้นรถไป  ขอให้ช่วยตามลูกสาวกลับคืน  ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ  ซักถามผู้แจ้งและพยานพอได้ชื่อกลุ่มบุคคลต้องสงสัย  แต่ไม่รู้จะไปตามเอาตัวผู้หญิงที่ถูกฉุดได้ที่ไหน  ผมต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะถ้าข้ามคืนไปของจะเสีย  ได้ ส.ต.ท.เดชาฯกับจ่าไพฑูรย์ฯช่วย  สองคนนี่แต่งนอกเครื่องแบบพากันนั่งมอเตอร์ไซด์ไปที่บ้านของแม่ผู้ต้องสงสัย  สักพักกลับมาหาผม  บอกว่ารู้ที่เก็บตัวผู้หญิงแล้วเอากำลังบุกจับได้เลย  ผมนำกำลังไปกับลูกน้อง  ในใจก็ยังงงว่าทำไมรู้เร็ว  รู้ได้ไง  อีกใจหนึ่งก็ยังไม่ค่อยเชื่อแต่เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร ลูกน้องว่าไงก็ว่าตาม  ก่อนพลบค่ำวันนั้นผมก็นำลังเข้าช๊าจที่บ้านหลังหนึ่ง  พบผู้หญิงคนที่ถูกฉุด  จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด ๔ คน

              หลังเสร็จงานถาม ส.ต.ท.เดชา ฯว่าสืบรู้ได้ยังไง  ส.ต.ท.เดชา ฯบอกว่า  ต้องเล่นละคร  ขับมอเตอร์ไซด์ไปที่บ้านของผู้ต้องสงสัย  พบแม่กับญาติ ๆ  บอกว่าเขาทั้งสองเป็นเพื่อนกับลูกชายร่วมแก๊งฉุดผู้หญิงด้วยกัน  กำลังถูกตำรวจไล่ล่าไม่รู้จะหนีไปไหน  ลูกของคุณแม่ไปหลบที่ไหนจะขอหนีไปอยู่ด้วย  แม่ของผู้ต้องสงสัยสงสารกลัวเพื่อนลูกถูกจับ  บอกที่หลบซ่อนให้  ผมมองเห็นความสามารถของ ส.ต.ท.เดชา ฯกับ จ.ส.ต.ไพฑูรย์ฯ  ทั้งคู่ต้องแสดงบทบาทลีลาให้แม่ของผู้ต้องหาเชื่อสนิทว่า  ทั้งสองเป็นคนร้ายที่ถูกไล่ล่าและเป็นเพื่อนของลูกชาย  จึงได้บอกความจริงไป  เข้ากับเรื่องการสืบสวนที่ร่ำเรียนมา  คือการหาข่าว  ซึ่งจะต้องมีการสร้างเรื่อง  โกหกหน้าตายให้แหล่งข่าวเชื่อและยอมให้ข้อมูล

              ครั้งหนึ่งผมไปจับกุมคนขายยาเสพติด (เฮโรอิน) ที่หลังวัดไผ่ล้อม  ผมได้รับหนังสือร้องเรียนมาหลายครั้ง  ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ไปจับกุม  จับไม่ได้สักทีเพราะไม่พบยาเสพติดของกลาง  สุดท้ายผมใช้ จ.ส.ต.ไพฑูรย์ฯวางแผน  วันจับกุมผมไปด้วย  วันนั้นตรวจค้นกันอย่างละเอียดต่อหน้าผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน  ทำท่าจะค้นไม่พบ  จ.ส.ต.ไพฑูรย์ฯสั่งตำรวจที่ไปด้วยให้ค้นทุกจุดอย่างมั่นใจว่าจะต้องพบ  ในที่สุดก็เจอจนได้  เฮโรอินห่อใหญ่ซุกอยู่ใต้ที่นอน  พอค้นเจอผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าของบ้านเป็นลมไปเลย  ผมสั่งให้เอาตัวไปดำเนินคดี  เสร็จแล้วก็อดที่จะถามจ่าไพฑูรย์ฯไม่ได้ว่า  ค้นเจอได้อย่างไร  จ่าไพฑูรย์ฯบอกว่า  ให้พวกขึ้ยามาซื้อ  พอซื้อเสร็จแล้วแอบเอาเฮโรอินที่ซื้อซุกไว้ในบ้านผู้ต้องหาโดยไม่ให้รู้ตัว  แบบนี้เรียก “เกลือจิ้มเกลือ”  (ปัจจุบันลูกน้องผมทั้งสองคนตายเรียบ  ส.ต.ท.เดชาฯเป็นมะเร็ง  ส่วน จ.ส.ต.ไพฑูรย์ฯทำคดีวิสามัญมามากจนผีสิง  ถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมฆ่านายกเทศมนตรีเมืองนครปฐม  สุดท้ายตัวเองต้องพบจุดจบด้วย เอ็ม. ๑๖ ไม่ทราบตัวคนร้าย)

              ผมย้ายเข้านครบาลอยู่กองสืบสวนนครบาลใต้  ได้ทำงานสืบสวนสมใจ  ที่นี่สอนอะไรให้ผมมากมาย  ได้นายดีรวมทั้งลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน  ผมเริ่มมีชื่อเสียงที่นี่  ได้ร่วมทีมพิชิตคดีใหญ่ๆ  จับโจรเรียกค่าไถ่  วิสามัญโจรใบไม้แดง  แก๊งมอเตอร์ไซด์ชิงทรัพย์ผู้เบิกเงินธนาคาร  แก๊งปล้นฆ่ารถบรรทุกสินค้า  แหล่งผลิตยาบ้า  แก๊งค้าธนบัตรปลอม ฯลฯ  ผมไม่ลืมบุคคลที่มีส่วนให้งานสำเร็จ เช่น คดีวิสามัญมือปืนฆ่าหม่อมแสง คือ ร.ต.ท.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ และ จ.ส.ต.เชื้อ รอดบำรุง (ทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ประมวลศักดิ์ ฯหัวใจวายขณะออกกำลังกายที่วังไกลกังวล ขณะนั้นยศ พ.ต.อ./  จ.ส.ต.เชื้อฯ เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย)  คดีจับกุมโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ห้าบาทปลอม คือ จ.ส.ต.ประสงค์ มิตรยงค์  คดีจับกุมโรงงานผลิตยาบ้า คือ จ.ส.ต.สมศักดิ์ นาสัก  และยังมีอีกหลาย ๆคดี  ผมไม่เคยลืมบุคคลเหล่านี้

              ที่กองสืบสวนนครบาลใต้นี่เองทำให้ชีวิตราชการสะดุด  ผมตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ  กรณีพาผู้ต้องหาคดีสำคัญหลบหนีออกนอกประเทศ  ถูกให้ออกจากราชการเหตุมีมลทินมัวหมอง  ต้องระเห็จไปเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพจำกัด  ผมไปตั้งก๊วนนักสืบอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพฯห้าปี  รวบรวมตำรวจมีฝีมือที่ถูกออกจากราชการไปไว้ถึง ๘ คน  ตั้งโรงเรียนสืบสวนขึ้นที่ธนาคาร  สืบสวนจับกุมผู้ทุจริตโกงธนาคารได้ ๒๐ กว่าราย  ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯได้ ๕ ปีถึงเวลาต้องกลับกรมกองเสียที  ถ้าอายุเกิน ๔๕ ปีแล้วจะกลับไม่ได้  ชีวิตจึงกลับมาโลดแล่นในแวดวงสีกากีอีกครั้ง

              ที่กล่าวมานี้เป็นเป็นประสบการณ์งานสืบสวนซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่นักสืบรุ่นน้องๆ  และกับคนทั่ว ๆไป  ผมไม่เคยลืม ได้ดีเพราะมีลูกน้องช่วย  มีนายหนุน  มีเพื่อนร่วมงานดี.

 

              ผมเก็บไอ้นองมาเลี้ยงแต่ก็เกือบจะโดนมันกระซวกเอา  คนติดยาเสพติดมักจะเป็นเช่นนี้  เวลาอยากยาอารมณ์หงุดหงิด  ไม่มีเหตุผล  ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เสพ  เคยส่งไปอด  พอกลับมาอ้วนปี๋มีน้ำมีนวน  สักพักก็กลับไปเสพอย่างเก่าอีก  ถามว่า “ทำไม ไม่เลิกซะที”  มันตอบหน้าตาเฉย “ก็ผมติด”  ตอบแบบนี้ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาอบรมสั่งสอนกันอีก  ป่านนี้ไอ้นองคงตายเพราะไม่ได้เจอกันเกือบ ๔๐ ปี  ถ้าไม่ลงแดงตายก็อายุเข้าไป ๑๐๐ กว่าปี แก่ตายไปแล้ว  ยังไงก็นึกถึงมัน  ความดีของไอ้นองก็มี

              เรื่องแรก  ฝีมือการนวด ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก  เหมือนไอ้นองจะรู้เวลา  ตอนผมออกเวรมาไอ้นองจะคอยรับหน้า  เข้าใจว่าคง “พี้”มาเรียบร้อยแล้ว  ตอนมัน “พี้”จะไม่เห็นหัว  ไอ้นองจะอารมณ์ดี กุรีกุจอรับ “นายเมื่อยไหม  ผมนวดให้”  การนวดฝ่าเท้าเป็นที่หนึ่ง  นวดเพลิน เป็นชั่วโมง ๆ  สูงขึ้นมาอีกหน่อยก็แค่หน้าแข้ง  เข้าใจว่าคงเรียนมาจากในคุก  เวลานวดก็จะพูดไปเรื่อยๆ เสียงอ่อน เสียงหวาน  ไม่ถามมันก็พูด  ถ้าถามเมื่อไหร่มันจะสาธยายยาว  ผมสัญญากับไอ้นอง “กูหลับเมื่อไร มึงไปได้”  ไอ้นองมีความสามารถ นวดจนคนถูกนวดหลับ  แต่ก็มีบางครั้งไอ้นองหลับไปก่อน  ชนิดหลับคนตีน  เรากำลังเพลิน ๆพอมันหยุดขยำเราก็เขย่าขา มันก็บีบต่อ  บางทีเราพอเคลิ้มหลับไปไอ้นองปลุกอีก “นาย ๆ ขอตัง ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย”  คนจะหลับโดนปลุกหงุดหงิดเหมือนกัน  คราวหลังไอ้นองเองเอาไปเลยหนึ่งร้อย เวลาข้าหลับอย่าปลุกน๊ะ  ว่าแล้วก็เอาแบ๊งค์ร้อยวางไว้ข้าง ๆตัว (สงสัยอยู่เหมือนกันว่า มันเอาตังไปกินข้าวหรือไปซื้อยา)

              ความดีของ “ไอ้นอง”อีกเรื่องคือ ใช้ง่าย  วันหนึ่งตอนสาย ๆขณะที่ผมเข้าเวร  “จ่าแกร”หัวหน้าจราจรซึ่งจัดระเบียบรถอยู่ที่ถนนเทศา  ด้านหลังเทศบาลเมืองนครปฐม  ตอนเช้า ๆบริเวณนั้นจะมีตลาดนัดแบกะดิน  มีผู้คนจับจ่ายซื้อของกันมากพอสมควร  จ่าแกรรับราชการมานานใกล้เกษียณ  รูปร่างน่ารัก คล้ายตุ่มเดินได้  แกเลี้ยงไขมันไว้ที่พุง  รอบเอวคงไม่ต่ำกว่า ๕๐ นิ้ว  จ่าแกร กระหืดกระหอบขึ้นโรงพัก ลากผู้ต้องหาใส่กุญแจมือมาส่ง  ผู้ต้องหาชื่อ “ไอ้ออด”  จ่าแกรบอกว่า  ไอ้ออดวิ่งราวสร้อยคอแม่ค้า  จ่าแกรจับได้คาหนังคาเขา  ถ้าจ่าแกรไม่บอกผมก็พอจะเดาออกเพราะจ่าแกรหอบตัวโยน  คงสงสัยว่าอ้วนเป็นตุ่มอย่างนี้ยังไล่จับคนร้ายได้  ลืมบอกไปว่าไอ้ออดร่างกายพอฟัด พอเหวี่ยงกับจ่าแกร  ไอ้ออดเล็กกว่าแต่ร่างพิการ หลังค่อม  สักยันต์เต็มตัว  เคยถูกจับดำเนินคดีเสพเฮโรอินหลายครั้ง  วนเวียนเข้า-ออกห้องขังจนตำรวจเกือบทุกคนรู้จัก  ผมนึกภาพ ถ้าถ่าย วิดิโอ ตอนวิ่งไล่กวดกันคงจะฮาไม่น้อย  สรุปว่าจับได้ก็แล้วกัน  ผมถามจ่าแกรว่าสร้อยของกลางได้หรือเปล่า  อยู่ไหน  จ่าแกรบอกว่าผู้เสียหายมาด้วย  พอผู้เสียหายร้องให้ช่วยจ่าแกรอยู่ห่างประมาณ ๓๐ เมตรก็วิ่งไล่กวดจนจับได้  แต่หาสร้อยของกลางไม่เจอ  ไอ้ออดหัวหมอปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้วิ่งราว  ผู้เสียหายยืนยันไม่มีใครไอ้ออดคนเดียว  แม่ค้ากำลังก้มจัดของอยู่ไอ้ออดกระตุกสร้อยคอสองสลึงขาดติดมือวิ่งหนี  แม่ค้าร้อง จ่าแกรได้ยินก็วิ่งไล่ตาม  ผมสอบปากคำผู้เสียหายแล้วคุมตัวไอ้ออดไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อหาสร้อยของกลาง  บริเวณที่เกิดเหตุพื้นซีเมนต์เรียบโล่ง  เส้นทางไล่กวดกันบนฟุตปาทด้านหนึ่งเป็นกำแพงโรงเจ  จ่าแกรว่า ถ้ามันโยนทิ้งผมต้องเห็น  จ่าแกรถามไอ้ออดอย่างมีอารมณ์ “มึงกลืนสร้อยหรือเปล่า”  ไอ้ออดอึกอักตอบ “เปล่า กลืน”  ผมเลยส่งไอ้ออดไปเอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลนครปฐม  ดูฟิล์มเอ็กซเรย์แล้วเห็นสร้อยรูปเครือวัลย์ชัด อยู่ตำแหน่งตอนบนของกระเพาะ  ผมนำตัวไอ้ออดไปขังต่อที่โรงพัก  จะทำไงดีถึงได้สร้อยของกลาง  คราวนี้ไอ้ออดยอมรับสารภาพ  ยังไงก็ต้องเอาสร้อยของกลางคืนผู้เสียหาย  วันนั้นผมให้ไอ้ออดกินยาถ่ายบุ๊กแรคเข้าไปสองก้อน  ห้องขังที่โรงพักเมืองนครปฐมเป็นห้องแยก  เวลาจะปัสสาวะหรือปลดทุกข์จะต้องไปนั่งส้วมรวมกันอยู่ด้านนอก  ส้วมสมัยนั้นเป็นแบบเปิด  ไม่มีประตู  เวลานั่งถ่ายจะมองเห็นตั้งแต่ส่วนคอโผล่ขึ้นมา  ไอ้ออดถูกแยกขังเดี่ยว  ตำรวจลูกน้องจัดไหซองปากจู๋  แบบไหที่คนบ้านนอกทำ “อุ” หรือ “กระแช่” ไว้ในห้องของไอ้ออด  ให้ไอ้ออดถ่ายลงในไห  ตำรวจสิบเวรจะคอยดู  พอเห็นไอ้ออดถ่ายหลายครั้งก็จะเอาไหอึไปเทที่พื้นซีเมนต์ใต้ถุนบ้านผม  เพื่อเขี่ยหาสร้อย  เอาไหไปตั้งไว้ยังไม่ทันได้บอกอะไรกับใคร  ไอ้นองมาจากไหนไม่ทันเห็นคงนึกว่าเป็นไหกระแช่  เอาจมูกสูดที่ปากไหเข้าเต็มเปา  ไอ้นองอ๊วกแตก  ผมเลยใช้ไอ้นองคว่ำไหเอาไม้เขี่ยอึ  ไม่พบสร้อย  ได้ความคิดเลยเอาไอ้นองขังรวมไว้กับไอ้ออด  ไอ้นองยอมทำตามทุกอย่าง  นี่ไงข้อดีของไอ้นอง  จนกระทั่งครบกำหนดต้องฝากขังก็ยังหาสร้อยไม่พบ  ผมนำตัวไอ้ออดไปเอ็กซเรย์อีก  ไม่พบสร้อยในกระเพาะ  ไอ้นองถูกเรียกไปสอบสวนว่าคุมยังไง  สร้อยหายไปไหน  ไอ้นองก็บอกว่าไม่รู้จริง ๆ คว่ำไหเขี่ยอึทุกวันไม่เห็นสร้อย  เวลามีน้อยต้องเอาไอ้ออดไปฝากขัง  ไอ้ออดรับสารภาพศาลจำคุกไปเท่าไรจำไม่ได้  ผมว่าไอ้ออดมันต้องฮั้วกับไอ้นองแน่  โชคดีที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเรื่องคืนสร้อย

              วีรกรรมของไอ้นองอีกเรื่อง  ตอนนั้นถนนเพชรเกษมช่วงนครปฐมไปราชบุรีเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ  ถนนเส้นนี้ผ่านทุ่งนาตรงตำบลหนองดินแดง  เวลาใกล้ค่ำมักจะมีฝูงสัตว์เลี้ยงเดินข้ามถนน  เกิดคดีรถยนต์ชนควายกำลังเดินข้ามถนนเข้าจนได้  เป็นควายแม่ลูก  แม่ควายตาย ลูกไม่เป็นอะไร  รถยนต์หน้าพังไปแถบ  หาเจ้าของควายไม่ได้  สมัยนั้นเรียกผู้ใหญ่บ้านมาประมูลควายแล่เนื้อขาย  ได้เงินเท่าไรให้เจ้าของรถไปเป็นค่าซ่อม  เจ้าของรถยอมรับ ทำนอง “กำขึ้ ดีกว่ากำตด”  จะยกลูกควายให้ไปด้วยเจ้าของรถไม่เอา  ลูกควายกำลังน่ารักอายุประมาณ ๖ เดือน  เขาเพิ่งงอกตูมๆ  ผมเลยต้องเอาลูกควายไปเลี้ยงไว้ที่บ้านพัก  ให้เป็นหน้าที่ไอ้นองเป็นพี่เลี้ยง  ไอ้นองเลี้ยงดูแล้วขัดสีฉวีวรรณจนลูกควายอ้วนเป่งน่ารัก  อีกสักอาทิตต่อมาลูกควายตาย  ผมถามไอ้นองมึงไปทำอะไรกับควายหรือเปล่า  ไอ้นองบอกว่าไม่ได้นำอะไรเพราะมันก็รักลูกควาย  ผมไปพิจารณาดูลูกควายใกล้ ๆ  ได้กลิ่น ดี.ดี.ที.คลุ้ง  ถามไอ้นองว่าเอา ดี.ที.ที.มาทำอะไร  ไอ้นองบอกว่าเอาไปฉีดลูกควายเพราะเห็นว่ามีไข่เหาติดอยู่ที่ขนเต็มไปหมด  ตั้งใจจะฉีดฆ่าเหา  ผมให้เอากระป๋อง ดี.ดี.ที.มาให้ดู  ไอ้นองฉีดจนหมดกระป๋อง  โธ่..ไอ้นอง  มึงฆ่ามันชัด ๆ  ผมสั่งให้ไอ้นองฝังลูกควายเพราะรักและสงสาร  ปรากฏว่าไอ้นองเรียกพ่อค้าเนื้อมาซื้อเอาลูกวัวไป  ได้มาหลายร้อยบาท  จนเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ว่าไอ้นองหวังดีต่อลูกควายหรือเป็นลูกไม้จะขายเนื้อควายก็ไม่รู้

              ทั้งหมดเป็นความน่ารักของไอ้นอง  คิดถึงวันเก่า ๆที่ไม่อาจหวลกลับคืนมาได้  ใครเจอไอ้นองช่วยบอกมันด้วยว่าผมคิดถึง.

Older Posts »