Feeds:
ความเห็น
ความคิดเห็น

ตำนาน”กังฟู”

การตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน” ช็อคคนทั้งโลก  โดยเฉพาะแฟนคลับที่ซึมซับตัวเขาจากภาพยนตร์เรื่อง “กังฟู” ที่เคยเข้ามาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ในประเทศไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว  ฉายเป็นซีรี่ส์ติดต่อกันเป็นปี ๆ  คนติดกันงอมแงม  คนดูส่วนมากจะรักและนิยมชมชอบในตัวเขา  ทั้งๆที่หุ่นและรูปร่างไม่ได้หล่อเหลาอะไร  ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับ “เดวิด  คาร์ราดีน”  ติดตามดูเกือบทุกตอน  ตัวจริงของ “เดวิด  คาร์ราดีน”จะเป็นอย่างไรไม่ทราบ  บทบาทในภาพยนตร์เป็นนักสู้ ชื่อ “ไควเช็งเคน”  เป็นคนสมถะ  มีความเป็นอยู่เรียบง่าย  ลึกลับ  รักสันโดษ  ชอบช่วยเหลือผู้คนที่ถูกรังแกหรือได้รับความเดือดร้อนจากการถูกข่มเหง  ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย  สวมเสื้อกางเกงจีนสีเหลืองซีดเก่าๆ  สะพายย่าม  สวมรองเท้าแตะหนัง  พลังจิตสูง  เวลาพักผ่อนจะนั่งสมาธิ  มีฌานพิเศษสามารถรับรู้  พูดน้อย  พอถึงบทต่อสู้ต้องบอกว่าสุดยอด  ด้วยลีลามือเปล่าที่ดูแล้วนิ่มนวลแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง  สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธร้ายแรงได้  การต่อสู้จะไม่ค่อยใช้แรงต้าน  จะคล้อยตามแรงของคู่ต่อสู้ (ต่างกับมวยจีนของ “เฉินหลง”)  ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาก  สร้างความแปลกใหม่จนคนดูติดบุคลิกของเดวิด  คาร์ราดีน  (แต่ค่อนข้างผิดหวังใน KILL BILL ทั้ง ๒ ภาคที่ออกจะซาดิสม์ )  ในภาพยนตร์กังฟูแต่ละตอนจะมีแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาในการดำรงชีวิต  สอนคนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมและช่วยเหลือคนโดยไม่หวังตอบแทน  หลังจากสูญเสีย “เดวิด  คาร์ราดีน”ไปแล้วอาจจะมีภาพยนตร์ “กังฟู”ที่เขาเคยแสดงมาให้ชมกันอีก

เดวิด  คาร์ราดีน  เป็นบุคคลระดับโลก  เมื่อมาเสียชีวิตที่กรุงเทพฯทำให้ชื่อประเทศไทยเป็นที่ถูกแพร่หลายออกไปทั่วโลก  ในอนาคต โรงแรม ปาร์ค นายเลิศ แรฟเฟิลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ๆนักท่องเที่ยวแฟนคลับ “เดวิด  คาร์ราดีน”แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน  มาดูจุดอวสาน “กังฟู”

ที่นำมาเขียนเพราะเป็นห่วงเพื่อนตำรวจ  ต้องทำหน้าที่พิสูจน์ให้คนหมดความเคลือบแคลงสงสัยของการตาย  บางอย่างมันอาจจะฝืนความรู้สึก  ธรรมชาติของมนุษย์อะไรที่เกี่ยวกับคนที่เรารัก  จะดีจะถูกต้องไปหมดและพยายามปกป้องคุ้มครอง  ถ้าเป็นเรื่องไม่สู้ดีจะรับไม่ได้  ตำรวจผู้รับผิดชอบจะต้องทำงานอย่างละเอียดด้วยความสุขุมรอบคอบ  ใช้วิทยาการให้มากที่สุด  โดยเฉพาะ “สถานที่เกิดเหตุ”  ต้องเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมจนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างหมดข้อสงสัย  แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะผู้ประกอบการหรือเจ้าของสถานที่จะพยายามทำให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด  ตำรวจจึงต้องเก็บร่องรอยพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิสูจน์การตายต้องไปเห็นสภาพที่เกิดเหตุ  ในที่เกิดเหตุจะมีคำตอบ หรือ คำถามเกิดขึ้นมากมาย  ถ้าไม่ได้เห็นที่เกิดเหตุไม่มีทางที่จะสืบสวนหรือสอบสวนได้สมบูรณ์  ปัญหาก็คือ  คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์การตายไม่ค่อยได้มีโอกาสเป็นสภาพที่เกิดเหตุที่แท้จริง  หรือไปถึงช้าจนบางสิ่งบางอย่างถูกเปลี่ยนแปลง  มีบุคคลอีกประเภทหนึ่งไม่มีหน้าที่ในการพิสูจน์แต่มักจะไปถึงก่อน  พวกนักข่าว  ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์  กลุ่มหลังนี่ต้องกันออกไปเลยเพราะจะไปทำให้ร่องรอยในที่เกิดเหตุเสียหาย หรือ ถูกเปลี่ยนแปลงไป  ทำให้เรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยาก

ปัญหาเรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ  ผู้เกี่ยวข้องหรือญาติผู้ตายติดใจสงสัย  ร้องขอผู้เชี่ยวชาญพิเศษทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตรวจพิสูจน์  พวกนี้ไม่ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของสถานที่เกิดเหตุ  ร่องรอยพยานหลักฐานและสภาพศพ  อย่างมากก็ดูภาพถ่าย  ถึงจะไปดูสถานที่เกิดเหตุก็มักจะถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว  การวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มาภายหลังอาจผิดพลาดได้  ฝากไปยังตำรวจผู้รับผิดชอบ  ท่านต้องรักษาสถานที่เกิดเหตุให้อยู่ในสภาพเดิมให้นานที่สุดจนกว่าจะพิสูจน์ได้โดยปราศจากข้อสงสัย  บันทึกภาพวิดิทัศน์ไว้อย่างละเอียดทุกแง่มุม  สภาพห้อง  สภาพสิ่งของ  ร่องรอยหลักฐาน  สภาพศพ  พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพย่อมจะทราบดีว่าควรจะบันทึกภาพตรงไหนบ้าง  อะไรเป็นข้อสงสัย  อะไรเป็นคำตอบข้อสงสัยนั้น  มันอยู่ในที่เกิดเหตุหมด (แล้วอย่าลืมบันทึกภาพช่องทางที่ลงมาจากเพดานห้องด้วยว่า  คนสามารถปีนเข้ามาจากห้องข้างเคียงได้หรือไม่)  วิดิทัศน์ที่ท่านบันทึกไว้นี้นอกจากจะเป็นประวัติศาสตร์แล้วยังเป็นพยานหลักฐานสำคัญ  สามารถเรียกมาดูซ้ำได้  เมื่อมีใครสงสัยจุดไหนก็เอามาดูกัน

การตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน” ทำให้นึกถึงการเสียชีวิตของคุณห้างทอง ฯ (ค้นหาอ่านได้ใน “ ใครฆ่าห้างทอง” ) ซึ่งผมเป็นผู้ร่วมสอบสวนด้วยในคณะพนักงานสอบสวนชุดแรก  ลงความเห็นว่า “กระทำตัวเองตาย”  ค้านกับความรู้สึกของบุคคลบางกลุ่มและญาติของผู้เสียชีวิตบางคน  จนต้องมีการตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นมาอีกชุดซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศ  ผลสรุปของพนักงานสอบสวนชุดสองออกมาว่าเป็นเรื่องฆาตรกรรม  คดีขึ้นสู่ศาลถึงที่สุด  ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย  (ก็มันเป็นเรื่องกระทำตัวเองตายแล้วจะให้เป็นเรื่องถูกฆาตรกรรมได้อย่างไร)

ผลการสอบสวนการตายของ “เดวิด  คาร์ราดีน”ยังไม่ได้สรุปออกมา  ดีแล้วที่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตติดใจสงสัยและส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสังเกตการณ์หรือร่วมรับรู้แต่แรก  จะได้หายสงสัย  ดีกว่าประกาศผลออกมาอย่างแล้วตอนหลังบอกว่าเป็นอีกอย่าง  มันจะทำให้ชาวโลกเกิดความสงสัย  ผลตามมาคือขาดความเชื่อถือ  จะเสียหายถึงประเทศชาติ.

ตะลุยญี่ปุ่น

                                                       

              ผมไปญี่ปุ่นตอนที่หวัดสายพันธุ์แม็กซิโกระบาด (ระหว่าง ๘ – ๑๙ พ.ค.)  แถมยังสวนกระแสเที่ยวไทยครึกครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก  จำเป็นต้องไปเพราะลูกชายต้องไปติดต่อธุรกิจด้วย  กลัวตายก็กลัวแต่ถ้าไม่ไปต้องสูญเงินคนละหลายหมื่นบาท  ในที่สุดเสียดายเงินมากกว่ากลัวตายเลยต้องไป  คราวนี้เดินทางกันเองไม่ต้องพึ่งทัวร์  ทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่างถ้าไปกับทัวร์คงไม่ได้  ผมไปญี่ปุ่นครั้งสุดท้ายเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว  ภาพที่เห็นวันนี้แตกต่างไปเยอะ  นั่นคือเรื่องการจราจร  เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่น(โดยเฉพาะโตเกียวซึ่งเป็นเมืองที่ประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก)ไม่มีปัญหาเรื่องรถติด  เพราะผู้คนไปใช้รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน  มีหลายสิบเส้นทางเชื่อมต่อกันทั้งเมือง  ส่วนถนนก็มีการยกระดับซ้อนขึ้นไปบนอากาศ ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง  ข้ามกันไปข้ามกันมา  ไม่มีจุดตัดให้การจราจรต้องชะงักเว้นแต่ในตัวเมือง

              สิ่งที่เจริญหูเจริญตาคือความสะอาด  ความเป็นระเบียบเรียบร้อย  โดยเอาบ้านเราเป็นตัวเปรียบเทียบ  ญี่ปุ่นสะอาดเป็นระเบียบมาก  ผู้คนมีวินัย  ลงจากเครื่องที่สนามบินนาริตะ  สนามบินของเขาสู้สุวรรณภูมิเราไม่ได้ในด้านสถาปัตยกรรมแถมของเรายังมีศูนย์การค้าและภัตตาคารอีกด้วย    แต่เรื่องการคมนาคมจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองของเราก็สู้เขาไม่ได้  ญี่ปุ่นมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง (มากกว่า ๑๐๐ กม./ชม) ออกทุกๆ ๑๐ นาที  หรือจะเดินทางด้วยรถบัสก็ได้  ผมเลือกรถบัสเพราะสะดวกสบาย  มีเจ้าหน้าที่ยกกระเป๋าให้เรียบร้อย  ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษโดยรถไม่ได้หยุดที่ใดเลย  เส้นทางจากสนามบินเข้าสู่เมืองเป็น  Drive Thru  คือขับตะลุยแหลก  ไม่มีถนนตัดผ่านหรือต้องหยุดรอสัญญาณไฟ  สองข้างทางไม่มีเสาไฟฟ้าพาดสายให้ระเกะระกะเพราะเอาลงใต้ดินหมด  การขับรถที่นี่เป็นระเบียบรักษาช่องทางเดินรถ  ไม่แซงซ้ายแซงขวาเหมือนในกรุงเทพฯ

              ผมเข้าพักที่โรงแรมอยู่ใจกลางเมืองชินจูกุซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าการติดต่อธุรกิจของโตเกียว  ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง  ค่าใช้จ่ายสูงกว่าบ้านเรา ๓ เท่าตัว  ตัวอย่างน้ำดื่มขวดเล็กๆที่บ้านเราขาย ๘ – ๑๐ บาทที่ญี่ปุ่น ๓๕-๓๘ บาท (อัตรา ๑๐๐ เยนต่อ ๓๒ บาท)  โรงแรมห้องค่อนข้างเล็กแต่ที่ผมชอบ คือ โถส้วม  มีที่ฉีดล้างก้นปรับน้ำให้อุ่นร้อนเย็นตามต้องการ  มีหลายปุ่มให้เลือกจะฉีดล้างก้นเมื่อเสร็จจากการถ่าย  หรือสุภาพสตรีจะฉีดล้างเมื่อปัสสาวะเสร็จ  ปรับน้ำให้อ่อนแรงได้  ถ้าไม่ตรงจุดก็มีปุ่มเลื่อนปรับให้พอดี  ผมจึงชอบตอนเข้าห้องน้ำ  เปิดน้ำฉีดก้นเพลินดี

              เรื่องเกี่ยวกับห้องน้ำผมมีประสบการณ์อย่างที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ “รู้ไว้ไม่ตายโหง” คือ ผมต้องสำรวจดูช่องเพดานในห้องน้ำซึ่งเป็นช่องที่ช่างขึ้นไปเซอร์วิสระบบท่อต่างๆ  ที่บ้านเราเคยมีคดีที่คนร้ายเลื้อยจากห้องข้างเคียง  ลงมาทางช่องเพดานเข้าไปขโมยของ  หลายคนไปพักโรงแรมตื่นกลางดึกเห็นผี  ความจริงไม่ใช่  เป็นคนร้ายเข้าไปขโมยของ  ผมสำรวจพบว่าที่ญี่ปุ่นมีสลักเป็นพล๊าสติกแข็งกันคนเปิดช่องนี้จากด้านบนเพดาน (แสดงว่าคงจะเคยมีคดีเกิดขึ้น)  เพื่อให้อุ่นใจผมต้องเปิดขึ้นไปดู  โรงแรมที่ผมพักรอบคอบมาก  ที่ฝาช่องเพดานมีสายไฟฟ้าโยงไว้อีก  เป็นการป้องกันถึง ๒ ชั้น  ถ้าใครยกฝาช่องนี้ออกต้องมีสัญญาณบอกไปยังห้องควบคุมแน่  ผมมัวแต่ห่วงเรื่องความปลอดภัยจนเกือบจะทำให้เกิดคดีซะเอง  ก็ดันไปเหยียบบนฝาปิดชักโครกเพื่อปีนดูช่องเพดาน  ตรงนั้นมันเป็นพล๊าสติกอ่อน  พอเสียงดังเอี๊ยดผมรีบโดดลงเสียก่อนเลยรอดไป

              ช่วงที่ผมเดินทางไปถึงอากาศอยู่ระหว่าง ๒๐ – ๒๘ องศา  กำลังพอดี  อากาศเย็นทำให้คนที่นั่นแต่งตัวสวยงาม  ผู้หญิงแต่งแฟชั่นนำสมัย  ผู้ชายสวมเสื้อนอกเกือบทุกคน  ผู้ชายญี่ปุ่นจะไม่สวมรองเท้าแตะไม่ว่าจะเป็นแบบคีบหรือแบบสวมออกนอกบ้านเด็ดขาด  การเดินทางโดยไม่มีทัวร์นำต้องรู้วิธีเดินทาง  ในวันธรรมดาช่วงชั่วโมงเร่งด่วนตั้งแต่ ๐๖.๐๐ น.-๐๙.๐๐ น. อย่าได้ออกเดินทางเด็ดขาด  เพราะคลื่นฝูงชนที่ไหลลงใต้ดินเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน  ผู้คนมากเดินกันขวักไขว่เหมือนมดแตกรัง  ผมใช้คำว่าไหลเหมือนสายน้ำเพราะเห็นหัวคนดำพรืดเคลื่อนไปตามบันไดเลื่อนเหมือนน้ำไหล  รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมีถึง ๓ ชั้น  บนดินหนึ่งชั้น ลงไปใต้ดินอีก ๒ ชั้น  ผมต้องรอให้เลย ๐๙.๐๐ น.ไปแล้วรถไฟฟ้าค่อยว่าง  ส่วนรถยนต์ไม่ต้องห่วง  ถนนว่างตลอดเพราะไม่นิยมใช้รถยนต์

              การใช้บันไดเลื่อนต้องระวังให้มาก  ต้องยืนชิดข้างใดข้างหนึ่ง  บางที่ก็ยืนชิดด้านขวา  บางที่ก็ยืนชิดด้านซ้าย  บางที่จะทำรูปเท้าไว้ที่พื้นบันไดเลื่อน  ต้องยืนบนรูปรองเท้าหรือชิดข้างใดข้างหนึ่งไว้  สังเกตคนที่ยืนข้างหน้าเรายืนข้างไหนเรายืนตาม  คนที่รีบเร่งเขาจะวิ่ง แซงขึ้น – แซงลง ทางด้านที่ว่าง  ถ้าขืนไปยืนคู่บนบันไดเลื่อนโดนชนล้มแน่นอน  เจ็บฟรีแล้วยังอายเขาด้วย  ความจริงการใช้บันไดเลื่อนเป็นวัฒนธรรม  ในยุโรปหรืออเมริกาหรือประเทศไหนๆก็ปฏิบัติแบบเดียวกัน  เว้นแต่ประเทศไทยโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯนิยมยืนคู่แถมคุยเสียงดังอีก

              การ ขึ้น– ลง รถไฟ หรือ เข้า– ออก ลิฟต์ ก็ถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน  ต้องให้คนอยู่ข้างในออกก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไป  การยืนคอยต้องยืนต่อคิวกัน  ระบบ First Come First Serve “ใครถึงก่อนไปก่อน”  แต่ที่กรุงเทพฯดูเหมือนไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น  ต้องให้รัฐบาลส่งไปดูงานญี่ปุ่น

              มารยาทบนรถไฟฟ้ารวมทั้งระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ  งดการใช้โทรศัพท์  งดการพูดคุยบนขบวนรถ  จะมีป้ายเขียนเตือน  ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะปฏิบัติเช่นนี้  มีเหมือนกันที่เปิดโทรศัพท์ระบบสั่นสะเทือนไว้(ปิดเสียง)  เมื่อมีโทรศัพท์เข้าก็จะรีบไปพูดนอกตู้โดยสารบริเวณหน้าห้องน้ำ  ผมเองก็โดนญี่ปุ่นสอนมวยเหมือนกัน  จำไม่ได้แล้วว่าขึ้นรถไฟจากไหนไปไหน  รถขบวนนั้นคนนั่งเต็ม  ผมกับลูกชายต้องยืน  เผลอคุยกับลูกชายโต้ตอบกันไม่ดังนัก ๒ – ๓ ประโยค  ผมถูกชายญี่ปุ่นที่นั่งสะกิดแขนแล้วส่งภาษาญี่ปุ่น  ผมนึกในใจ “กูฟังภาษามึงไม่รู้เรื่อง”  แล้วชาวญี่ปุ่นก็ชี้มือไปที่ป้ายติดข้างรถ  ดันเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก  แต่พอดีบรรทัดล่างๆมีภาษาอังกฤษเขียนบอกว่า “ห้ามพูดคุย  ห้ามโทรศัพท์”  อ่านป้ายเข้าใจแล้วจึงได้กลับไปดูหน้าญี่ปุ่นคนที่สะกิดผม  ปรากฏว่าไอ้หมอนี่มันนั่งหลับ  เสียงพูดคุยของผมคงไปกวนให้มันตื่น  ผมสงสัยคงจะเป็นพวก Homeless (พวกไม่มีบ้านนอน  อาศัยหลับนอนตามรถและที่สาธารณะ) 

              การใช้รถไฟฟ้าให้สังเกตที่พื้นชานชะลาสำหรับยืนคอยรถ  ถ้าทำรูปรถเข็นไว้ที่พื้นนั่นแหละเป็นช่องสำหรับคนพิการรวมทั้งผู้ป่วยเจ็บ  คนชรา  หญิงมีครรภ์  ผมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยยืนรอตรงช่องนี้  ตู้รถไฟฟ้าที่มาจอดเทียบตรงหน้าจะเป็นที่นั่งสำหรับบุคคลเหล่านี้  บนตู้รถจะมีป้ายบอกว่า “ต้องให้โอกาสบุคคลเหล่านี้ได้นั่งก่อน”  แต่บางทีผมผิดหวัง  พอขึ้นไปเจอญี่ปุ่นที่ หนุ่ม สาว กว่าแกล้งนั่งทำหลับไม่รู้ไม่ชี้  ผมใช้คำว่า “แกล้ง”  เพราะพี่แกรู้ว่ารถวิ่งถึงไหน  พอถึงจุดหมายปลายทางแกลงถูกทุกที  และที่พื้นชานชะลานี่แหละท่านต้องสังเกตให้ดี  บางทีเขาเขียนไว้ที่พื้นเป็นภาษาอังกฤษว่า “สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ”  สุภาพบุรุษอย่าได้ขึ้นโดยสารบนตู้นี้เด็ดขาด  เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็นพวกโรคจิต  ชอบเบียดเสียดสีสะโพกผู้หญิง  หรือไม่ก็จะหาว่าท่านเป็นลักเพศ

              ผมชอบใจอีกสิ่งหนึ่งคือ  ทางสำหรับคนตาบอด  ญี่ปุ่นให้ความสำคัญสำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้พิการที่ใช้รถเข็น  โดยบนบาทวิถีจะมีเส้นนูน  เป็นเส้น ๆ  ประมาณ ๔ ถึง ๖ เส้น  กว้างประมาณเกือบฟุต  ขนาดเท่าแผ่นอิฐปูพื้นทางเท้าแผ่นหนึ่ง  ทำต่อเนื่องยาวไปทั้งเมือง  เมื่อไปถึงตำแหน่งที่จะต้องแยกไปซ้ายขวา  หรือเปลี่ยนระดับ เช่น ขึ้นบันได  ลงบันได  ขึ้นรถไฟฟ้า  หรือขึ้นรถเมล์  จะเปลี่ยนเป็นจุดกลมแทน  เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้ใช้ไม้เท้าสัมผัส  และจะสามารถร่วมเดินทางไปกับคนตาดีได้  โดยเฉพาะเส้นนูนเหล่านี้จะทำเป็นสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่  เอาไว้ให้คนตาดีดู  คล้ายกับจะบอกว่า  อย่าไปยืนหรือเดินทับเส้นทาง  คอยเลี่ยงให้กับผู้พิการด้วย

              ถนน และ บาทวิถีที่ญี่ปุ่นราบเรียบ  ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ  ทำทางขึ้น–ทางลงให้กับผู้ที่ใช้รถเข็น  โดยปาดขอบบาทวิถีจนเกือบจะเรียบถึงพื้นถนน  เดินทางครั้งนี้ผมมีหลานอายุ ๒ ขวบครึ่งไปด้วยซึ่งจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอด  เท่ากับเป็นการทดสอบเส้นทางคนพิการไปด้วย  ประเทศนี้คนพิการใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย  พอถึงจุดที่จะต้องขึ้นบันไดเขาก็จะทำลิฟต์หรือทางลาดไว้ให้

              บนบาทวิถีที่ญี่ปุ่น  ไม่มีหาบเร่หรือแผงลอยขายของ  หลุมบ่อไม่มี  เสาไฟฟ้าสักต้นยังหาไม่เจอ  สายไฟฟ้าฝังใต้ดินหมด  ไม่มีขยะ  ไม่มีเศษกระดาษหรือถุงพล๊าสติกให้เห็นเลย  ผ้าพล๊าสติกที่ห้อยหน้าร้านค้าเพื่อกันแดดกันฝนหลากสีอย่างบ้านเราไม่มี  อาจจะมีต้นไม้โผล่ขึ้นที่ขอบบาทวิถีบ้างแต่ที่โคนต้นไม้ก็จะมีแผ่นเหล็กฉลุปิดโคนต้นสวยงาม  รับรองว่าไม่มีขยะทิ้งที่โคนต้นไม้  ต่างกับที่บ้านเราถ้ามีต้นไม้ที่ไหนจะทิ้งขยะที่โคนต้นไม้ทันที

              ญี่ปุ่นจะไม่ตั้งถังขยะที่ริมบาทวิถี  การทำเช่นนี้ทำให้ไม่มีขยะทิ้งให้เห็นตามถนน  ขยะของใครหรือใครทำให้เกิดขยะขึ้นถือว่าเป็นสมบัติของคนนั้น  ต้องเก็บไปทิ้งที่บ้านของตน  ญี่ปุ่นห้ามเดินทานอาหาร และ ห้ามทานบนรถสาธารณะเด็ดขาด  ถ้าจะทานอาหารต้องทาน ณ จุดขาย  เมื่อทานเสร็จก็ทิ้งขยะ ณ จุดขายนั้น  ถ้าผิดจากนี้ก็ต้องเก็บขยะไปทิ้งที่บ้านของตน

              รถแท็กซี่ในญี่ปุ่นทันสมัยมาก  ใช้รถสภาพใหม่  เป็นรถใหญ่ส่วนมากจะเป็นโตโยต้าคราวน์  โดยเฉพาะคราวน์รุ่นใหม่ราคาในเมืองไทยสี่ล้านกว่า  ที่ญี่ปุ่นใช้ทำแท็กซี่  ข้างในรถสะอาดส่วนมากจะมีผ้าสีขาวคลุมครึ่งเบาะ  คนขับรถแท็กซี่แต่งกายเรียบร้อย  สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวชายเสื้อในกางเกง  ผูกเน็กไททุกคน  ๘๐ เปอร์เซ็นต์สวมเสื้อนอก  เหมาะสำหรับเดินทางระยะสั้น ๆ  ทุกคันใช้มิเตอร์  ราคาเริ่มแรกจะไม่เท่ากันอาจจะอยู่ที่สภาพรถใหม่เก่า  บางคันก็เริ่มที่ ๕๙๐ เยน  บางคันเริ่มที่ ๖๔๐ เยน  เท่ากับ  ๒๐๐.- บาท  และ ๒๕๐.- บาท  ตัวเลขมิเตอร์จะเปลี่ยนค่อนข้างไว  ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรค่าโดยสารแท็กซี่ประมาณ ๖๕๐.- บาท

              สำหรับเรื่องการสูบบุหรี่ที่ญี่ปุ่นเข้มงวด  จะสูบได้เฉพาะสถานที่ๆจัดไว้ให้เท่านั้น  การเดินสูบบุหรี่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

              คนญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์  ไม่นิยมพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาญี่ปุ่นจึงทำให้การสื่อสารค่อนข้างลำบาก  แต่ญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจภาษาแต่ก็พอสื่อสารได้  เช่น  การทานอาหารก็ใช้ชี้เอาตามเมนู  ร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยใหม่แทบไม่ต้องพูดจากันก็ทานอาหารได้  โดยจะทำตู้ไฟฟ้าติดภาพอาหารบอกราคาหน้าร้าน  มีปุ่มให้กด  อยากทานอะไรก็หยอดเหรียญตามราคาแล้วกดปุ่มใต้ภาพอาหาร  จะมีกระดาษบอกรายละเอียด  ถือกระดาษเข้าไปในร้าน  เจ้าหน้าที่จะทำอาหารให้  สะดวกสบายทั้งคนซื้อและคนขาย

              ที่เล่ามานี้เพื่อจะให้มีการเปรียบเทียบระหว่างประเทศเขาซึ่งเจริญและทันสมัยสุดๆกับประเทศของเรา  หลายคนบอกว่าประเทศไทยตามหลัง ๕๐ ปี  ผมว่ามันแล้วแต่สภาพทางภูมิศาสตร์และสังคม  จะให้เหมือนๆกันเสียหมดถ้าจะลำบากเพราะบ้านเรายังทะเลาะกันไม่จบ  ถ้าจะถามผมว่าให้เลือกจะอยู่ประเทศไหน  ผมก็ขอบอกว่าขออยู่เมืองไทยเพราะมันถูก  เพราะเป็นบ้านเกิด  มีความรู้สึกว่ามีส่วนเป็นเจ้าของ  และ  เรามีสังคมของเรา  รอสักวันที่พวกเราเลิกทะเลาะกันและวันนั้นมีผู้นำที่เห็นประโยชน์ประเทศชาติและส่วนรวม  ไม่หวังกอบโกย  ประเทศไทยต้องเทียบทันชาติที่เจริญแน่นอน.

ถนนอันตราย

 

         ถนนอันตรายที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอุบัติเหตุ  แต่เป็นอาชญากรรมที่อาจทำให้คุณ เจ็บ พิการ ตาย หรือเสียทรัพย์ได้  อยู่ในเขตสะพานสูง  ท้องที่รับผิดชอบของ สน.บางชัน  ชื่อ  ถนนราษฎร์พัฒนา  เป็นถนนสายเชื่อมจาก ถนนรามคำแหง (เมื่อก่อนนี้เรียกกันว่า สุขาภิบาล ๓) กับ ถนนเลียบวงแวนตะวันออก

          เมื่อก่อนสงกรานต์ปีนี้  วันหนึ่งเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง  คุณจันทนีย์ฯ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์โดยมีคุณอมรพงษ์ฯแฟนเธอเป็นผู้ขับขี่ ไปตามถนนราษฎร์พัฒนา  เส้นทางนี้ค่อนข้างเปลี่ยว  เวลากลางคืนไม่ค่อยมีรถวิ่ง  ไฟทางก็ไม่มี  ขณะที่คุณอมรพงษ์ฯขับขี่รถอยู่นั้นก็มีรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งขับขี่ตามหลังมา  มีคนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยเป็นชายทั้งคู่  คุณอมรพงษ์ฯขับขี่ไม่เร็วนัก  เดี๋ยวเดียวรถมอเตอร์ไซด์ที่ไล่หลังก็มาทัน  ปกติรถที่จะขับแซงหน้ารถอื่นจะแซงขึ้นทางด้านขวา  แต่มอเตอร์ไซด์คันดังกล่าวนี้แซงขึ้นหน้าทางด้านซ้าย  ก็เพราะคุณจันทนีย์ฯเธอสะพายกระเป๋าถือไว้ที่ไหล่ซ้าย  ก่อนที่รถมอเตอร์ไซด์ที่ไล่หลังจะแซงพ้น  คุณจันทนีย์ฯรู้สึกเสียวแปร๊บที่แขนข้างซ้าย  ปรากฏว่าเธอถูกไอ้หนุ่มคนที่นั่งซ้อนท้ายฟันด้วยดาบ  โดยมันหมายจะตัดสายสะพายเอากระเป๋าถือไป  แต่พลาดโดยแขนแผลเหวะเป็นทางเลือดโชก  ดีชะบุญกระเป๋ายังอยู่  รถจักรยานยนต์คนร้ายพุ่งขึ้นหน้าไปแต่ชลอความเร็วลง  คุณจันทนีย์ฯบอกแฟนว่าถูกฟัน  คุณอมรพงษ์ฯสวมวิญญาณนักสู้ขับรถพุ่งเข้าชนรถคนร้าย  แต่โชคไม่ช่วย  รถของคุณอมรพงษ์ฯกลับล้มเสียเอง  คนร้ายก็ใจอำมะหิตแทนที่จะหนีไปไอ้คนนั่งซ้อนท้ายลงจากรถวิ่งตรงมายังรถของคุณอมรพงษ์ฯเงื้อดาบฟัน  ด้วยสันชาติญาณคุณอมรพงษ์ฯรีบยกมือข้างซ้ายรับคมดาบ  ปรากฏว่ากระดูกแขนขาด  เส้นเอ็นต่างๆขาดไปหลายเส้นแต่โชคดีที่หนังส่วนหนึ่งยังติดอยู่  ทำให้แขนไม่หลุดกระเด็น  มิฉะนั้นคงยุ่งค้นหาแขนส่วนที่หาย  คุณจันทนีย์ฯส่งเสียงร้องให้คนช่วย  คนร้ายรีบบึ่งมอเตอร์ไซด์หนีไป  คุณอมรพงษ์ฯอึดจริงๆ  อุตส่าห์ขับมอเตอร์ไซด์ประคองแขนที่เกือบหลุดไปที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์  ถนนรามคำแหง  หมอก็เก่งช่วยต่อแขนจนได้  แต่ไม่รับประกันว่าจะใช้ได้เหมือนเดิม

          เดือดร้อนถึงผมเพราะคุณจันทนีย์ฯทำงานเป็นพนักงาน  อยู่ที่บริษัทออกแบบก่อสร้างซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนของผม  ก็เลยต้องประสานตำรวจ สน.บางชัน กับ กองสืบสวนตำรวจนครบาล ๔ ให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้าย  ผมเชื่อมือ “สืบ ๔” ซึ่งมี พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ เป็นหัวหน้า  พ.ต.อ.ปกรณ์ฯเป็นนักสืบฝีมือดี  เคยทำงานอยู่กับผม  เป็นคนที่กัดไม่ปล่อย  เดินลุยเอง  ตามตื๊อจนถึงที่สุด  งานไม่เสร็จไม่เลิก  มีผลงานเด็ดๆหลายเรื่อง เช่น เรื่องคนร้ายใช้ปืนยิงฆ่าตำรวจสายตรวจ สน.บางเขน  ล่าสุดแก๊งจนปล้นยกเซฟ  หวังว่างานนี้คงพิชิตได้อีก

          ที่นำมาบอกกล่าว  เพื่อให้ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ผ่านเส้นทางนี้ใช้ความระมัดระวัง  เวลากลางคืนไม่จำเป็นอย่าผ่าน

          รูปพรรณคนร้าย (ชายสองคน)  คนขับขี่รถจักรยานยนต์ รูปร่างใหญ่ อายุประมาณ ๒๕ ปี  คนที่ใช้ดาบฟัน รูปร่างเล็กกว่าคนขับขี่  ใบหน้าออกจีน  อายุประมาณ ๒๐ ปี  สูงประมาณ ๑๖๐ ซ.ม. รถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็น ฮอนด้าเวฟ  สีน้ำเงิน (พยานจำทะเบียนรถไม่ได้)  รายละเอียกของคนร้ายที่เพียงแค่นี้  ผมก็เห็นใจตำรวจจริงๆ  สืบสวนคงลำบาก  ใครมีข้อมูลคนร้ายก็ช่วยแจ้งด้วยครับ.

สิบแปดมงกุฏ

                                                      

 

              เรื่องนี้โดนกับครอบครัวผมเองนำมาเล่าเป็นอุทธาหรณ์  จะได้ระมัดระวัง  สมัยที่ภรรยาผมเปิดร้านจำหน่ายแก้วเจียรนัย (Crystal) อยู่ที่ตึก จิวเวลลี่เทรด  ถนนสีลม  กทม.  จ้างพนักงานขายผู้หญิงไว้ ๒ คน  การค้าขายช่วงนั้นไม่สู้จะดีนัก  วันหนึ่งก็มีสุภาพสตรีผู้หนึ่งแต่งตัวดี  พูดจาคล่องแคล่วเหมือนนักธุรกิจ  เธอเข้าไปเดินชมสินค้า  เลือกดูแต่สินค้ามีระดับราคาค่อนข้างสูง  ไอ้โน่นก็จะเอา  ไอ้นี่ก็จะซื้อ  พนักงานขายดีใจนานๆจะมีคนเข้ามาซื้อสินค้า  เธอเลือกซื้อแก้วเจียรนัยที่มีการฉาบทองคำแท้  เป็นแจกันใบใหญ่ๆ  ชุดน้ำชา  รวมราคาแล้วแสนกว่าบาท  เสร็จแล้วเธอก็บอกกับพนักงานขายว่า  ขอเขียนเช็คจ่ายค่าสินค้าได้หรือไม่  เด็กที่ร้านขอให้ชำระด้วยบัตรเครดิต  เธอบอกว่าไม่ใช้บัตรเครดิต  ใช้แต่เงินสดแต่พอดีวันนั้นนำเงินสดมาไม่พอ  เธอพูดแล้วก็ควักเอานามบัตรให้เด็กที่ร้านดู  ในบัตรมีชื่อนามสกุลและยี่ห้อร้านค้าตั้งอยู่แถวตึกใบหยก  มีห้องเลขที่และเบอร์โทรศัพท์  เด็กที่ร้านโทรไปหาภรรยาผมขณะนั้นยังอยู่ที่บ้านพัก  ภรรยาผมบอกว่าไม่รับเช็ค  ขอเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิต  ผู้ซื้อรายนี้บอกว่า  ถ้าจะรับเงินสดขอให้ตามไปเอาที่ร้านของเธอโดยให้เด็กที่ร้านเดินทางไปด้วยกัน

 

              ในที่สุดพนักงานขายของที่ร้านก็ตกลง  ว่าแล้วก็ช่วยกันยกของพะรุงพะรังไปที่ถนนสีลมด้านหน้าร้าน  เธอซื้อของเป็นแสนแต่ไม่ได้มีรถส่วนตัวมา  มันน่าจะเอะใจ  แต่ความที่อยากจะขายของประกอบกับไม่เคยโดนมาก่อนก็เลยพาซื่อ  รถแท็กซี่ผ่านมาหลายคันเธอไม่เรียกดันไปเรียกรถสามล้อเครื่อง  หญิงผู้ซื้อกับพนักงานขายของผมก็ช่วยกันยกของบรรทุกในรถสามล้อ  ของแต่ละอย่างบรรจุกล่อง  เมื่อยกของขึ้นรถก็เต็มพอดี  ผู้ซื้อโดดขึ้นนั่งบนรถสามล้อเครื่องเบียดกล่องใส่ของชนิดนั่งได้ไม่สบายนัก  ส่วนพนักงานขายของผมไม่รู้จะนั่งตรงไหนเพราะไม่มีที่  สภาพการจราจรช่วงนั้นก็ติดขัด  ยวดยานที่วิ่งผ่านไปมาต่างบีบแตรสนั่นหวั่นไหวเชิงไล่ว่า  เมื่อไรจะออกรถซะที  รถมันติด  หญิงผู้ซื้อของส่งนามบัตรให้พนักงานขายของผมแล้วบอกว่า  นั่งรถตามไปอีกคัน  ถ้าตามไม่ทันก็พบกันที่ร้าน  ว่าแล้วสาวไฮโซก็บอกให้สามล้อเครื่องเคลื่อนที่ไป 

 

              พนักงานขายของผมตกกะไดพลอยโจน  พยายามเรียกรถแท็กซี่อีกคันเพื่อจะตามไป  กว่าจะได้รถแท็กซี่ก็ปรากฏว่าสามล้อเครื่องที่บรรทุกแก้วเจียรนัยหายลับไปแล้ว  เบอร์ทะเบียนรถสามล้อก็ไม่ได้จำไว้  โชคดีที่ยังมีที่อยู่ตามนามบัตรที่ให้ไว้  จึงได้รีบบึ่งแท็กซี่ไปที่ตึกใบหยก  ตามไปยังห้องที่ระบุในนามบัตร  กลายเป็นแผงขายเสื้อผ้าไม่มีคนที่มีชื่อในนามบัตร  เบอร์โทรศัพท์ในนามบัตรก็ไม่ใช่   โดนตุ๋นไปแบบง่ายๆแสนกว่าบาท  ก็ได้แต่แจ้งความไว้  ไม่รู้จะไปตามจับใคร

 

              ภรรยาผมเลิกธุรกิจขายเครื่องแก้วเจียรนัย  เปิดร้านขายเพชรที่ตึกออลซีซั่น  ถนนวิทยุ  พวกสิบแปดมงกุฎยังตามมารังควาญอีก  เป็นสาวไฮโซมีชื่อเสียงในวงสังคมและรู้จักชอบพอกันด้วย  เธอชอบไปดูเพชรที่ร้านภรรยาผมบ่อยๆ  เคยซื้อแหวนเพชรวงเล็กๆราคาประมาณ ๔-๕ หมื่นบาทไปวงหนึ่ง  เธอชำระเงินด้วยเช็คไม่มีปัญหาอะไร  วันหนึ่งไฮโซผู้นี้ไปซื้อเพชรที่ร้านแต่เช้าในขณะภรรยาผมไม่ได้อยู่ที่ร้าน  ร้านเปิด ๑๑ โมง  เด็กยังจัดของไม่เสร็จเธอก็เข้าไปเลย  ไฮโซมีระดับเวลาไปไหนจะต้องมีคนติดตามคอยช่วยถือของช่วยถือกระเป๋า  รายนี้ก็มีผู้หญิงอายุกลางคนติดตามไปด้วย  เธอซื้อแหวนเพชรไปหนึ่งวงราคา ๒ ล้านบาทเศษ  เงินเป็นล้านก็ต้องจ่ายเช็คเป็นธรรมดา  พนักงานขายโทรไปหาภรรยาผม  บอกเรื่องไฮโซผู้นี้มาซื้อแหวนเพชร  ภรรยาผมขอพูดสายด้วย  พอภรรยาผมรู้ว่าเป็นใครก็พูดสายกับเด็กที่ร้านให้รับเช็คได้  ไฮโซผู้นี้ก็ได้สั่งจ่ายเช็คให้ไว้แล้วเอาแหวนเพชรไป  ตอนบ่ายๆภรรยาผมเข้าไปที่ร้าน  พอดูเช็คก็สงสัย  ลายเซ็นในเช็คไม่ใช่ชื่อของไฮโซ  ภรรยาผมจึงได้โทรศัพท์ไปถาม  ไฮโซตอบว่าพอดีเช็คเธอหมดก็เลยเอาเช็คของเพื่อนที่ไปด้วยกันออกไว้ให้แทน  ไฮโซบอกว่าไม่เป็นไรเช็คมีเงิน  เด็กที่ร้านผิดแต่แรก  ไปรับเช็คจากผู้อื่นซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ก่อหนี้โดยตรง  แต่ก็เอาเถอะถือว่ามาด้วยกันมีส่วนรู้เห็นด้วย  การค้าขายกับไฮโซถ้าไม่ไว้ใจไม่ให้เกียรติกันก็ลำบาก  บางรายเพชรราคาหลายสิบล้านยังให้เอาของไปก่อน  เงินค่อยเก็บทีหลัง  ยิ่งเป็นคนเคยค้าต้องให้เกียรติกัน  ภรรยาผมเอาเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บ  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแจ้งว่า บัญชีปิดแล้ว  เอาละซี  โดนไฮโซทำซะแล้ว  ยังใจดีสู้เสือโทรไปแจ้งให้ทราบ  แรกๆเธอก็รับโทรศัพท์และบอกว่า  จะจัดการให้และกำลังติดตามเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของเช็ค  ยังตามหาตัวไม่พบ  ผมตรวจสอบไปยังธนาคารเจ้าของเช็คก็ได้ความว่า  ผู้เปิดบัญชีเช็คอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช  เปิดบัญชีด้วยเงิน ๑๐,๐๐๐.-บาท  ได้เช็คไป ๑ เล่ม ๒๐ ฉบับ  ปรากฏว่าเจ้าของบัญชีรายนี้เซ็นสั่งจ่ายเช็คฉบับละเป็นล้านๆ  โดยไม่มีเงินในบัญชี  ธนาคารเลยสั่งปิดบัญชี  ผมพาภรรยาไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับไฮโซผู้นี้  ฐานร่วมกับเจ้าของบัญชีสั่งจ่ายเช็คไม่มีเงินกับร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์  คราวนี้ไฮโซปิดโทรศัพท์หนี  ผมต้องออกติดตามเอง  เวลาเดียวกันในวงการค้าเพชรสามารถติดต่อรู้กันหมด  จึงได้ทราบว่าไฮโซผู้นี้ก็ได้ไปเอาแหวนเพชรจากร้านค้าอื่นไปก่อนแล้ว  โดยได้สั่งจ่ายเช็คให้ไว้เหมือนกัน  พฤติการณ์ของไฮโซผู้นี้จะเที่ยวซื้อเพชรชำระด้วยเช็คเครดิต ๑ เดือน  แล้วเธอเอาเพชรไปขายราคาถูกๆ  ได้เงินสดไปหมุน  แบบนี้มันล้วงคองูเขียว  ผมพยายามติดตามกดดันทุกวิถีทาง  ในที่สุดไฮโซผู้นี้ส่งทนายเป็นตัวแทนมาชำระหนี้  ภรรยาผมถอนคำร้องทุกข์  เรื่องก็จบกันไป  การค้าขายมันก็เสี่ยงอย่างนี้

 

              ต่อมาภรรยาผมย้ายไปเปิดร้านเพชรที่สยามพารากอน  พวกสิบแปดมงกุฎก็ตามไปรังควาญอีก  คราวนี้เป็นแก๊งต่างชาติ  เป็นจีนแผ่นดินใหญ่  พูดไทยไม่ได้  ใช้ภาษาอังกฤษแบบกะท่อนกะแท่น  คราวนี้มากัน ๓ คนเป็นชายล้วน  เข้าไปซื้อแหวนเพชรที่ร้านราคา ๓ แสนบาทเศษ  ร้านที่สยามพารากอนผมติดโทรทัศน์วงจรปิดไว้หลายตัว  มีห้องสำหรับดูมอนนิเตอร์ภาพ  มีเจ้าหน้าที่คอยดูอยู่ประจำ  แก๊งคนจีนตกลงซื้อแหวนโดยเจาะจงให้ใส่กล่องห่อเป็นของขวัญ  ขอแหวนไปดูพร้อมกล่องใส่  แล้วส่งกล่องให้เด็กที่ร้านบอกให้ช่วยห่อเป็นของขวัญ  ส่วนตัวผู้ซื้อจะขอออกไปเอาเงินด้วยวิธีเอาบัตรเครดิตไปรูดเอาเงินสดที่ตู้  แต่เจ้าหน้าที่ของผมที่ดูจอมอนนิเตอร์จากโทรทัศน์วงจรปิด  พบว่าคนจีนที่หยิบเพชรไปดูส่งคืนแต่กล่องเพชรเปล่าๆโดยหยิบเอาแหวนเพชรไป  เจ้าหน้าที่ของผมจึงได้ไปยื้อยุดเอาตัวคนจีนผู้นั้นไว้  พบว่าเอาเพชรไปจริงๆ  ส่วนกล่องที่ยื่นให้พนักงานขายเพื่อให้ห่อเป็นของขวัญ  มีแต่กล่องเปล่าๆ

 

              เศรษฐกิจก็ฝืดเคืองอยู่แล้ว  พวกสิบแปดมงกุฎยังตามมาผจญอีก  ปิดร้านซะเลยสบายใจดี  ใครทำการค้าเพชรอัญมณีก็จงระวังไว้ก็แล้วกัน.

ไฮโซกำมะลอต้มแม่ค้าเพชร

                                                     

 

              ผมขอใช้คำว่า กำมะลอกับพวกที่ไม่ใช่ของแท้  พวกที่กรีดกรายวางท่าผู้ดี  มีฐานะ  ซึ่งความจริงไม่ใช่  ส่วนแม่ค้าเพชรในที่นี้ก็ไม่ใช่ภรรยาผมนะครับ  เอามาเล่าสู่กันฟังเพราะในช่วงเศรษฐกิจทรุดจะมีอาชญากรรมเกิดขึ้นหลายรูปแบบ  เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กองปราบปราม  แม่ค้าเพชรซึ่งมีบู๊ธจำหน่ายอัญมณีที่ศูนย์การค้ามีชื่อย่านราชประสงค์มาร้องทุกข์กับผม  ถูกไฮโซสาวกำมะลอต้ม  สูญเสียแหวนเพชรวงงามไปมูลค่า ๒ ล้านบาทเศษ  วิธีของคนร้ายน่าจะยังใช้ได้อยู่  รู้ไว้ไม่เสียหลาย

              ผู้เสียหายรายนี้เล่าให้ฟังว่า  เธอตั้งตู้เพชรจำหน่ายอัญมณีที่ศูนย์การค้าดังกล่าวมาหลายปี  ลูกค้าขาประจำมากพอสมควร  ในจำนวนนี้มีคุณนายหุ่นดีแต่งตัวทันสมัยชอบมาซื้อแหวนจากเธอเป็นประจำ  มากกว่า ๒ ครั้ง  แต่ซื้อวงเล็ก ๆ ราคาเป็นหลักหมื่น  อยู่มาวันหนึ่งเวลาบ่ายแก่ ๆ  ไฮโซสาวผู้นี้มาที่ตู้เพชรของเธออีก  บอกว่าอยากได้แหวนเพชรน้ำดีเม็ดเดียวโทน ๆสัก ๒ กะรัต  พอดีเธอมีแหวนขนาดดังกล่าวอยู่พอดี  เธอตั้งราคาไว้ที่ ๒ ล้านห้า  ไฮโซสาวของลองเพชรแล้วชอบมาก  การต่อรองราคาใช้เวลานานเป็นชั่วโมงจึงตกลงซื้อ  มาถึงตอนชำระเงินไฮโซสาวควักสมุดเช็คออกมาเตรียมเซ็นสั่งจ่าย   เงินจำนวนล้านเจ้าของร้านเพชรไม่ค่อยอยากจะรับเช็คสักเท่าไร  กลัวติดสปริง  ความจริงถึงผู้ซื้อรายนี้จะซื้อเพชรที่ร้านเป็นประจำ  แต่ทางเจ้าของร้านก็ไม่เคยทราบหัวนอนปลายเท้าเธอว่าเป็นใคร  อยู่ที่ไหน  ฐานะการเงินเชื่อถือได้ขนาดไหน  เจ้าของร้านปฏิเสธไม่รับเช็คแต่ใจก็อยากจะขายแหวน  ทางร้านจึงหาทางว่า  เอาเช็คไปเบิกเงินสดก่อนพอรับเงินแล้วก็เอาแหวนไปเลย  ดูเวลาขณะนั้นใกล้บ่ายสามโมง  สรุปว่าน่าจะไปถึงธนาคารทันก่อนปิดทำการ  ธนาคารที่ใช้เป็นธนาคารกรุงเทพฯสำนักพลับพลาไชย  คาดคะเนว่าขับไปถึงน่าจะทันบ่ายสามโมงครึ่ง( เวลาธนาคารปิด)

              ผมสงสัยว่า  ไฮโซสาวผู้นี้คงจะมีข้อมูลมาก่อนแล้วว่า  เจ้าของร้านเพชรรายนี้ขับรถเอง  ไม่มีคนขับรถ  การต้มตุ๋นครั้งนี้จึงเกิดขึ้น  เจ้าของร้านเพชรสั่งเด็กที่ร้าน (ความจริงคือหลานสาว) ให้อยู่ดูแลร้าน  แล้วเธอก็นำแหวนเพชรที่ตกลงซื้อขายกันใส่กล่อง  เอาเก็บไว้ในกระเป๋าถือแล้วพาสาวไฮโซไปที่ลานจอดรถของทางห้าง  สาวผู้ซื้อขอนั่งรถไปด้วยอ้างว่าไม่ได้เอารถมา  เจ้าของร้านเพชรรีบบึ่งรถเบ๊นซ์คันงามตรงดิ่งไปที่ธนาคารกรุงเทพฯสำนักพลับพลาไชย  โดยมีไฮโซสาวนั่งคู่ไปด้วนหน้า  ระหว่างทางก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย  แต่ในใจคงคิดกันไปคนละทาง  พอรถถึงถนนเสือป่าใกล้ธนาคาร  ไฮโซสาวดึงเช็คออกมาเขียนข้อความสั่งจ่ายเงินในรถ  อ้างว่าจะได้เร็วเข้า  ว่าแล้วไฮโซก็เอ่ยปากกับเจ้าของร้านเพชร พี่ ๆ  หนูขอลองใส่หน่อยซิ  ถูกใจหนูมากเลย  เจ้าของร้านก็หยิบแหวนส่งให้  ไฮโซสวมนิ้วไว้ที่แหวนแล้วชมไปตลอดทาง  พอดีรถเลี้ยวเข้าหน้าธนาคารกรุงเทพ ฯสำนักพลับพลาไชยพอดี  ดูเวลาเหลืออีกไม่ถึง ๑๐ นาทีจะบ่ายสามโมงครึ่ง  ไฮโซสาวบอกว่า ไม่ต้องห่วง  ผู้จัดการแบ๊งค์ชอบกัน

              ท่านทั้งหลายคงทราบนะครับ  ลานจอดรถบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ ฯสำนักพลับพลาไชยขณะนั้น  ที่จอดรถจะน้อยและจะมีรถยนต์จอดเต็มไม่มีที่ว่าง  รถเจ้าของร้านเพชรเลี้ยวเข้าไป  ไม่มีที่จอดรถว่างให้จอดและยังมีรถอื่นรอหาที่จอดอยู่หลายคัน  ไฮโซสาวบอกว่า พี่เดี๋ยวไม่ทัน  เจอกันที่ห้องผู้จัดการ  ว่าแล้วไฮโซสาวก็เปิดประตูรถรีบวิ่งเข้าธนาคารไป  เจ้าของเพชรเป็นห่วงแหวนแต่ไม่รู้จะวิ่งตามไปยังไง  จะเรียกเอาแหวนคืนก็เกรงใจเพราะตกลงซื้อขายกันแล้ว  ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า  เดี๋ยวก็คงจอกันในธนาคาร  เธอขับรถหาที่จอดแต่สายตาก็ไม่ละไปจากประตูหน้าธนาคาร  เห็นชัดๆว่าไฮโซสาวเข้าไปในธนาคารแล้วยังไม่ได้กลับออกมา  เธอรีบจอดรถ  กว่าจะจอดได้ก็เกือบ ๕-๖ นาที  เธอรีบตามเข้าไปในธนาคาร  มองไม่เห็นไฮโซ  เธอจึงรีบเข้าไปในห้องผู้จัดการ  พบผู้จัดการนั่งอยู่คนเดียว  เธอถามถึงสาวไฮโซโดยบอกลักษณะไป  ผู้จัดการยืนยันว่าในช่วงบ่ายวันนั้นยังไม่มีลูกค้าสาวผู้ใดไปพบเลย  เธอยืนยันกับผู้จัดการว่า  เธอเห็นสาวไฮโซเข้าไปในธนาคารแล้วยังไม่ได้ออกไปเลย  ต้องอยู่ในธนาคารแน่ ๆ  ผู้จัดการบอกว่า  ประตูทางออกที่สำนักนั้นมีตั้งหลายทาง  ว่าแล้วก็ช่วยกันติดตามหาตัวสาวไฮโซ  ไม่มีวี่แววจะพบ

              เธอรู้ตัวว่าโดนไฮโซกำมะลอต้มซะแล้ว  ไม่น่าเลย  มองเห็นหลังอยู่ไว ๆ  เพราะความเกรงใจนี่เองทำให้สูญไปสองล้านกว่า  แล้วจะไปตามหาตัวที่ไหน  ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน  อย่าให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับคุณนะครับ.

             

Older Posts »