ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 คือ ในปี พ.ศ. 2543-2545 เป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศสงครามกับยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติขานรับนโยบายทันที มีการสำรวจและขึ้นบัญชีผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ติดและเสพยาเสพติด รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สิ่งหนึ่งที่ตำรวจนครบาลทำมานานและได้ผลคุ้มค่า คือ การให้ตำรวจทุกสถานีในนครบาลออกเยี่ยมเยียนชุมชนในพื้นที่สัปดาห์ละ 2 ชุมชน จนกว่าจะครบทุกชุมชน เมื่อครบทุกชุมชนแล้วก็เวียนเริ่มต้นใหม่ จะเยี่ยมชุมชนไหนบ้าง ในวันใดจะต้องส่งแผนไปให้กองบัญชาการนครบาล เพื่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะพิจารณาว่าควรจะร่วมกิจกรรมนี้กับสถานีตำรวจใด และหลังจากมีการเยี่ยมเยียนจะต้องทำรายงานส่งโดยถ่ายภาพประกอบด้วย เรียกว่าคุมเข้มยกเมฆไม่ได้ก็แล้วกัน
พื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ที่ผมกำกับดูแลมีทั้งสิ้น 8 สถานี คือ 1. สน.หัวหมาก 2. สน.ลาดพร้าว 3. สน.วังทองหลาง 4. สน.โชคชัย 5. สน.บึงกุ่ม 6. สน.บางชัน 7. สน.ประเวศ 8. สน.อุดมสุข คิดดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าภาระมากแค่ไหนเพราะแต่ละสน.มีชุมชนอยู่ในพื้นที่ สน.ละ 20-30 ชุมชน รวมทั้งกองบังคับการ 200 กว่าชุมชน แต่ก็เป็นเรื่องดี คุ้มค่าลงทุน ดังที่ผมกล่าวแล้วตอนต้น คุ้มค่ายังไงอ่านตามไปก็แล้วกัน
ในแต่ละสถานีตำรวจ จะมีตำรวจอยู่ชุดหนึ่ง สถานีละ 4-5 คน มีนายตำรวจเป็นหัวหน้า ตำรวจชุดนี้ จะเป็นชุดที่มีบุคลิกเข้ากับคนง่าย อารมณ์ดี เจรจาไพเราะ เล่นจำอวดร้องเพลงได้ ตำรวจชุดนี้เรียกว่า “ตำรวจชุมชนสัมพันธ์” ชื่อย่อว่าชุด “ตชส.” ชุด ตชส. เป็นหัวใจของงานสถานีที่จะเข้าถึงชุมชม ฉะนั้นผู้เป็นหัวหน้าสถานี หรือหัวหน้าหน่วย ต้องพยายามสืบเสาะหาตำรวจที่มีฝีมือด้านนี้ แล้วดึงเอาตัวมาอยู่ในหน่วยงานของตน ชุด ตชส. ของสถานีตำรวจบางสถานีผมว่าเอาไปเล่นตลกแข่งกับมืออาชีพได้เลย กองบัญชาการตำรวจนครบาลเคยจัดให้ชุด ตชส. ของแต่ละสน. ประกวดประชันกันถึงกลเม็ดเด็ดพรายในการเข้าถึงชุมชนของแต่ละชุด ผู้บังคับบัญชาไปดูการแสดงแล้วให้คะแนนหัวเราะกันจนตกเก้าอี้ เท่ากับดูคณะตลก 87 คณะ (เพราะมี 87 สถานี) สน.ใดได้ที่ 1 ที่ 2 จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าทุกสน. มีชุด ตชส. เด็ด ๆ ทั้งนั้น
ตอนที่ผมเป็นผู้บังคับการอยู่ที่กองบังคับการนครบาล 4 ผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนชุมชนร่วมกับชุด ตชส. ดังกล่าวร้อยกว่าชุมชน โดยถ้าผมจะไปร่วมที่ชุมชนไหน ชุด ตชส. พื้นที่จะไปโหมโรงก่อน มีการแสดงดนตรี ร้องเพลง เล่นตลก แจกของ พอคนมารวมกันมาก ๆ ชุด ตชส. ก็จะตีสายบอกผมให้รีบไปร่วม โดยพิธีกรชุด ตชส. จะมีวิธีพูดเรียกน้ำย่อยให้คนอยากพบผู้การ เช่น หยอดคำพูดไปว่าท่านเป็นพระเอกหนังเก่ายุคสรพงษ์ ชาตรี พอผมไปถึง แน่นอนต้องปรากฏตัวบนเวที สุนทรพจน์ต้องเตรียมไว้เป็นอย่างดี สั้น หนักแน่น จริงใจและได้ประโยชน์แก่ชุมชน และที่อดไม่ได้ คือ การร้องเพลง นี่แหละเป็นที่มาของการเป็นนักร้อง การเป็นนักร้องไม่ใช่ง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าใครอยากร้องเพลงจับไมค์ได้ก็ร้อง มันต้องฝึก มิฉะนั้นคนฟังจะแอบนินทาว่า “เสียงเหมือนหมาอมฮอลล์” การสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมานี่สำคัญ ปอดจะต้องใหญ่ปล่อยลมออกมาอย่างต่อเนื่อง ให้พอดีกับห้องของดนตรี (ปล่อยลมผ่านลำคอออกทางปากนะครับ ถ้าออกทางก้นก็เลิกกัน) ทำนองต้องได้ จังหวะต้องพอดี แถมลีลานิดหน่อย (ให้สมอายุ) ผมจึงต้องมีเพลงลูกทุ่งประจำตัว 2-3 เพลง และลูกน้องผมต้องรู้ใจ ไม่เอาเพลงที่ผมร้องได้ไปร้องเสียก่อน
ปีสุดท้ายที่ผมรับราชการอยู่ที่นครบาลเป็นช่วงที่รัฐบาลเปลี่ยนแผนการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดในกทม. เดิมผู้อำนวยการปราบปรามยาเสพติดในกทม. คือ ผู้ว่า กทม. เช่นเดียวกันกับในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการปราบปรามในจังหวัดของตน ต่อมารัฐบาลได้เปลี่ยนให้ ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการปราบปรามยาเสพติดในกทม. จึงมีการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นหัวหน้าอำนวยการปราบปรามในส่วนของพื้นที่ ๆ ผมกำกับดูแล นำไปสู่การรณรงค์หาแนวร่วมในการต่อต้านการแพร่ระบาดยาเสพติด ขั้นแรกผมจัดทำป้ายคำขวัญต่อต้านยาเสพติด ตามถนน และแยกต่าง ๆ ภายในพื้นที่ 200 กว่าป้าย เสียงสะท้อนกลับไม่มี เลยเปลี่ยนแผนใหม่ ขึ้นป้ายโฆษณาใหญ่พอ ๆ กับป้ายโฆษณาสินค้าติดริมถนน โดยตัวผมเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือปืนทำหน้าดุ ข้อความต้องโดนใจ คราวนี้ได้เรื่อง คนพูดถึงกันทั้งเมือง สื่อทั้งหนังสือพิมพ์และทีวีทำข่าวโดยไม่ต้องมีการร้องขอ เบื้องหลังการถ่ายทำเหนื่อยหนักหนาสาหัส เช่น การหาผู้สนับสนุน ทำ จัดหาช่าง อุปกรณ์ไม้หน้าสาม เสาเข็ม ไม้อัด และต้องมีชุดซ่อมประจำ มีรายการให้ซ่อมทุกวัน เพราะแต่ละป้ายสูงเท่าตึก 5 ชั้น ป้ายทนลมพัดไม่ไหว เดี๋ยวป้ายนั้นพัง ป้ายนี้พัง มีอยู่ 8 ป้าย วิ่งซ่อมกันทุกวัน ถ้าชุดช่างไปช้า ป้ายไหนล้ม ชาวบ้านมาช่วยเก็บไม้ ทั้งไม้หน้าสามและไม้อัดเอาไปสร้างบ้าน บางป้ายต้องจ้างคนที่อยู่ใกล้ ๆ เฝ้า เพราะตอนดึก ๆ มีพวก “ซาเล้ง” (พวกสามล้อเก็บของเก่าขาย) ซาเล้งชุดนี้มาตอนดึก ๆ ประมาณตี 2 ตี 3 ใช้ค้อนตอกทอยตะปู ถอด เอาไม้หน้าสามไป ตอนแรกไม่ทราบเหตุว่าทำไมป้ายโดนลมพัดจึงพังง่าย ตอนหลังจับได้ว่า พวกซาเล้งมาช่วยขโมยเอาไม้หน้าสามที่ตอกยึดไป ทำให้ความแข็งแรงลดลงพอโดนลมก็ล้มทั้งแผง เมื่อล้มแล้วไม่รีบซ่อมชาวบ้านช่วยขโมยเกลี้ยง ฉะนั้นท่านผ่านไปบางทีจะเห็นมีรูปผมติดอยู่ตามฝาบ้าน ชุมชน นั่นแหละ แนวร่วมที่ช่วยรื้อป้ายเวลาโดนลมล้มลงไปละครับ ฉนั้นจึงไม่แปลก ที่ปัจจุบันป้ายโฆษณาโครงสร้างเป็นเหล็ก เพราะเขากลัว “ซาเล้ง” ครับ
ช่วงที่รณรงค์ให้ประชาชนร่วมต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด นโยบายสำคัญของรัฐบาลเรื่องหนึ่ง ก็คือ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยให้ประชาชนรวมตัวกัน ป้องกันตนเอง เพื่อความปลอดภัย และผาสุกของชุมชน และครอบครัวของเขา โดยตำรวจและฝ่ายปกครองจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ก่อน เมื่อชุมชนเริ่มเข้าใจ รู้จักดูแลกันเอง เราจึงปล่อยและคอยดูแลห่าง ๆ บางชุมชนเข้มแข็งจริง เช่น จัดหาชายฉกรรจ์ที่สมัครใจ แต่งเครื่องแบบ จัดเวรยาม สายตรวจในชุมชน ใครต้องสงสัยหรือแปลกหน้าถูกตรวจค้น พบใครพกยาเสพติด เขาจะจับมัดทันที แล้วโทรเรียกตำรวจมารับไปดำเนินคดี เป็นอย่างนี้หลายชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแพร่ระบาดของยาเสพติดลดน้อยลง และยังผลให้ปลอดจากการถูกโจรกรรมทรัพย์สินด้วย
ผมอยากจะช่วยให้ชุมชมเข้มแข็งเป็นจริงเป็นจัง นั่นคือ ผมได้บอกกล่าวกับประชาชนที่ผมมีโอกาสไปพบพูดคุยว่า ผมจะต่อสู้เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการจับกุมความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีที่เหตุเกิดซึ่งหน้า รวมทั้งการตรวจค้นตัวบุคคล เมื่อมีเหตุควรสงสัยว่า ได้กระทำความผิดดังกล่าว ประชาชนทุกคนตอบรับด้วยความยินดี และมีกำลังใจที่ช่วยกันป้องกันชุมชนของตนเอง ตามแนวนโยบายชุมชมเข้มแข็ง พอผมเกษียณอายุราชการ ก็มีประชาชนกลุ่มใหญ่มาพบผมที่บ้าน นำคำพูดที่ผมเคยพูดไว้ว่า รัฐต้องให้อำนาจประชาชน ว่าตัวผมต้องต่อสู้ให้ได้มา พร้อมกับลงคะแนนเสียง ให้ผมเป็นนายกไปเรียบร้อยแล้ว นายกสมาคมพลังแผ่นดินต้านภัยยาเสพติดกรุงเทพมหานครนะคร๊าบ อย่าเข้าใจผิดเพราะเมืองไทยมีนายกมากมายเหลือเกิน เมียผมก็เป็นนายก (นายกสมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิคเอเชียและอาคเนย์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์) ปัญหาหนักใจเกิดขึ้นกับผม เพราะผมเคยได้พูดเรื่องนี้กับผู้เป็นใหญ่ในประเทศแล้ว ท่านฟังแล้วเฉย ๆ แนวร่วมของผมก็ยังไม่ลดละช่วยกันสนับสนุนผม ขณะนี้สมาชิกของสมาคมของผมยังเป็นหลักร้อย ถ้าเป็นหลักหมื่นเมื่อไร ช่วยกันหนุนให้ดี อาจมีโอกาสลุ้นกันในสภาก็ได้นะ
นี่แหละเป็นที่ไปที่มาของสมาคมพลังแผ่นดินต้านภัยยาเสพติด สนใจเป็นสมาชิกสมัครได้โดยตรงที่ผมคร๊าบ
ผมเข้ามาอ่านบทความของผู้การเป็นประจำ ชอบมากครับ ตอนนี้ทำงานส่วนตัวทางด้านออกแบบสิ่งพิมพ์ทั่วไป หากผู้การมีงานที่ต้องออกแบบติดต่อผมได้ทั้ง email และโทรศัพท์ครับ ผมขอสมัครเป็นสมาชิก “สมาคมพลังแผ่นดินต้านภัยยาเสพติด” ด้วยคนครับ / ตั้ง 081-555-1416
คุณตั้ง ครับ
ขอบคุณมากครับที่สนใจเรื่องยาเสพติด ตอนนี้ยาเสพติดก็ยังไม่หมดไปจากแผ่นดินไทย ตำรวจก็ยังจับกุมมีสถิติผลงานโชว์ให้เห็น จากสถิติการจับกุมแสดงว่ายาเสพติดยังมีอยู่ ไม่มีทางที่จะทำให้หมดไปได้ เพราะผู้เสพยาหลังจากที่ถูกนำไปบำบัดแล้ว ก็จะถูกส่งตัวกลับไปอยู่สังคมเดิม พบเพื่อนกลุ่มเดิมๆ ยากจนเหมือนเดิม สิ่งแวดล้อมทำให้เขาต้องกลับไปเสพอีก เสพไปด้วย ขายไปด้วย เอายาเสพติดไว้กับตัวจำนวนน้อยๆ เมื่อเวลาถูกจับก็รับว่าเป็นผู้เสพ มีไว้เสพเอง ผู้เสพถือเป็นผู้ป่วย ต้องเอาตัวไปบำบัดรักษา บำบัดเสร็จปล่อยตัวไปก็ไปขายอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ ตราบใดที่คนยังยากจน คนยังไม่มีงานทำ ยาเสพติดก็ยังไม่มีวันหมด
แล้วผมจะส่งใบสมัครมาให้ มีงานพิมพ์เมื่อใดจะใช้บริการของคุณครับ.
สวัสดีครับท่านผู้การ ช่วงนี้ผม รับผิดชอบทำโครงการเกี่ยวกับผู้ประสานพลังแผ่นดินอยู่อยากให้ท่านมาเป็น ที่ปรึกษาโครงการจังเลยครับ เพราะผมไม่เคยจัดกิจกรรมคล้ายๆแบบนี้เลย ถ้าได้ท่าน เป็นที่ปรึกษาโครงการนี้จะเป็นผลดีกับการดำเนินโครงการเป็นอย่างมากเลยครับ เพราะผมไม่เคยจัดกิจกรรมแนวนี้เลย ถ้าท่านจะกรุณาช่วยแนะนำแนวทางในการ เพิ่มศักยภาพของผู้ประสานพลังแผ่นดินในพื้นที่ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำโครงการจะเป็นพระคุณมากเลยครับ ถ้าไม่รบกวนท่านมากจนเกินไปครับ ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะท่านผู้การ
แถวบ้านหนูนะคะ เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกับหนู เขามักจะเล่นไพ่ เล่นยา อ้อ คือว่า หนูรับราชการเป็นครูอยู่ที่จังหวัดตรังนะค่ะ พอมีเทศกาล ร.ร.ปิดก็กลับบ้าน ปรากฎว่าพบสังคมที่บ้าน เพื่อน ๆ สมัยเรียนที่เขาไม่เรียนต่อ เมื่อเสร็จงานกรีดยางแล้ว เขาจะเล่นไพ่เป็นประจำ ตำรวจก็ไม่จับ แล้วในหมู่บ้านก็มีการเล่นยาด้วยค่ะ เขาว่านายตำรวจใหญ่เป็นผู้ค้าคะ (ปากชาวบ้าน) แต่ไม่มีใครกล้าบอกชื่อ เพราะกลัวจะเดือดร้อน ในหมู่บ้านมีคดีเยอะมาก ลักขโมย เกิดขึ้นทุกวัน คนหนุ่มสาว ไม่ศึกษาเล่าเรียน เล่นยา เล่นการพนัน และมั่วสุมทำในสิ่งที่ไม่ดี มีการทะเลาะกันเยอะ ทั้ง ๆ ที่เป็นพี่น้อง ปู่ย่าตายายเดียวกัน แต่ไม่ปรานีปรานอมกัน นามสกุลเดียวกัน ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ
เมื่อก่อนหนูอยากกลับไปอยู่ที่บ้าน แต่พอเจอสังคมแบบนั้น หนูอยู่ ในตัวเมืองปลอดภัยกว่าเยอะ สงสารลูก ๆ ค่ะ กลัวไม่ทันอบายมุขเหล่านั้น ทุกวันนี้หนูก็พร่ำสอนนักเรียนให้คิดดี ทำดี ขยันเรียน จะได้มีอาชีพดี ๆ หลีกเลี่ยงอบายมุข
ขอฝากท่านผู้การด้วยนะคะ หนูอยากให้สังคมที่บ้านปลอดยาเสพติด เพราะพวกเขาก็เป็นญาติพี่น้องของหนูเหมือนกัน แต่หนูบอกพวกเขาไม่เชื่อ เขาหาว่าพอมันเป็นครูแล้วมันบ้าวิชาการค่ะ
ขอแสดงความนับถือ
ครูอ้น
เรียนครูอ้น
ยอมรับว่ายาเสพติดแพร่ระบาดหนักขึ้นกว่าเดิม มาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้แก้ไขน่าจะไร้ผล กล่าวคือ ยอมรับว่าผู้เสพยาคือผู้ป่วย ต้องบำบัดรักษา ทุกวันนี้เมื่อมีการจับกุมผู้เสพยาเสพติดก็จะส่งไปบำบัด หมายถึงต้องรับโทษทางอาญาคือติดคุกก่อนแล้วส่งเข้าสถานบำบัด ผู้ติดยาเมื่อได้รับการบำบัดระยะหนึ่ง จะมีคณะกรรมการตรวจสอบว่าผู้ติดยานั้นเลิกยาได้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าเลิกได้แล้วก็ปล่อยตัวไป
ปัญหาก็คือ ผู้ที่ได้รับการบำบัดแล้วกลับไปสู่สภาพสังคมเดิมๆ อยู่ในชุมชนแออัด ในสลัม ในแหล่งมั่วสุมที่มีเพื่อนๆเสพยา ไม่ช้าผู้ที่ผ่านการบำบัดก็จะไปเสพยาอีก
ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ ความยากจน ผู้ติดยามักจะเป็นผู้ตกงาน ไม่ทำงานทำการ ตกเป็นเครื่องมือของผู้ค้ายา ได้รับค่าจ้างในการปล่อยยา ผมเคยไปสอบถามผู้จำหน่ายย่อยเหล่านี้ เขาบอกว่ามีรายได้จากการขายยาวันละ ๘๐๐ บาทถึง ๑๐๐๐ บาท และได้ยาเสพเป็นโบนัสอีกด้วย
ตำรวจจึงหันมาปราบปรามผู้จำหน่ายรายใหญ่ แต่ก็จับกุมได้ยาก จะจับได้แต่หางแถว เกิดอาชีพใหม่อีกอาชีพหนึ่ง พวกมอเตอร์ไซด์ส่งยา เขาเรียกกันว่า “พวกเหวี่ยง” หมายถึง พวกส่งของจะขี่มอเตอร์ไซด์เฉียดมายังจุดนัดหมายแล้วโยนยาให้ แล้วก็ขับรถไปเลย คนขายมีหน้าที่ขาย ได้เงินแล้วโอนเข้าบัญชี ถ้าเบี้ยวจะไม่ส่งยาให้ ก็จะลงแดงตาย
การปราบปรามของตำรวจไม่ทำให้การจำหน่ายและการเสพยาหมดไป เป็นเพียงการปราม ทุกวันนี้ตำรวจจับกุมเพียงให้มีสถิติว่าทำงานเท่านั้น
สิ่งที่รัฐบาลรณรงค์เรื่องยาเสพติดคือ ให้ความรู้กับครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ให้ห่างไกลยาเสพติด หวังจะลดปริมาณผู้เสพลง แต่รัฐบาลไม่ได้ทำจริงจัง มัวไปยุ่งกับเรื่องอื่นซึ่งเป็นความอยู่รอดของรัฐบาลเองมากกว่าประชาชน
ในที่สุด ประชาชนต้องช่วยตัวเองครับ
ผมขอก็อปขอมูลไปนะคับ ไปส่งครู
ช่วยผมด้วยให้ผมได้เป็นบ้างครับ