Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ

คดีที่ปวดหัวเรื่องหนึ่งคือคดีรถชนหรือโดนกัน  ปวดหัวทั้งคนขับคู่กรณีและพนัก
งานสอบสวน  ใครมีเส้นมีสาย  เส้นเล็กเส้นใหญ่ขนมาใช้กัน  พวกที่ไม่มีเส้นไม่ค่อยรู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องขวนขวาย  เป็นเรื่องที่ผมถูกปลุกตอนดึกๆอยู่เสมอ  จะบอกเคล็ด(ไม่ลับ)ให้ตามหัวข้อเรื่อง “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ”  ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน  ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าควรทราบ  ไม่ได้สอนให้หัวหมอหรือเอาเปรียบคู่กรณี  แต่คุณควรจะรู้กฏเกณฑ์กติกาที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ,ศาล,ทนายความหรือพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัยเขาใช้กัน   กฏหมายฉบับเดียวคือพระราชบัญญัติการจราจรทางบกซึ่งมีอยู่แค่ร้อยกว่ามาตรา   ผู้ทำหน้าที่สอบสวนและพิพากษาคดีใช้กฏหมายเล่มนี้เป็นคัมภีร์   แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ทราบว่าได้ศึกษากฏหมายฉบับนี้บ้างหรือไม่   บางคนไม่เคยอ่านเลยแต่สอบใบอนุญาตขับขี่ผ่าน   คนรุ่นเก่าใช้เส้นสายทำใบอนุญาตขับขี่โดยไม่ได้สอบ   บางคนอ่านเพียงแค่ผ่านตาไปเที่ยวเดียว   ฉะนั้นเคล็ดลับของการ “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ”คือ  ให้ท่านไปหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านทำความเข้าใจอย่างน้อย ๒ เที่ยวต่อเดือน   อ่านทุกเดือนนะครับไม่เช่นนั้นลืม   ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเขาต้องเปิดดูบ่อยเพราะมีคดีรถชนหรือโดนกันทุกวัน
ทบทวนความรู้เดิมกันสักหน่อยนะครับ  เริ่มตั้งแต่คำจำกัดความ   ท่านคงเข้าใจแล้วนะว่า  ทางร่วมทางแยก  ที่คับขัน  เขตปลอดภัย  ช่องเดินรถ  เส้นห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถ  เส้นแนวหยุด  เส้นให้ทาง  เส้นทางข้าม  เส้นทะแยงห้ามหยุดรถ  เส้นชลอความเร็ว ฯลฯมีความหมายเช่นไร  และท่านจะต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะถูกต้อง  ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่นก็คือผิด  เมื่อท่านไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรแล้วถือว่าท่านประมาทปราศจากความระมัดระวัง  นั่นก็คือถูกตัดสินให้เป็นฝ่ายผิด   ส่วนมากตำรวจหรือพนักงานสอบสวนจะชี้เบื้องต้นให้คู่กรณีทราบก่อนว่า  “คุณเสียเปรียบคู่กรณี”(ที่จะชี้ว่าได้เปรียบคู่กรณีไม่เคยมี ) และมักจะไม่ชี้ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า  คุณเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด  ภาษานักเลงเรียกว่า “แทงกั๊ก” มันมีเหตุผลหลายอย่างครับ
นอกจากนี้แล้วยังมีลักษณะสำคัญของกฏหมายฉบับนี้ที่ท่านต้องแม่น   คือเรื่องการใช้ทางเดินรถ  ตั้งแต่การขับรถ   การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า   การออกรถ  การเลี้ยวรถ  การกลับรถ  การหยุด  การจอด  การใช้ความเร็ว  การปฏิบัติตามสัญญาณและเครื่องหมายจราจร   กฏหมายเขียนไว้ละเอียดยิบ   ผมยังงงว่าคดีรถชนเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้ทำอย่างนั้นให้ทำอย่างนี้   ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลย   ยกตัวอย่างเช่นการขับขี่รถจะต้องขับขี่ในช่องทางเดินรถ   ถนนบางเส้นทางตีช่องทางไว้ให้ขนาดกว้างช่องละประมาณ ๒ เมตรครึ่ง   ขนาดของรถยนต์ปกติกว้างที่สุดประมาณ ๑ เมตร ๘๐ เซ็นต์   กฏหมายห้ามขับขี่รถคร่อมเส้นแบ่งช่องทาง   เส้นทางใดที่ไม่มีเส้นแบ่งช่องทางเดินรถก็ให้ถือแนวกึ่งกลางถนนเป็นแนวเส้นแบ่ง    การขับรถตามกันให้เว้นระยะห่างพอสมควรพอที่ผู้ขับขี่รถคันหลังจะหยุดรถได้ทันเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับรถที่ขับขี่อยู่ข้างหน้า (มีบัญญัตไว้ใน ม.๔๐)   เรื่องการเว้นระยะห่างนี้ศาลฎีกาเคยพิพากษาเป็นบันทัดฐานว่าอย่างน้อย ๑๕ เมตร  และถ้าหากรถมีความเร็วต้องเว้นระยะห่างมากยิ่งขึ้น   ความเร็วของรถยนต์ในเมืองสูงสุดได้ไม่เกิน  ๙๐ กม./ชม. และเมื่อขับขี่เข้าเขตเทศบาล  หรือผ่านทางแยกต้องลดความเร็วลงครึ่งหนึ่ง    ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลยเว้นแต่คุณจงใจจะขับชน
สถิติคนตายเพราะอุบัติเหตุจราจรของประเทศไทยทั้งประเทศ  ในยามปกติจะเสียชีวิตชั่วโมงละ ๑ คนครึ่ง   ถ้าในช่วงเทศกาลเสียชีวิตชั่วโมงละ ๓ คน (เป็นตัวเลขถัวเฉลี่ย) จะเห็นว่าคนตายเพราะอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกันมากว่าในการสู้รบหรือทำสงครามและมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง
เมื่อถึงเทศกาลครั้งหนึ่งๆ  เช่นวันสงกรานต์  วันขึ้นปีใหม่  มีผู้คนใช้รถใช้ถนนกันมาก    อุบัติเหตุเกิดขึ้นสูงตามไปด้วย   รัฐบาลรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยโดยวัดกันที่จำนวนคนตาย   สมัยที่ผมยังมีหน้าที่อยู่ (ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง)  เคยเข้าร่วมประชุม   ผมพยายามคัดค้านตลอดว่า  จะวัดกันที่จำนวนคนเจ็บคนตายไม่ได้  มันต้องวัดกันที่จำนวนครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ   เรื่องการเจ็บการตายเป็นเรื่องประสิทธิภาพของการแพทย์และหน่วยกู้ภัย   ยกตัวอย่างคนขับรถโดยสารขับรถหลับในพาผู้โดยสารจำนวน ๔๐ คนลงเหวข้างทาง  ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ตายหมด   อย่างนี้จะถือว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องควบคุมจัดการจราจรบกพร่องทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการจราจรตั้ง ๔๑ คนไม่ได้  เพราะอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับขี่ประมาทเพียงคนเดียวรายเดียว  ผมก็ไม่รู่ว่ารัฐบาลเขาคิดกันยังไง
สาเหตุใหญ่ๆที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกัน
ขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด
เลี้ยวรถตัดหน้ารถอื่นในระยะกระชั้นชิด
เปลี่ยนช่องทางเดินรถ  หยุดรถ  เลี้ยวรถโดยไม่ให้สัญญาณก่อนล่วงหน้า
ขับขี่รถในขณะที่ร่างกายหย่อนความสามารถในการขับขี่  เช่นหลับในรวมทั้งขับรถ
ในขณะมึนเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นด้วย
และท่านได้โปรดทราบไว้ด้วย
– กรณีเลี้ยวรถทางขวาหรือกลับรถ   ห้ามกระทำเมื่อมีรถสวนทางมาในระยะห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร(มาตรา ๕๒)
– ผู้ขับขี่รถต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยวรถ  เปลี่ยนช่องเดินรถ  จอดรถหรือหยุดรถ  ในระยะทางไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร (มาตรา ๓๖)
– การขับขี่รถขึ้นหน้ารถอื่นหรือแซงรถ  ต้องแซงทางด้านขวา  เว้นในกรณีที่รถที่ถูกแซงกำลังจะเลี้ยวขวา  หรือเป็นถนนที่แบ่งช่องทางเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่สองช่องขึ้นไป (มาตรา ๔๕)
– การขับขี่แซงขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถซึ่งมิได้แบ่งช่องเดินรถไว้   ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายๆครั้ง  หรือให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวา  เมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางและทำได้อย่างปลอดภัยจึงจะแซงขึ้นหน้าได้ (มาตรา ๔๔)  ผู้ขับขี่รถแซงขึ้นหน้ารถอื่นเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง
– ผู้ขับขี่รถคันที่จะถูกแชง  เมื่อจะให้รถอื่นแซงขึ้นหน้า  ต้องให้ไฟสัญญาณกระพริบเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถด้านซ้ายหรือไฟเลี้ยวซ้าย (กรณีแซงด้านซ้ายเป็นเรื่องห้ามแซงตามที่ได้กล่าวไปแล้ว)  ข้อนี้เป็นเรื่องของมรรยาทการขับขี่รถ (มาตรา ๓๘อนุ ๓)
– กรณีห้ามแซงเด็ดขาด  เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน  ขึ้นสะพาน  อยู่ในทางโค้ง(เว้นแต่จะมีเครื่องหมายให้แซงได้)    ภายในระยะ ๓๐ เมตรก่อนถึงทางข้าม  ทางร่วม  ทางแยก  วงเวียน  ทางเดินรถที่ตัดกับทางรถไฟ  เมื่อมีหมอก  ฝน  ฝุ่นหรือควันทำให้ไม่อาจมองเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ ๖๐ เมตร  เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย (มาตรา ๔๕)
– ในทางเดินรถ  ให้ถือเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ชนหรือโดนคนเดินเท้า (มาตรา ๓๒ กฏหมายบังคับให้คนขับรถต้องระมัดระวังคนเดินเท้า)
– แต่ในกรณีที่ผู้ขับขี่รถ  ชนหือโดนคนเดินเท้าที่ข้ามถนนทางนอกทางข้าม (เมื่ออยู่ในเขตที่บังคับให้ต้องข้ามในทางข้าม)  หรือลอด  หรือผ่านสิ่งปิดกั้นห้ามข้ามทาง   ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว  มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้ (มาตรา ๑๔๕)

โปรดสำรวจตนเองว่าท่านแม่นกฏหมายจราจรเพียงใด  แล้วท่านปฏิบัติตามด้วยหรือไม่  ถ้าท่านยังไม่ทราบต้องรีบหาซื้อกฏหมายจราจรมาอ่าน  มิฉะนั้นเมื่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนท่านจะพูดอะไรที่มันเข้าตัว    เท่ากับสารภาพผิดไปโดยปริยาย   อย่าลืมนะครับ   อ่านกฏหมายจราจรเดือนละ ๒ เที่ยวทุกเดือน   ขับรถชนเมื่อใดรับรองท่านได้เปรียบ.

พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท

399 Responses

  1. ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านหรอกค่ะ แต่อยากรู้ไว้ประดับสมองว่า
    1.ถ้ารถยนต์ชนกับจักรยานยนต์ โดยที่จักรยานยนต์เป็นคนผิด คือ ขับรถด้วยความเร็ว ย้อนศรเข้ามาในทางเดินรถที่รถยนต์วิ่งอยู่ ใครเป็นคนผิด และต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
    2.ถ้ารถจักรยานยนต์ขับตัดหน้ารถยนต์ รถยนต์ ชนท้าย ใครผิดและต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
    ขอความกรุณาตอบกลับไปที่อีเมล์นะคะ เพราะเห็นมีปัญหาตลอด อยากรู้จริง ๆ คะ และถ้าเราจะหากฎหมายเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุ อยู่ในกฏหมายอะไรคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
    มะเหมี่ยว
    mameaw_maejo@hotmail.com


  2. ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ…ได้ความรู้


  3. เรียนท่านสารวัตร
    ขออนุญาตเรียนปรึกษาครับ กรณีขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ตัดหน้าเพื่อที่จะกลึบรถ โดยที่รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์โดนตรงกลางหน้ารถยนต์ แต่ตำแหน่งของรถจักรยานยนต์กระเดนไปอยู่ด้านซ้ายของเลนใน ผู้บาดเจ็บไม่ได้เป็นอะไรมากหัวแตกนิดหน่อย แต่มีการเรียกค่าทำขวัญ หนึ่งแสนบาท ถ้าจะสู่คดีพอจะได้เปรียบหรือเปล่าครับ


  4. เรียนท่านสารวัตร
    ขออนุญาตเรียนปรึกษาครับ กรณีขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ตัดหน้าเพื่อที่จะกลึบรถ โดยที่รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์โดนตรงกลางหน้ารถยนต์ แต่ตำแหน่งของรถจักรยานยนต์กระเดนไปอยู่ด้านซ้ายของเลนใน ผู้บาดเจ็บไม่ได้เป็นอะไรมากหัวแตกนิดหน่อย แต่มีการเรียกค่าทำขวัญ หนึ่งแสนบาท ถ้าจะสู่คดีพอจะได้เปรียบหรือเปล่าครับ
    ปราการ


    • เรียนท่านผู้การผมมีเรืองอยากจะถามว่าผมขับรถไปชนเสาไฟฟ้าล้ม1ต้นแต่ผมไม่มีตังจ่ายแต่อยากขอผ่อนชำระได้ไหมรถก้พังตอนนี้ผมกลุ้มไจมากเพิ่งชนวันที่06/07/2552ฝนตกหนักถนนลื่นผมจะติดคุกไหม


  5. เรียน คุณปราการ
    เรื่องคดีรถชนหรือโดนกัน พนักงานสอบสวนจะต้องสอบถามให้ได้ข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ก่อนเกิดการโดนกัน ขับขี่กันมาอย่างไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงก่อนโดนกันแล้ว ก็นำไปพิจารณาเข้ากับข้อกฏหมาย ว่าที่แต่ละฝ่ายปฏิบัติมานั้นถูกต้องตามกฏหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ฝ่ายใดไม่ได้ปฏิบัติตามถือว่า น่าจะเป็นฝ่ายที่ประมาท นั่นคือ “ผิด”นั่นเอง
    แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีรถโดนกันทุกคดีก็คือ พนักงานสอบสวนไม่ได้ข้อเท็จจริงที่มันเป็นเรื่องจริงก่อนโดนกัน มีแต่เรื่องที่ปรับแต่งกันขึ้นมา สอบถามคู่กรณีก็พยายามชี้แจงแสดงเหตุว่าตนปฏิบัติถูกต้อง (ปฏิบัติถูกด้วยกันทั้งสองฝ่าย) พนักงานสอบสวนปวดหัว จึงต้องนำไปสู่ การเอาสภาพที่เห็นหลังเกิดการโดนกันแล้ว ไปวิเคราะห์ว่า ฝ่ายนั้นน่าจะขับขี่มาอย่างนี้ ฝ่ายนี้น่าจะปฏิบัติอย่างโน้น เป็นการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งอาจจะใช้ดุลยพินิจผิดพลาดก็ได้ เช่นถ้าในที่เกิดเหตุมีรอยห้ามล้อปรากฏบนพื้นถนนเป็นทางยาว สามารถนำไปคำนวณหาความเร็วได้ พนักงานสอบสวนก็จะชี้ได้เลยว่า ฝ่ายที่ปรากฏรอยห้ามล้อยาวขับขี่ด้วยความเร็วสูง เกินกฏหมายกำหนด เป็นฝ่ายประมาท แต่กรณีร่องรอยชนปรากฏอยู่ตรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ บางทีก็ไม่สามารถชี้ได้ถูกต้องว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด
    สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการหา “จุดชน” หมายถึง ต้องหาให้ได้ว่า จุดชนอยู่ในเส้นทางการขับขี่ของฝ่ายใด ประเด็นนี้เป็นการพิจารณาว่า ฝ่ายใดที่ลุกล้ำเส้นทางเข้ามา โดยถือหลัก เส้นทางของฝ่ายใดฝ่ายนั้นได้เปรียบ ใครอยู่เส้นทางตรงได้เปรียบกว่าเส้นทางเลี้ยว ฝ่ายเปลี่ยนเส้นทางต้องให้สิทธิ์รถทางตรง ใครมาก่อนหรือถึงก่อนย่อมมีสิทธิ์กว่า เป็นต้น
    ต้องอธิบายกันยาวเพราะเรื่องรถโดนกันมีปัญหามาก ละเอียดอ่อน ตำรวจกลัวกันมาก ไม่เหมือนคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น หรือฆ่ากันตาย มันมองเห็นชัดกว่า ว่าใครผิดใครถูก
    ผมอ่านข้อปรึกษาของคุณปราการ ไม่แน่ใจว่า ทางฝ่ายคุณปราการฯกำลังจะกลับรถ หรือฝ่ายขับขี่รถจักรยานยนต์กลับรถ จึงแนะนำทั้งสองกรณี ทั้งนี้ต้องเอาตัวบทกฏหมายจราจรมาเป็นบรรทัดฐาน
    มาตรา ๕๒ ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ กลับรถ หรือเลี้ยวรถทางขวา ในเมื่อมีรถอื่นสวน หรือตามมา ในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น
    ยังมีมาตราอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องอีก เช่นกฏหมายบังคับให้รถจักรยานยนต์ รถที่มีความเร็วต่ำ ต้องเดินรถชิดขอบทางด้านซ้าย เว้นแต่กรณีที่จะเลี้ยวรถ
    อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องทุกเรื่องคือความเร็ว อย่าลืมว่ามีกฏกระทรวงที่ใช้บังคับได้เสมือนกฏหมายคือ ในเขตเทศบาล หรือในเขตเมือง ขณะขับขี่ผ่านทางแยกให้ลดความเร็วลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของความเร็วปกติ (ความเร็วปกติคือ ๙๐ กม./ชม.)
    ถ้าคุณปราการฯขับรถยนต์เพื่อจะกลับรถ (ซึ่งเป็นได้ทั้งกลับรถไปทางขวา และกลับรถไปทางซ้าย) รถจักรยานยนต์ขับขี่อยู่ในทางตรง ต้องเอามาตรา ๕๒ เข้ามาจับ คุณปราการฯเลี้ยวกลับในระยะห่างเกินกว่า ๑๐๐ เมตรหรือเปล่า ถ้าน้อยกว่าคุณเสี่ยงต่อการเป็นฝ่ายผิด (มาตรา ๕๒ ใช้บังคับทั้งกรณีขับขี่สวน และกรณีขับขี่ตามกันมา)
    เวลาเดียวกัน พิจารณาการขับขี่รถของฝ่ายจักรยานยนต์ ขับขี่อยู่ในช่องทางถูกต้องตามกฏหมายบัญญัติไว้หรือไม่
    ถ้าเป็นกรณีรถจักรยานยนต์กลับรถ ก็นำมาตรา ๕๒ มาปรับเข้าอีกเช่นกัน
    ทางที่ดี หาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านสัก ๒ เที่ยว แล้วจะทราบว่า ท่านได้เปรียบหรือเสียเปรียบ (หาซื้อ พ.ร.บ.เล่มปัจจุบันนะครับ กฏหมายนี้มีการแก้ไขตลอด) ไม่ว่าตำรวจ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา ถือกฏหมายเล่มนี้เป็นบรรทัดฐานเหมือนกันหมด


  6. เรียงท่าน สารวัตร

    ขออนุญาตเรียนปรึกษาครับ กรณีขับรถจักรยายนต์ชนรถยนต์

    คือเรื่องมันมีอยู่ว่า รถของผมมาทางตรงและเร็ว 70 -80 นี้และ

    แต่รถอีกฝ่ายนึงมาทางเลียวเติมทนนด่านผมแต่ผมเห็นละยะไก

    ล้แล้วผมเสียหักชนรถยนต์เข้าไปเติมๆผมจะสู้ ดคีนี้ใครถูกหรือ

    ผิดครับ แล้วผมก็ไม่มีบรั..ขับขีนด้วยไม่ใส้หมวดด้วย รรถเพื่อน

    อะครับ ช้วยตอบที่นะครับหรือไม่โทรมาเบอร์นี้ก็ได้ครับหรือไม่ก็

    อีเมล์มาก็ได้ครับ bellza.heroman@hotmail.com

    เบอร์ติดต่อ 087 – 726 – 0039 ขอบคุณครับ


  7. ขอรบกวนสอบถาม ท่าน พล.ต.ต.อังกูร ครับ
    ผม อยากทราบว่า เวลาแก้กฎหมายจราจรใหม่ ประชาชนจะรู้ได้ อย่างไรว่ามีการแก้ไขกฎหมายจราจรแล้ว แล้วแก้ข้อใดบ้าง
    การแก้กฎหมายจราจร ถ้าเป็นกฎหมายที่ ดังๆ ประชาชนสนใจ แล้วมีการรณรงค์ออกโทรทัศน์ทุกวัน ประชาชนบางคนยังบอกไม่รู้เลย อย่างเช่น กฎหมายโทรไม่ขับ อันนี้ มีการรณรงค์ เยอะมาก ประชาชนควรรู้ได้ โดยการประชาสัมพันธ์ของสื่อต่างๆ แต่กฎหมายข้ออื่น ๆ ที่ แก้กฎหมายแล้ว ไม่มีการประชาสัมพันธ์ของสื่อ ประชาชนจะรู้ได้อย่างไร ว่ามีการแก้กฎหมายแล้วครับ หรือ มีหนังสือกฎหมายจราจรขายรึปล่าวครับแล้วจะเป็นฉบับใหม่แค่ไหน ครับ

    ปล. เพื่อเป็นการเคารพกฎจราจร จึงอยากรู้และไม่อยากทำผิดกฎจราจรครับ

    ขอบคุณครับ


  8. เรียนคุณโจ้

    เป็นปัญหามานานแล้ว เรื่องประชาชนไม่ทราบว่ามีกฏหมายใหม่ๆออกมาว่าอย่างไรบ้าง ทางกฏหมายถือว่า เมื่อได้ลงประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือว่าทุกคนจะต้องรู้ หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือที่รวบรวมกฏหมายที่ออกมาใหม่ พิมพ์จำหน่ายทุกเดือน (เมื่อก่อนแจกฟรี แต่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก) ผมเคยบอกรับเป็นสามชิก นานเข้าต้องหยุด เพราะหนังสือออกมามากเหลือเกิน ไม่มีที่เก็บ อ่านไม่ไหว สารพัดเรื่อง
    เป็นเรืองที่รัฐบาลต้องแก้ จะให้คนไปหาหนังสืออ่านอย่างเดียวไม่ได้ คนอยู่ต่างจังหวัดห่างไกลจะทำอย่างไร กฏหมายจราจรเป็นตัวอย่างที่ดีมาก มีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อในช่วง ๙๐ วันก่อนที่กฏหมายจะมีผลบังคับใช้ กฏหมายอื่นๆออกมาก็เยอะ บางเรื่องไม่ได้ประชาสัมพันธ์มากอย่างกฏหมายจราจร
    พ.ร.บ.จราจรทางบก หาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือใหญ่ๆทั่วไป แต่ต้องถามคนขายหรือเปิดดูก่อนว่า มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๓ หรือยัง เกี่ยวกับการห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๓ เดิมมีแค่อนุ ๘ มีการแก้ไขเพิ่มข้อความใหม่เป็นอนุ๙ ครับ.


  9. อ่านเมล์ที่นี้ได้ความรู้และมีปัญหาเหมือนกันค่ะ คือคนขับรถจักรยานยนต์เมาแล้วขับรถชนท้าย รถตู้คอนเทนเนอร์หรือรถหัวลาก ผู้บาดเจ็บคือคนขี่จักรยานยนต์ค่ะแล้วเขาเมาด้วยน่ะค่ะ แต่ที่สำคัญคือรถของเรานั่นจอดในที่ห้ามจอดในยามวิกาล แต่เราก้อเปิดไฟให้แสงสว่างรถอย่างดีน่ะค่ะคือทำถูกต้องหมดค่ะ แล้วการจอดรถนั่นก้อจอดรถหน้าโรงงานที่รถหัวลากต้องไปส่งของแต่ที่สำคัญโรงงานที่นี้ไม่มีที่จอดรถให้ เราจึงจำเป็นต้องจอดรถในที่ห้ามจอด แต่ทุกอย่างที่ปฏิบัตินั่นถูกต้องหมดค่ะผิดเรื่องเดียวคือ จอดรถในที่ห้ามจอดเท่านั่น คนเมาบาดเจ็บแล้วกลายเป็นผู้พุททลภาพก้อคือเสียแขนไปข้างหนึ่ง รถหัวลากมีประกันชั้นหนึ่งค่ะและประกันบุคคลที่สามน่ะค่ะ แต่ทางประกันไม่ยอมจ่ายให้เพราะผู้บาดเจ็บเมาแล้วขับไม่อยู่ในการคุ้มครองของประกันใช่ไหมค่ะ ทางเราก้อได้ติดต่อทางผู้บาดเจ็บค่ะว่าต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบางเพราะเราก้อสงสารเขาเพราะต้องสูญเสียมือไปข้างหนึ่งทำให้ทำงานไม่ได้ ถามแล้วน่ะค่ะว่าต้องการเท่าไหร่ แต่เขาไม่ให้คำตอบเหมือน กับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจผ่านไปหลายเดือน แล้วมันก้อจริงค่ะ ตอนนี้เขาฟ้องร้องมาทางเราแล้วว่าต้องการเรียกร้องค่าเสียหายหนึ่งล้านบาท คิดว่าเขาจะฮั้วกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรืเปล่า
    ต้องทำไงดีค่ะ ไม่ให้แพ้คดี ตอบด่วนน่ะ


  10. เรียน คุณ oko

    คดีลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย เมื่อคู่กรณีฟ้องร้องมา ก็ต้องต่อสู้คดีกัน ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษา ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประมาท คงจะตัองต่อสู้กันจนถึงที่สุดคือ ๓ ศาลทีเดียว บริษัทประกันภัยมีทนายความอยู่ คงจะต้องช่วยเหลือฝ่ายที่เอาประกันไว้กับบริษัท

    อยากจะแนะนำว่า พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนสำคัญที่สุด มองข้ามไม่ได้เลย ที่ถามผมมาว่า ฝ่ายตรงข้ามจะฮั้วกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเปล่า เราสามารถตรวจสอบหลักฐานทางฝ่ายเราได้ เช็คสอบได้ว่า พนักงานสอบสวนทำอย่างตรงไปตรงมา ว่าไปตามพยานหลักฐานหรือไม่ การพูดคุยกับพนักงานสอบสวนอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ เข้าไปถามตรงๆเลยว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นในลักษณะนี้ในฐานะพนักงานสอบสวนมีความเห็นเช่นไร พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด (ฝ่ายที่ประมาท)

    ความเห็นของพนักงานสอบสวนสำคัญ เพราะจะต้องไปเบิกความต่อศาล และตามปกติศาลจะเชื่อพนักงานสอบสวนเพราะเป็นคนกลาง และเป็นผู้ที่มีหน้าที่ พนักงานสอบสวนจะให้ความเห็นเกี่ยวร่องรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุ เวลาเดียวกัน ทางเราก็เช็คสอบได้ว่า ร่องรอยพยานหลักฐานที่พนักกงานสอบสวนบันทึกไว้ในสำนวน ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหือไม่

    คุณ oko ลองเช็คหลักฐานทางฝ่ายของคุณว่า มีการผ่าฝืนกฏจราจรข้อใดบ้าง อันจะถือว่า เป็นการประมาทปราศจากความระมัดระวัง หรือใช้ความระมัดระวังน้อยเกินไปตามวิสัยและพฤติการณ์ เท่าที่ฟังเล่ามาพอสรุปได้
    ๑ จอดรถในที่ห้าม ทนายของคุณ oko ต้องแก้ข้อนี้ให้หลุด เพราะทางราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า หากปล่อยให้มีการจอดรถในจุดนี้ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ จึงได้ห้ามจอด
    ๒ การจอดรถในเวลาค่ำคืน ต้องจุดโคมไฟ หรือติดไฟ ให้สามารถมองเห็นได้ชัดในระยะห่างเท่าใด มีกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งผมจำไม่ได้ ของคุณจัดให้มีโคมไฟจุดไว้ หรือติดไว้หรือเปล่า ไม่เกี่ยวกับไฟฟ้าสาธารณะที่ติดไว้ตามถนนนะครับ คนละเรื่องกัน (การเอากิ่งไม้ไปวางขวางไว้ข้างทาง ที่ด้านท้ายรถ ก็เป็นคนละเรื่องกับที่กฏหมายเขียนไว้ ลองตรวจสอบดู)
    ๓ รถของท่านจอดล้ำเข้าไปในผิวการจราจรหรือไม่ หรือว่าอยู่ในไหล่ทาง
    ๔ ที่ว่าคู่กรณีขับรถในขณะมึนเมาสุรา ให้แน่ใจนะครับว่าพนักงานสอบสวนได้ให้แพทย์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอร์ในเลือดของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไว้แล้ว และเอกสารนั้นติดอยู่ในสำนวน (อย่าให้เป็นเฉพาะความรู้สึกว่าคู่กรณีขับรถขณะมึนเมา ต้องมีเอกสารการตรวจของแพทย์ยืนยัน)
    ๕ ความเห็นของพนักงานสอบสวน เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนสรุปความเห็นอย่างไร ฟ้องฝ่ายไหนบ้าง ศาลจะเชื่อตามความเห็นพนักงานสอบสวน
    อังกูร.


  11. เรียน ท่านสารวัตร

    อยากจะขอความกรุณาในการให้คำปรึกษา เกี่ยวกับคดีรถชนครับ ลักษณะการชน
    รถของผมขับมาทางขึ้นสะพาน และรถจักรยานยนต์ขับเสียหลักข้ามเลนมาทางเดินรถผม ผมต้องหักลบอกทางขวา แต่ก็ไม่พ้นครับทำให้รถชนกันทางฝั่งซ้าย พังยับ
    แต่ร่องรอยการชนอยู่ในเลนของผมอยู่ คนขับรถจักรยานยนต์ลักษณะคิดว่าเมาอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นคนขับรถจักรยานยนต์เจ็บหนักนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยครับ
    กว่าประกันของผมจะมาถึงที่เกิดเหตุ ฝ่ายผมมีพยาน 1 คน คือยามแถวนั้นครับ

    ตอนนี้คนเจ็บโชครายครับโดนตัดขาด้านซ้าย นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
    การที่มีพยาน 1 คน จะสามารถช่วยอะไรได้หรือไม่ครับ เพราะคิดว่าคนเจ็บหนักขนาดนี้ ต้องเรียกค่าเสียหาย จากผมแน่เลย แต่ในทางปฏิบัติแล้วทางจราจร ผมไม่ผิดเลยนะครับ บริเวณนั้นไม่มีทางเลี้ยวได้เลยครับ

    ขอความกระจ่างด้วยนะครับ (โชคร้ายจริง ๆ )
    nantawut.n@hotmail.com


  12. เรียนคุณ ukk

    หลักในพิจารณาตัดสินคดีจราจร จะดูว่าฝ่ายไหนขับขี่ผิดกฏ หรือไม่ปฏิบัติกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง เกี่ยวกับการจราจร ฝ่ายไหนไม่ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์กติกา ฝ่ายนั้นประมาท ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ทั้งสองฝ่าย ก็ถือว่าประมาททั้งคู่

    รายของคุณ ukk น่าจะเป็นกรณีรถของคุณกับรถ จยย.ขับขี่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยรถ จยย.อยู่ทางด้านซ้าย ให้ถือช่องทางเดินรถเป็นสำคัญ แต่ช่องเดินรถ จยย.ไม่มี กฏหมายบังคับให้ จยย.ต้องขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย และช่องทางด้านซ้ายรถยนต์ก็ขับได้ เพราะตีช่องไว้ให้สำหรับรถยนต์ สรุปใครที่ขับขี่รถยนต์ช่องทางด้านซ้ายท่านจะต้องขับขี่ร่วมไปกับรถ จยย. ต้องระวังให้ดี รถ จยย.เขาชอบแว้งซ้าย แว้งขวา งอกแงกๆ ระวังจะเป๋ไปเกี่ยวกับรถยนต์เข้า เกี่ยวเมื่อไรเป็นล้ม

    คุณ ukk ต้องนำสืบให้ได้ว่า รถ จยย.เป็นฝ่ายขับขี่เสียหลักเข้ามาโดนคุณ ถ้าไม่เสียหลักเข้ามาไม่มีทางโดนกัน และคุณก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการโดนกันแล้ว โดนการหักรถหลบ แต่ก็ยังเกิดการโดนกันขึ้น อาจถือได้ว่า ฝ่ายรถ จยย.หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ ถือเป็นประมาท พยานคนเดียวพอแล้ว เหลือกิน มากพยานเดียวให้การขัดกัน เลยไม่รู้จะเชื่อใคร พยานคนเดียวดีกว่า เอาที่เจ๋งๆ

    เรื่องการเรียกค่าเสียหายในชั้นสอบสวนเป็นเรื่องธรรมดาครับ เป็นการเจรจาออมชอมกัน บางทีไม่ได้พิจารณาลึกว่าใครถูกใครผิด ใครเจ็บใครตายเรียกค่าเสียหายไว้ก่อน เป็นเรื่องมนุษยธรรมและธรรมเนียมแบบไทยๆครับ เรื่องนี้ลองปรึกษาทนายความที่เก่งเรื่องกฏหมายจราจร ถ้าเห็นว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ไม่ต้องไปจ่ายเงินค่าเสียหายอะไรเลย ตำรวจแจ้งข้อหาคุณก็ประกันตัว ถ้าคดีตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ตำรวจมักจะทำสำนวนส่งฟ้อง ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ยังไงๆคุณต้องมีทนาย เสียค่าทนาย ค่าประกัน คำนวณดูว่า ถ้าจะตกลงกันชั้นโรงพักให้ตำรวจช่วย กับจ้างทนายสู้คดีในชั้นศาล ใครถูกกว่ากัน ควรเลือกเอาทางนั้นครับ
    พล.ต.ต.อังกูรฯ


  13. อยากทราบคำตอบเหมือนกับคุณมะเหมียวคะขอบคุณคะที่กรุณาตอบคำถามและช่วยให้เราได้รับรู้เกี่ยวกฏหมายมากขึ้น


  14. เปลี่ยนช่องทางเดินรถ โดยไม่ให้สัญญาณก่อนล่วงหน้า

    เมื่อปลายปีที่แล้วเจอกรณีนี้เลยค่ะ..

    หนูกับครอบครัวขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่กัน โดยแฟนหนูเป็นคนขับรถ ขากลับก็ขับมาเรื่อยๆ จนถึงลำปาง (ความเร็วก็90-100 เป็นถนนใหญ่ 4 เลนแบบ one way ขับมาเลนขวาสุดค่ะ) ก็เห็นมีมอไชค์ขี่อยู่ทางด้านซ้ายมือ ก็ขับไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆมอไซค์ก็เริ่มเบี่ยงมาเลนขวา แฟนหนูก็เริ่มชะลอรถ เบี่ยงออกขวาจนมันออกไปไม่ได้แล้วเพราะมันมีต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ถ้าตกถนนก็ชนต้นไม้ แฟนหนูก็บีบแตรเตือน แต่มอไซค์ก็เบี่ยงมาเรื่อยๆจนมันหลบไม่พ้น ก็เลยชน.. ผล.. กระจกหน้ารถร้าว เพราะคนขี่มอไซค์กระเด็นขึ้นมาที่กระโปรงหน้าแล้วหัว(ใส่หมวกนิรภัยสีเหลือง) ก็กระแทกกระจก ไฟหน้าแตก กันชนหลุด ส่วนคนขี่มอไซค์ไม่เป็นอะไร ถลอกนิดหน่อย (โชคดีมาก)

    ได้ขึ้นโรงพักตามระเบียบค่ะ คนขี่มอไซค์เมา ผู้กองที่โรงพักก็เตรียมจะส่งไปเป่าแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าเครื่องตรวจเสียอยู่ในระหว่างส่งซ่อม

    หลังจากที่สอบปากคำกัน (แฟนหนูเป็นทหารค่ะ) ผู้กองเค้าก็บอกว่าจากหลักฐานรอยเบรค อีกฝ่ายหนึ่งผิดเต็มประตู เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนเลนแบบไม่ระวัง ทางเราก็เลยจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หรือไม่ก็ให้เค้าชดใช้ค่าเสียหายมาเพราะว่าค่าซ่อมรถมันไม่ใช่น้อยเลย ขับต่อไม่ได้แน่ๆ เพราะต้องเปลี่ยนกระจกเปลี่ยนไฟหน้าก่อนอีก ปรากฏว่าอีกฝ่ายเริ่มงอแงค่ะ เค้าอ้างว่า เค้าเจ็บตัว ฝ่ายเราก็ควรจะซ่อมเอง ฝ่านเราก็ตั้งค่าเสียหายไว้หมื่นห้า (แบบเบาะๆ) ทางนั้นก็ยืนยันว่าจะไม่จ่าย

    สาเหตุที่จะไม่จ่ายน่ะเหรอคะ เพราะมีตำรวจเสี้ยมค่ะ ทุกครั้งที่คุยกับฝ่ายเราเสร็จเค้าจะเดินขึ้นไปบนโรงพัก ไปหาคนรู้จักข้างบน ทีแรกเราก็ไม่รู้ค่ะ แต่เห็นหลายทีเลยสงสัย จนจ่าที่นั่งข้างๆเค้ากระซิบบอกว่ามีคนข้างบนเค้าบอกมาว่าให้ยืนยันว่าจะไม่จ่าย แถมจะเอาค่ารักษาพยาบาลด้วย

    เซ็งมากค่ะ เซ็งจนไม่รู้จะพูดยังไง เราไม่ใช่ฝ่ายผิดแท้ๆ ทำไมต้องมาเสียเงินเพราะคนบางคนที่เมาแล้วทำให้ตัวเองเจ็บตัว แถมรถน่ะ ยังไงก็ต้องเสียเงินซ่อมอีก.. สุดท้ายพอทางนั้นโดนจับได้ว่ามีตำรวจคอยเสี้ยมอยู่ก็ยอมจ่ายค่าเสียหายให้เรา จบๆกันไป

    หนูแปลกใจค่ะว่า พวกไม่เคารพกฏจราจรมันถึงได้มีเยอะนัก ความรู้เรื่องการขับขี่ไม่มีเลย เราทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้เหรอคะ เวลาเกิดเรื่องทีไรถึงได้มีคนพูดว่า

    “รถยนต์ผิดเสมอ”

    ถึงรถยนต์ไม่ได้ผิด แต่ก็ต้องไปเสียเงินค่าทำขวัญบ้าบออะไรนั่น ทั้งที่พวกมันทำตัวเองแท้ๆ

    **


  15. คุณ Kuchiki-R

    ระบบราชการไทยก็เป็นอย่างนี้แหละ จะขึ้นโรงพักทีก็ต้องมีคนฝากไป ต้องใช้เส้นใช้สาย แต่ทุกอย่างมันก็มีกฏเกณฑ์ของมันอยู่ สำหรับเรื่องการขับขี่รถ สภาพก่อนชนเป็นเช่นไรตำรวจไม่ทราบ จะซักถามเอาจากคู่กรณี แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือเส้นทาง ผมจึงแนะนำว่า ให้ถือเส้นทางเป็นหลัก เช่นเมื่อเกิดกรณีโดนกัน รถทางตรงย่อมดีกว่ารถเส้นทางเลี้ยว รถทางเอกย่อมดีกว่ารถทางโท เป็นต้น

    คดีไม่ได้สิ้นสุดที่โรงพัก ถ้าเราเห็นว่าไม่เป็นธรรม อย่าไปยอม นำคดีไปสู่การพิจารณาชั้นศาล แต่ส่วนมากไม่อยากเสียเวลา วิ่งหาเส้นใหญ่กว่า เอาไปเกทับกัน นี่คือระบบราชการไทย


  16. บน ตุลาคม 1, 2008 at 7:47 pm | ตอบกลับ อมรรัตน์ เหลืองสุรภีสกุล

    ขอสอบถามท่านหน่อยค่ะ

    กรณีที่เราขับรถเข้าทางโค้ง แล้วรถเกิดสะบัดไปชนกับรถที่จอดอยู่บนไหล่ทาง เลยทางโค้งมาสัก 200 เมตร กรณีอย่างนี้ รถคันที่จอดอยู่ถือว่ามีความผิดด้วยหรือเปล่าค่ะ และมีคนได้รับบาดเจ็บด้วยค่ะ พอดีรถที่ไปชนขาดการต่อพรบ. ขอความกระจ่างด้วยค่ะ


  17. คุณอมรรัตน์ครับ ต้องไปดู ณ จุดที่เกิดเหตุก่อนว่า ตรงจุดที่รถคู่กรณีจอดอยู่นั้นมีเครื่องหมายห้ามจอด เช่นทาสีขาวแดง หรือปักป้ายห้ามหรือไม่ กฏหมายห้ามจอดรถบริเวณหัวโค้ง ทางเลี้ยว ทางแยก บนสะพาน ฯลฯ (จำถ้อยคำที่ถูกต้องไม่ได้) สิ่งไหนที่กฏหมายห้ามไว้ ถึงแม้จะไม่มีเครื่องหมายห้ามติดตั้งไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องห้ามตามกฏหมาย แต่ที่นอกเหนือจากกฏหมายเขียนไว้ เจ้าพนักงานจราจรจะประกาศห้ามจุดใด เรื่องอะไร ต้องติดตั้งแสดงเครื่องหมาย

    แต่ที่ถามมา รถคู่กรณีจอดรถในไหล่ทางเลยโค้งไป ๒๐๐ เมตร เป็นระยะทางไกลพอสมควร น่าจะพ้นเขตทางโค้งแล้ว ถ้าบริเวณจุดนั้นไม่ได้ติดตั้งเครื่องหมายห้ามไว้ก็น่าจะจอดได้ เพราะบริเวณไหล่ทางให้เป็นที่จอดรถในกรณีฉุกเฉินได้ ถ้าไม่มีเครื่องหมายห้ามก็ไม่น่าจะผิด

    ทีนี้มาดูทางฝ่ายเราบ้าง กฏหมายเขียนไว้ การขับขี่รถต้องขับขี่ในทาง ชิดขอบถนนทางด้านขวาเว้นแต่ผิวการจราจรกว้างสามารถขับขี่ไปในทิศทางเดียวกันได้มากกว่า ๑ ช่อง ฯลฯ ดังนั้นเราจึงต้องบังคับรถอยู่ในทาง จะออกไปไหล่ทางไม่ได้

    และอาจจะถูกพิจารณาว่าใช้ความเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนดหรือไม่อีกด้วย ถ้าหากขับไม่เร็ว ทำไมรถเสียหลัก แสดงความเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบรถไม่สมบูรณ์ เราก็ผิดอีกเพพราะกฏหมายห้ามนำรถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่สมบูรณ์มาใช้ในทาง จะอ้างว่าฝนตกถนนลื่นก็โดนอีก เป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวัง

    สรุปแล้ว ฝ่ายเราเสียเปรียบเขานะครับ


  18. สอบถามหน่อยครับ

    คือ จอดรถทิ้งไว้ข้างทาง แล้วใส่เกียร์ว่างไว้ ปรากฏว่า รถดันไหลไปชนคันหลัง (อาจมีคนมาเข็นหรืออาจไหลเอง ไม่ทราบเหมือนกัน)

    คำถามคือ
    1.ผมผิดแน่ๆใช่ไหมครับ ที่ไม่ใส่เบรกมือ
    2.ประกันคู่กรณีเรียกเงินจากผมประมาณ 9000 บาทเป็นค่าซ่อม ผมต้องจ่าย 9000 บาทเลยหรือผมสามารถต่อรองราคาได้ (รถผมไม่มีประกันครับ..และผมคิดว่ามันแพงไปหน่อย)

    รบกวนด้วยครับ


  19. คุณวรัชญ์ครับ
    ต้องขอโทษที่ตอบช้าเพราะเพิ่งกลับจากรัสเซีย
    ๑. เรื่องจอดรถแล้วต้องใส่เบรคมือ ตอนสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ไม่ได้มีกฏหมายบังคับไว้ ผมเกษียณมา ๕ ปี จะต้องไปค้นดู การปฏิบัติตามปกติผมไม่เคยใช้เบรคมือ แต่จะพิจารณาความเหมาะสมตามพื้นที่ๆจอดว่ามีลาดชันหรือไม่เพียงใด
    ๒. เข้าใจว่าเป็นกรณีรถไหลไปโดนรถอื่นที่จอดอยู่ เจ้าของรถจึงต้องรับผิดชอบในทางแพ่ง ฐานประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย (ทางอาญาไม่มีความผิด) ถ้าเรียกร้องมากไป เกินความเหมาะสม ให้คู่กรณีไปฟ้องร้องเอา เรามีสิทธิ์โต้แย้งค่าเสียหาย โดยมีเหตุผลครับ แต่ถ้าผู้อื่นมากระทำให้รถของเราไหลไปโดนรถอื่น ผู้กระทำนั้นต้องรับผิดชอบไม่ใช่เจ้าของรถ
    ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ


  20. เรียน ท่านสารวัต

    ดิฉันประสบอุบัติเหตุรถชนเสาไฟฟ้า เนื่องจาก นั่งข้างคนขับ (แฟนเป็นคนขับ) ไปเชียงรายเป็นทางตรง โดยขับเลนขวา และรถคันข้างหน้าขับเลนซ้าย แต่อยู่ ๆ เขาเห็นมี u-turn ขวา เขาก็เลี้ยวรถเข้าเลนขวา และเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟนที่เป็นคนขับ เหยียบเบรค ทำให้รถหมุน ขึ้นเกาะกลาง เสียบอยู่ตรงเสาไฟฟ้า กรมทางหลวง หักเป็น 2 ท่อน ส่วนรถคันนั้น ก็ขับหายไปเลย ตอนนั้นทางเราก็สลบอยู่ด้วยค่ะ ทั้ง 2 คน จึงทำให้คู่กรณีกลายเป็นเสาไฟ และตำรวจบอกว่า ให้ไปติดต่อที่ทางหลวงชำระค่าเสาไฟ 32,000 แต่เนื่องจากว่าตอนนั้ ดิฉันและแฟนได้รับบากเจ็บสาหัสมาก ดิฉัน ขาหัก ทั้ง 2 ข้างเดินไม่ได้ 7-8 เดือน เลยไม่ได้ไปติดต่อกับทางตำรวจและกรมทางหลวง ( รถประกัน หมด อายุ ค่ะ ) อยากทราบว่า กรณีแบบนี้จะเป็นคดีไหมคะ ( เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว ) แล้วถ้าเป็นคดี จะมีอายุความ กี่ปีคะ แล้วถ้าหมดอายุความ ต้องทำอย่าไรต่อไป ถ้าต้องการจะเอารถออกมาจากโรงพัก
    ไม่รุ้ว่าต้องไปปรึกษาใครค่ะ รบกวนช่วยตอบด้วยค่ะ
    ขอบคุณค่ะ


  21. เรียนคุณsiriwan

    รถยนต์คันที่ขับขี่อยู่ข้างหน้ารถของคุณ ขับอยู่ที่ช่องทางด้านซ้าย เมื่อจะเปลี่ยนช่องทางเดินรถเข้าสู่ช่องขวา เพื่อจะเลี้ยว U-TURN จะต้องให้สัญญาณโดยเปิดไฟกระพริบขวาก่อนและจะต้องดูรถที่วิ่งอยู่ในช่องทางขวา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงเปลี่ยนช่องทาง เมื่อเข้าสู่ช่องทางขวา(ชิดเกาะกลางถนน)แล้ว ยังจะต้องเปิดสัญญาณไฟกระพริบขวาเพื่อเลี้ยวยูเทรินอีก ถ้าพรวดพราดเลี้ยวยูเทรินเลย ถือว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๖ พ.ร.บ.จราจรทางบก เมื่อรถยนต์ดังกล่าวเข้ามาขวางในช่องเดินรถของคุณ แฟนคุณจึงจำเป็นต้องเหยียบห้ามล้อกระทันหัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ถ้านำสืบได้เช่นนี้ รถคันที่เปลี่ยนช่องทางน่าจะเป็นฝ่ายผิด ซึ่งก็หลบหนีไปแล้ว

    อุบัติเหตุเกิดขึ้นในลักษณะนี้บ่อยมาก ที่เป็นข่าวรถตกถนนบ้าง ชนเสาไฟฟ้าบ้าง ความจริงผู้ขับขี่ไม่ได้หลับใน แต่เป็นเพราะหลบรถคันอื่นลักษณะเช่นเดียวกับกรณีของรถคุณ

    เมื่อรถคู่กรณีที่เป็นต้นเหตุหลบหนีไป คุณต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นั่นก็คือเสาไฟฟ้าของกรมทาง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบในทางแพ่ง

    ส่วนในทางอาญา ผู้ขับขี่คือแฟนคุณจะถูกดำเนินคดีในข้อหาขับขี่รถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้ที่ได้รับอันตรายสาหัสคือตัวคุณ เรื่องอายุความอย่าไปสนใจเลยเพราะเราไม่ได้หนีไปไหน รถยนต์ก็ถูกยึดไว้ ต้องไปติดต่อรับรถคืนอยู่ดี รถยนต์นั้นพนักงานสอบสวนต้องคืนครับ จะยึดได้เฉพาะในกรณีที่ผู้ขับขี่หลบหนี ซึ่งพนักงานสอบสวนจะยึดรถไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าเสียหาย

    ขอแนะนำให้ไปเจรจาค่าเสียหายเรื่องเสาไฟฟ้า แล้วไปติดต่อรับรถคืน ขืนปล่อยไว้นาน โดนขะโมยถอดอุปกรณ์รถอีก ส่วนคดีอาญาเรื่องขับรถประมาท ขอร้องพนักงานสอบสวนก็คงจะเห็นใจ จริงๆแล้วเป็นเรื่องสุดวิสัย ความประมาทเลินเล่ออยู่ที่ผู้ขับขี่อีกคันที่หลบหนีไป

    แต่คุณต้องมั่นใจนะว่า ขณะเกิดเหตุแฟนคุณขับรถใช้ความเร็วไม่เกิน ๙๐ กม.ต่อชั่วโมง ถ้าใช้ความเร็วมากกว่านี่ก็เข้าข่ายประมาทด้วยเหมือนกัน


  22. ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบ
    จะรีบไปดำเนินการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ค่ะ


  23. ท่านครับผมมีเรื่องด่วนเลยรบกวนหน่อย คือเรื่องมีอยู่ว่าวันที่3ม.ค52ที่ผ่านมานี้ เวลา19:00น มีเรื่องอุบัติเหตุเกิดขึ้นคือ มีรถเครื่องกับรถจักรยานได้ชนกัน รถเครื่องมี2คนเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ15-17ปี จักรยาน2คนเป็นหญิงอายุ53กับเด็กอายุ9ขวบได้ชนกันโดยมีอยู่ว่ารถจักรยานจะข้ามถนน แล้วรถเครื่องได้วิ่งมาชนช่วงหลังที่เด็กนั่งอยู่เกิดล้ม บาดเจ็บรถเครื่องเจ็บ1คนคนขี่ คางแตกเย็บ2เข็ม คนซ้อนเล็กน้อยเพราะกระเด็นไปส่วนรถจักรยานคนขี่หน้าบวมเล็กน้อยเจ็บภายใน ส่วนเด็กเจ็บหนักโดนไป18เข็มที่หน้า9เช็ม หัวเข่าอีก9เข็ม (รถเครื่องไม่มีไฟ+มาเร็ว) อยากทราบว่าในกรณีนี้รถเครื่องจะต้องจ่ายค่าเสียดายประมาณเท่าไร ถ้ามาอ่านรบกวนโทรฯมาบอกทีนะ หรือใครที่รู้มาเจอก่อนก็ได้บอกที 0801115232 อ้อย


  24. คุณสมศักดิ์

    เรื่องที่คุณสมศักดิ์ฯถามมา ผมขอเอาข้อกฏหมายมาจับก่อนนะครับ

    คำว่า”รถเครื่อง”น่าจะหมายถึงรถจักรยานยนต์ ๑ ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ แต่ดูตามอายุแล้วน่าจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่แน่ ๒ ที่ว่าไม่มีไฟ เข้าใจว่าขับขี่รถในยามค่ำคืนโดยไม่ได้เปิดโคมไฟหน้า ๓ ส่วนคำว่า “มาเร็ว” วัดกันด้วยความรู้สึกไม่ได้ ต้องคำนวณจากรอยห้ามล้อ เอาแค่ ๒ ข้อนี้ก็พอจะชี้ได้ว่า ฝ่ายขับขี่รถจักรยานยนต์มีความประมาท

    ส่วนรถจักรยาน คงหมายถึงรถจักรยานถีบ(ไม่มีเครื่องยนต์) กฏหมายเรียกว่า “ล้อเลื่อน” ผมไม่แน่ใจว่าใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานสองล้อจะถูกยกเลิกไปแล้วหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การที่นำยวดยานหรือสัตว์เลี้ยงเข้าไปใช้ในถนนหลวง จะต้องปฏิบัติตามกฏจราจร นั่นคืออยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ พ.ร.บ.จราจรทุกอย่าง

    การจะตัดสินว่า ใครถูก ใครผิด ต้องดูข้อเท็จจริงประกอบด้วย เช่น รถจักรยานสองล้อถีบข้ามถนนตัดหน้ารถทางตรงในระยะกระชั้นชิดหรือไม่

    แต่ในกรณีนี้ผมเห็นว่าฝ่ายรถจักรยานยนต์เสียเปรียบ ๑ ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาต แสดงว่ายังไม่ได้ผ่านการอบรมความรู้จราจร ยังไม่มีความสามารถในการใช้รถใช้ถนน ๒ รถจักรยานยนต์ไม่มีโคมไฟหน้าแล้วใครที่ไหนจะมองเห็นว่ามีรถแล่นมา เพียงแค่นี้รถจักรยานยนต์ก็โต้แย่งไม่ขึ้นแล้ว

    ส่วนค่าเสียหายควรจะจ่าย หรือ ควรจะเรียกเท่าไรนั้น ทั่วไปมีหลักเกณฑ์พิจารณาดังนี้
    ๑ ค่ารักษาพยาบาล พิจารณาจ่ายไปตามหลักฐานที่ผู้บาดเจ็บได้จ่ายไปจริง
    ๒ ค่าซ่อมรถ ตามค่าซ่อมที่เป็นจริง ส่วนมากจะพากันไปที่อู่ซ่อมซึ่งเป็นอู่กลาง ไม่ใช่อู่ซ่อมของพรรคพวกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
    ๓ ตัวค่าใช้จ่ายที่เป็นปัญหาก็คือ เงินชดเชยฐานที่ทำให้เสียโอกาส เช่น ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ บางคนก็เรียกว่าค่าทำขวัญ บางคนก็เรียกว่าค่าตกใจ เป็นเงินที่จะตกลงกัน

    สรุปขอแนะนำว่า การจ่ายเงินควรจ่ายตามความเป็นจริง จ่ายไปเลยครับ ส่วนค่าทำขวัญค่อยเจรจากัน ฝ่ายเรียกร้องย่อมเรียกสูง ฝ่ายจ่ายก็ไม่อยากจ่าย แต่คำว่า “ไม่จ่าย” ห้ามพูดเด็ดขาด ให้ใช้คำพูดว่า “ผมไม่มีจริงๆครับ” อย่าปฏิเสธเสียทีเดียว เจรจาต่อรองกันหลายๆครั้ง เวลาจะเป็นตัวช่วย อย่าลืม เมื่อมีการจ่ายค่าเสียหายอย่างไรก็ขอให้ทำหลักฐานไว้ว่าได้มีการชดใช้ เผื่อไว้กรณีเรื่องกลับตะละปัดต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล หลักฐานการชดใช้เงินในชั้นสอบสวนช่วยได้บ้าง

    แต่ถ้าเป็นกรณีที่เห็นชัดๆว่าอีกฝ่ายก็ประมาทด้วยเหมือนกัน ก็สามารถเอาเหตุผลนี้อ้างได้บ้าง เช่น คุณไม่หน้าข้ามถนนกระทันหัน หรือ คุณหน้าจะให้สัญญาณให้รถทางตรงรู้ก่อน

    ใช้การเจรจานำหน้า อ่อนน้อมสุภาพเข้าไว้ ข้ออ้างที่ดีก็คือ “ไม่มีจริงๆ” “ขอผ่อนได้หรือเปล่า”


  25. ขอสอบถามเรืองคดีความรถมอเตอร์ไซด์ชนกันค่ะ คือหลานชายอายุ 19 ปี ไม่มีใบขับขี่ค่ะ ขับรถมาถึงตรงบริเวณทาง 3 แยก ซึ่งมีเนินลูกระนาดอยู่ทั้ง 3 ทาง เพราะแยกนี้รถชนกันบ่อย เขาก็ชะลอรถตรงเนินลูกระนาด เพื่อรอที่จะเลี้ยวขวา แล้วก็มีรถที่ขับมาจากทางตรง ด้วยความเร็วสูง ไม่ยอมเบรค ตรงเนินลุกระนาดเลย ทำให้ชนกับรถของหลานที่รอเลี้ยวอยู่ อย่างแรง หลานกระเด็นตกจากรถ ขาขยับไม่ได้ ทั้ง 2 ข้าง ส่วนคู่กรณี คนขับ มีบาดแผลที่ใบหน้า คือ ปากแตก ต้องเย็บ และโหนกแก้มบวมช้ำ แต่กระดูกไม่ได้แตกค่ะ ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาล ทำแผลเสร็จ เอกซเรย์ หมอก็ให้กลับบ้านทั้งคู่ค่ะ แต่เรื่องของรถ ถูกตำรวจยกไปที่สน. เพราะตอนที่ตำรวจมาสอบสวน คนเจ็บไปโรงพยาบาลหมดค่ะ เหลือแต่หนูซึ่งเป็นน้าเขา รอตำรวจอยู่ กับเพื่อนของคู่กรณีค่ะ หนูอยากสอบถามว่า
    1) ในกรณีนี้ถือว่าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบใช่มั้ยคะ เพราะ เขาอยู่ทางเอก ถึงแม้ว่าเขาจะขับรถมาด้วยความเร็วสูง และชนเราน่ะค่ะ เพราะหนูบอกตำรวจ เขาถามว่าใครทางเอก ทางโท ถ้าเราเป็นทางโท ก็ผิดเลยใช่มั้ยค่ะ
    2) ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ทางอีกฝ่ายเขาเรียกร้องค่าเสียหาย โดยจะให้เสียค่าใช้จ่าย ในการทำศัลยกรรมใบหน้าให้เขา ซึ่งทางหนูและหลานก็เห็นว่ามันมากเกินไปที่เราจะสามารถหาเงินมาได้ เพราะดูจากบาดแผลก็คงไม่ได้หนักมาก เพราะหมอก็ไม่ได้ให้นอนโรงพยาบาล
    3) วันนี้ เขาโทรมาเรียกร้องค่าเสียหาย 10000 บาทเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียเวลา คือเขาบอกว่า เขาเสียเวลางานมาหลายวันเพื่อรอเคลียร์ เรื่องรถ แต่เราก็บอกว่า ก็ตำรวจบอกว่าให้คู่กรณีไปเคลียร์เอง แล้วหลานเรายังเดินไม่ได้เลยจะไปเคลียร์ ได้ไง ก็ต้องรอไปก่อน เขาก็ดูไม่พอใจ
    4) ในลักษณะนี้ ถ้าเป็นคดี จะเป็นคดี แพ่ง หรืออาญา แล้วโทษจำคุกนานรึเปล่าคะ ??
    5) ใยกรณีที่เราไม่มีเงินจ่ายจริงๆ เพราะหลานก็ทำงานโรงงานน่ะค่ะ ทางพ่อแม่ก็ไม่ได้มีเงินน่ะค่ะ แล้วเขาไม่ยอม เราก็ยอมติดคุก ได้รึเปล่าคะ
    ขอบคถุณมากค่ะ


  26. เรียน ท่านสารวัตร

    ขอสอบถามนะคะ คือหนูจอดรถยนต์ไว้ในซอย หันหัวรถถูกข้าง จอดชิดไหล่ทาง ด้านซ้าย แต่ตรงข้ามมีทางเข้าห้องเช่า (เป็นห้องเช่านักศึกษา ประมาณซัก 3-4 ห้อง) แล้วมีน้องผู้ชายคนนึง เค้าถอยรถออกมาจากทางเข้าห้องเช่านั้นโดยไม่ระวัง มาชนที่หน้ารถหนูค่ะ อายุเค้าประมาณ 18 ปี ไม่มีใบขับขี้ เค้ายอมรับผิดทุกอย่าง พ่อเค้ามาไกล่เกลี่ย โดยการเรียกประกันของรถน้องคนนั้น ประกันชั้น 2 รอประกันอยู่ 2 ชั่วโมงกว่า ตอนแรกหนูบอกเขาว่าต้องค่าเสียเวลา ค่าน้ำมันรถที่รถหนูจะต้องเข้าอู่ซ่อม เพราะมันเสียหายเยอะเหมือนกัน อีกอย่างบ้านหนูกับอู่ที่อยู่ในประกัน ไกลถึง 45 กิโลเมตร รถหนูก็ต้องใช้ทุกวัน แฟนหนูเค้าค้าขาย (ค้าปลาค่ะ)ด้วยค่ะ รายได้ไม่เยอะมากแต่มันก็ต้องใช้รถ ตอนแรกพ่อของเขาพูดเหมือนจะยอมจ่ายให้หนู หนูเลยยอมให้พ่อเขาใช้ใบขับขี่ตัวเองเพื่อเคลมประกันให้ แต่พอประกันกลับไป เขาโยกโย้จะไม่จ่าย ตอนแรกหนูเรียก 3,000 บาท เขาไม่ยอมให้ ให้ไปฟ้องศาลเอา หนูไม่อยากเป็นเรื่องเป็นความหนูเลยบอกว่าจะให้หนูเท่าไหร่ เค้าจะให้ 1,000 บาท แต่ให้ไปเอาที่บ้านพรุ่งนี้ หนูไม่ค่อยไว้ใจ เพราะรู้ว่ายังไงเค้าต้องมีในกระเป๋าแน่นอน เค้าคุยนักคุยหนาว่าร่ำรวย ที่บ้านมีรถเป็นสิบๆคัน มีลูกน้องเป็นร้อยๆคน หนูเลยเขาไม่ไปที่บ้านเขาหรอก ให้เค้าจ่ายเดี๋ยวนี้แหละ หนูคิดว่าได้แค่ค่าน้ำมันเอารถเข้าไปซ่อมก็ยังดี เค้าไปยอมจ่าย ท้าให้หนูไปแจ้งความและฟ้องศาลเอา เค้าบอกหนูว่าเค้าไม่กลัวเลย เค้ามีทนายส่วนตัว แต่หนูไม่รู้ว่าเค้าพูดจริงหรือเปล่า สุดท้ายเรื่องไปจบที่โรงพัก
    ร้อยเวรเลยลงบันทึกประจำวัน แต่มาถึงตอนนี้หนูไม่ยอมให้เอาชื่อพ่อเขาเป็นผู้ขับ หนูบอกว่า น้องผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ขับซึ่งไม่มีใบขับขี่ เค้าเข้าไปถามร้อยเวรว่าต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่ ร้อยเวรเค้าลงบันทึกประจำวัน ประค่าไม่มีใบขับขี่ ไป 200 บาท ค่าขับรถโดยประมาท 400 บาท แต่เรื่องค่าเสียเวลาตกลงกันไม่ได้ให้หาทนายส่งเรื่องฟ้องศาลแพ่งเอา ระหว่างที่รอร้อยเวรลงบันทึกประจำวัน หนูเลยเดินลงมาข้างล่างโรงพัก พ่อเขาก็หัวเราะพูดว่า เห็นม๊ะ เสียตังค์ค่าปรับแค่ 600 บาทเอง สมน้ำหน้ามันก็ไม่เห็นได้ซักบาท อยากได้ก็ไปฟ้องศาลแพ่งเอา ถ้ามีปัญญา ตอนแรกหนูกะว่าจะให้แล้วเรื่องไป แต่หนูก็ไม่รู้ว่าเค้าเป็นอะไรนักหนา ต้องมาเยอะเย้ยด้วย หนูไม่รวยเหมือนเค้าเหรอ ก็ไม่รู้รวยจริงเหมือนคำพูดหรือเปล่า น่าอายไหมคะถ้าหนูอยากอ้างเรื่องศักดิ์ศรี หนูอยากฟ้องเค้าแต่ยังไม่ได้ไปปรึกษาทนายว่าต้องทำยังไง ค่าใช้จ่ายมันจะเยอะไหม๊คะ หนูพอมีตังค์ แต่ไม่ถึงขั้นรวยนะคะหนูอยากทราบว่าจะฟ้องข้อหาอะไรได้บ้าง

    ขอขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ


  27. เรียนคุณsandy

    รถเลี้ยวกับรถที่วิ่งในทางตรงเมื่อเกิดการชนกัน รถคันที่เลี้ยวจะเสียเปรียบ เพราะกฏหมายจราจรห้ามเลี้ยวรถตัดหน้ารถอื่นในระยะห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร (กรณีรถวิ่งสวนทางกัน) แล้วยิ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ด้วยก็เสียเปรียบเพิ่มขึ้นไปอีก เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความสามารถในอันที่จะขับขี่ แต่ก็ดูจะเป็นเรื่องยาก และถ้าหากมีเรื่องของทางเอก ทางโทเข้าไปเกี่ยวข้อง ทางโทต้องให้สิทธิ์ทางเอกก่อน

    ทั้งหมดเป็นความเห็นของพนักงานสอบสวน แต่จะถูกจะผิดจริงเพียงใดต้องรอให้ศาลพิจารณา

    ต้องทบทวนเรื่องราวดูนะครับ ปรึกษาผู้รู้หรือทนายดู ถ้าเห็นว่าช่องทางที่จะนำสืบให้ฝ่ายของคุณพ้นจากการประมาทเป็นเรื่องยากลำบาก ก็อย่าไปฝืนเลย ศาลจะลงโทษทางอาญาหนักเข้าไปอีก ลองซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านดูนะครับ

    ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหาย อยู่ที่ศิลปะการเจรจา ถ้าตกลงกันไม่ได้คู่ความอีกฝ่ายก็คงจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง คดีแพ่งผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ห่วงแต่คดีขับรถประมาทซึ่งเป็นคดีอาญา ฝ่ายคู่กรณีมีบาดแผลที่หน้า ระวังนะครับว่า บาดแผลนั้นทำให้ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัวหรือไม่ คืออาจจะเป็นแผลเป็นสามารถมองเห็นชัดในระยะไกล เพราะมันอาจเข้า “บาดเจ็บสาหัส” ซึ่งจะต้องนำคดีขึ้นศาล นั่นก็คืออาจมีโทษจำด้วย ถ้าเป็นกรณีที่อีกฝ่ายไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ตำรวจจะเปรียบเทียบปรับ ถือว่าคดีอาญาสิ้นสุด ค่าเสียหายตกลงกันไม่ได้ก็ไปฟ้องร้องกันเอา คดีแพ่งไม่มีโทษจำคุกหรอกครับ


  28. เรียนคุณนานา

    เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมากเลยครับ เพราะฝ่ายคู่กรณีเขาประมาทฝ่ายคุณว่าคงไม่มีปัญญาไปฟ้องคดี เพราะต้องไปจ้างทนาย

    แต่คุณสบายใจได้อย่างหนึ่งคือ ทางคดีอาญาเรื่องขับรถประมาทฝ่ายคู่กรณียอมรับและคดีถึงที่สุดพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับแล้ว ต่อไปก็ไปว่ากันด้วยเรื่องค่าเสียหาย คุณต้องเตรีมหลักฐานให้พร้อม เช่น สภาพความเสียหายของรถของคุณ ต้องถ่ายภาพความเสียหายไว้ก่อนนำรถไปซ่อม เก็บบิลค่าซ่อมรถไว้ หลักฐานที่ต้องเช่ารถหรือค่าแท๊กซี่ในระหว่างรถเข้าซ่อม แล้วจ้างทนายฟ้องคดี

    เรื่องค่าทนายให้ลองปรึกษาสมาคมทนายความดู จะมีทนายให้คำแนะนำ อาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ถ้าต้องไปจ้างทนายก็ลองดูทนายความพักพวกกัน สมัยก่อนสักหมื่นบากก็อยู่ แต่สมัยนี้ผมไม่ทราบ ปรึกษาสมาคมทนายความดูก่อนดีกว่าครับ


  29. เรียน ท่านอาจารย์ครับ

    ทางในคดีจราจร นั้นชนกันที่ไม่ใช่ถนนหลวง เช่น ในหมู่บ้านที่เขามีป้ายปักว่า “ทางถนนส่วนบุคคล ห้ามบุคคลภายนอกเข้า ” และที่หน้าหมู่บ้านก็มีมี รปภ.มีไม้กั้น เช่นนี้ เมื่อรถชนกันจะใช้ พรบ.จราจร ๒๕๒๒ มาใช้หรือไม่ ถือว่าเป็นคดีจราจร หรือว่าเป็นคดีอาญา


  30. เรียน คุณณัฐสกลฯ

    คำถามของคุณดีมาก ออกข้อสอบได้เลย บางคนไม่เข้าใจ นึกว่ากฏหมายจราจรใช้ได้กับทุกสถานที่ไป ความจริงไม่ใช่ พ.ร.บ.จราจรทางบกใช้บังคับสำหรับการใช้รถใน “ทาง” ตามความหมายใน พ.ร.บ.จราจรเท่านั้น ซึ่งความหมายของ “ทาง”ตาม พ.ร.บ.จราจร หมายถึง “ทางเดินรถ ช่องทางเดินรถ ช่องทางเดินรถประจำทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วม ทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึง ทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร หรือ ที่เจ้าพนักงานได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก แต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ”

    ดังนั้น การที่ขับรถโดนกันในถนนหรือทางส่วนบุคคล ที่มีป้านเขียนชัดเจน “ทางถนนส่วนบุคคลห้ามบุคคลภายนอกเข้า” จึงไม่เป็นทางตามกฏหมาย พ.ร.บ.จราจรไม่มีอำนาจบังคับใช้ เมื่อขับรถโดนกันในสถานที่ดังกล่าว เอา พ.ร.บ.จราจรมาใช้ไม่ได้

    เคยมีเรื่องหนึ่ง มีรถถอยโดนกันบนสนามหญ้าภายในบริเวณบ้านซึ่งมีการจัดงานเลี้ยง รถเสียหายมาก ฝ่ายเสียหายต้องการให้พนักงานสอบสวนเอาฝ่ายผิดไปปรับฐานขับรถประมาทไว้ก่อน ถ้าเบี้ยวค่าเสียหายกะฟ้อง ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับให้ไม่ได้ เพราะสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่ “ทาง” ตามกฏหมาย ทำได้แค่เพียงลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน แนะนำให้ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานกระทำโดยละเมิดต่อไป

    ทำนองเดียวกัน หากมีใครดันขับรถยนต์ไปโดนกันบนรันเวย์ในบริเวณสนามบิน พ.ร.บ.จราจรทางบกก็คงจะใช้บังคับไม่ได้ เพราะรันเวย์เครื่องบินไม่ใช่ทางตามความหมายของ พ.ร.บ.จราจร.


  31. ลบกวนถามข้อสงสัยค่ะ

    พอดีแฟนขี่รถจักรยายนต์เพื่อไปเติมลม(ในหมู่บ้าน) ขากลับมาทางที่แฟนขี่มามีรถยนต์จอดขวางอยู่ เลยเบี่ยงรถเพื่อที่จะหลบรถยนต์ที่จอดขวางอยู่ซึ่งแฟนข้ามเลนไปอีกเลนหนึ่ง แต่ขณะนั้นได้มีรถจักรยนต์อีกคันหนึ่งวิ่งสวนมา โดยไม่ได้เปิดไฟหน้า (ไฟหน้าขาด) ซึ่งทางแฟนไม่เห็น ก้อเลยชนกัน แฟนเข่าฉีก เย็บไป 21 เข็ม และมีแผลตามร่างกายอีกหลายจุด ต้องหยุดงาน 10 กว่าวัน โดยทางแฟนและคู่กรณีได้ไปไกล่เกลี่ยต่อหน้าตำรวจ โดยตำรวจบอกว่าให้ทางแฟนช่วยคู่กรณีซ่อมรถ เพราะแฟนเป็นฝ่ายผิด ที่ไปข้ามเลนเค้า แต่ตำรวจก้อบอกว่าทางคู่กรณีก้อมีส่วนผิดเพราะรถไม่สมบูรณ์ จึงให้ทำการตกลงกันเองว่าช่วยซ่อมรถคู่กรณีเท่าไหร่ โดยได้มีการเจรจากันหลายครั้งแล้ว ทางเราก้อบอกว่าจะช่วย 20 % ของราคาค่าซ่อมรถ แต่ทางคู่กรณีไม่พอใจบอกน้อยไป ในกรณีอย่างนี้จะสามารถตกลงกันได้อย่างไรค่ะ รบกวนตอบหน่อยค่ะ

    1.ถ้าคู่กรณีฟ้องร้อง จะมีสิทธิชนะหรือไม่
    2. ถ้าทางแฟนฟ้องกลับในกรณีที่คู่กรณีขับรถไม่สมบูรณ์จะทำได้หรือไม่


  32. ขอเรียนสอบถาม ค่ะ

    บิดาขับรถกระบะ บนถนนที่เดินรถทางเดียวมีสองช่องทาง โดยบิดาขับรถช่องทางซ้าย ข้างหน้ามีรถขับอยู่ 1 คัน ในระหว่างขับที่ช่องทางซ้าย ความเร็วประมาณ 90 กม. / ชม. โดนรถกระบะคันหลังขับชนท้ายทางด้านขวา กระจกไฟท้ายแตก รถบิดาพลิก 1 ครั้ง หงายท้องไปจอดอยู่ข้างทางด้านซ้าย และรถคู่กรณีกระเด็นเลยรถบิดาไปชนกับฟุตบาททางซ้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งรถคู่กรณีขับเร็วมาก

    1. บิดาจะเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีได้หรือไม่
    2. การเปลี่ยนจากช่องทางด้านขวามาช่องทางด้านซ้าย แล้วโดนรถที่วิ่งทางขวาชน จะเป็นความผิดของใคร
    3. กรณีนี้ จะมีการพลิกคดีให้ฝ่ายชนท้ายถูกได้อย่างไร


  33. เรียนคุณnujang

    เข้าใจว่าเหตุเกิดเวลากลางคืนนะครับ(เพราะเดี๋ยวนี้เวลากลางวัน รถจยย.ที่ขับขี่ก็เปิดไฟหน้า)

    ทางเดินรถใดหากไม่ได้มีเส้นแบ่งแนวเดินรถไว้ ให้ถือแนวกลางถนนเป็นเส้นแบ่งทาง การเดินรถจะต้องชิดขอบทางด้านซ้าย กรณีช่องทางเดินรถที่เราขับขี่ไปเกิดมีสิ่งกีดขวาง เช่น มีหลุมบ่อ มีรถจอดเสีย จำเป็นจะต้องขับขี่ล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวน รถที่จะเปลี่ยนช่องทาง(คือรถทางฝ่ายเรา)จะต้องใช้ความระมัดระวัง โดยดูให้ปลอดภัยก่อนจึงจะขับล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวนได้ หากเกิดการชนหรือโดนกันกับรถที่ขับขี่สวน ฝ่ายที่ขับล้ำเข้าไปเป็นฝ่ายประมาท (ฝ่ายเราเสียเปรียบ)

    แต่กรณีที่ฝ่ายขับขี่สวนทางไม่ได้เปิดโคมไฟหน้าในขณะขับขี่ ถือว่ามีส่วนผิดกฏจราจร (คือกฏหมายบังคับให้เปิดโคมไฟในกรณีขับขี่เวลากลางคืน) การไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรถือว่า เป็นความประมาท และ จากเหตุที่ไม่เปิดไฟหน้าครั้งนี้มีส่วนทำให้เกิดการชนหรือโดนกัน กล่าวคือ ฝ่ายที่ขับขี่ล้ำทางเข้ามาได้มองดูทางแล้ว ไม่เห็นมีรถสวน(เพราะฝ่ายสวนไม่ได้เปิดไฟหน้า) เข้าใจว่าปลอดภัย จึงได้ขับรถหลบสิ่งกีดขวางล้ำทางเดินรถออกไป (หากรถที่ขับขี่สวนทางเปิดไฟหน้าแล้วไซร้ ก็จะไม่ขับล้ำเส้นทางออกไปอย่างแน่นอน) เช่นนี้ฝ่ายที่ขับขี่สวนทางมาก็มีส่วนประมาท

    ถ้าจะเทียบเปอร์เซ็นต์ความประมาท ฝ่ายเรา(ฝ่ายที่ขับขี่ล้ำช่องทาง)ประมาท ๗๕ เปอรเซ็นต์ ฝ่ายที่ขับขี่สวนที่ไม่ได้เปิดไฟหน้าประมาท ๒๕ เปอร์เซ็นต์

    ทั้งนี้เป็นการวินิจฉัยของพนักงานสอบสวน (ที่ควรจะเป็น) แต่คู่ความก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย จึงทำให้ต้องนำเรื่องไปสู่ศาล ผู้พิพากษาก็ถือกฏหมายฉบับเดียวกันก็น่าจะพิพากษาไปตามนี้

    ๑ ถ้าคู่กรณีฟ้อง คุณน่าจะต่อสู้นำสืบให้ศาลเห็นว่า ฝ่ายที่ฟ้องก็มีส่วนประมาทด้วย (ต้องหาทนายดีๆ นำสืบเก่งๆ) แนะนำ เอาค่าทนายไปช่วยค่าเสียหายจะดีกว่า ไม่เสียเวลาด้วย ต่อลองให้สัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์

    ๒ กรณีฟ้องกลับ ก็ได้ครับ คือคุณอย่าไปฟ้องเขาก่อน เพราะคุณเป็นฝ่ายที่ต้องระมัดระวังมากกว่าเขา รอให้เขาฟ้องมาก่อนคุณก็แก้คำฟ้อง โดยฟ้องฝ่ายเขาไปด้วย เรียกว่า “ฟ้องแย้ง” หมายถึง ฟ้องว่าฝ่ายเขาก็มีส่วนประมาทด้วย (ทนายความจะทราบดี)

    แต่ถ้าจะค้าความกันจริงๆ คุณก็ชิงเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายก่อนเลย เพราะฝ่ายคุณบาดเจ็บ หมายถึงฟ้องศาลนะครับ ผมไม่ทราบว่าผลการดำเนินการชั้นสอบสวนเป็นอย่างไร ถ้ามีการเปรียบเทียบปรับชั้นสอบสวนก็จบกัน ถือว่าคดีอาญาสิ้นสุด ฝ่ายที่ถูกปรับคือฝ่ายประมาทนะครับ เมื่อเป็นฝ่ายประมาทแล้วจะไปเรียกร้องค่าเสียหายได้อย่างไร ปรึกษาทนายความนะครับ


  34. เรียนคุณธนวรรณ

    ผมไม่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงไม่สามารถที่จะสรุปแบบฟันธงลงไปได้ มีหลักการขับขี่ตาม พ.ร.บ.จราจร พ.ศ.๒๕๒๒ อยู่อย่างนี้ ลองนำไปปรับใช้กับการขับขี่ของคุณพ่อดู

    ๑. มาตรา ๔๐ “ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย…….” กฏหมายไม่ได้บอกว่าการขับรถตามกันจะต้องเว้นระยะห่างเท่าใด เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ต้องเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า ๑๕ เมตร (ผมไม่สามารถค้นหาหมายเลขคดีแดงของคำพิพากษานี้ได้ แต่จำได้ว่าผมเคยนำมาใช้ในการสอบสวนคดีเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ ครั้งที่ผมรับราชการอยู่ที่สน.พระราชวัง) และในฎีกาฉบับเดียวกันนี้ยังเขียนไว้อีกด้วยว่า ผู้ขับขี่รถตามหลังต้องระวังรถข้างหน้า เว้นระยะห่างให้พอควรสามารถหยุดรถได้เมื่อมีเหตุข้างหน้า และถ้าทางมีหมอกหรือควันผู้ขับขี่ตามหลังต้องใช้ความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น เห็นได้ว่าภาระหน้าที่ในการระมัดระวังไปตกอยู่กับคันที่ขับตามท้าย

    ๒. มาตรา ๓๖ “ผู้ขับขี่รถ จะเลี้ยวรถ, ให้คันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า, เปลี่ยนช่องทางเดินรถ, ลดความเร็วของรถ, จอดรถ หรือหยุดรถ ต้องให้สัญญาณ……..
    ..ก่อน ที่จะเลี้ยวรถ, เปลี่ยนช่องเดินรถ, จอดหรือหยุดรถ ไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร”

    ๓. มาตรา ๔๙ “เมื่อได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากรถคันที่อยู่ข้างหลัง…….ต้องยอมให้รถที่ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า ผู้ขับขี่ที่ถูกขอทางต้องให้สัญญาณตอบ……และต้องลดความเร็วของรถ และ ต้องขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ เพื่อให้รถที่จะแซงผ่านขึ้นหน้าได้โดยปลอดภัย”

    มาตรา ๔๙ นี้ คนขับรถในเมืองไทยไม่ค่อยจะได้ทราบ เวลารถอื่นขอทางจะแซง ไม่ค่อยยอมให้แซง กลับเร่งความเร็วขึ้นไปอีก มาตรานี้มีโทษปรับด้วย ๑,๐๐๐.-บาท

    ลองหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ (ซึ่งแก้ไขเป็นฉบับสุดท้าย)มาศึกษาก่อนนะครับ แล้วจะรู้ทางหนีทีไล่ ถ้าเห็นว่าได้เปรียบก็ฟ้องเลย แต่ถ้าเห็นว่าเรามีส่วนประมาทคือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรอยู่บ้าง ก็ใคร่ครวญใช้ดุลยพินิจดูก่อน เพราะศาลก็ถือกฏเกณฑ์กติกาตามกฏหมายฉบับเดียวกันนี้ (พ.ร.บ.จราจรทางบกมีขายตามร้านขายหนังสือทั่วๆไป)

    *กรณีฝ่ายที่ชนท้ายเป็นฝ่ายถูกเคยมี แต่น้อยรายมาก ผมเคยพบ ๑ คดี เป็นกรณีจงใจ เขม่นกันมาก่อน ขับรถแซงปาดหน้ารถกันไปปาดหน้ารถกันมา สุดท้ายขับแซงปาดหน้าขวางช่องเดินรถแล้วเปลี่ยนเกียร์ต่ำทันที รถอีกคันหยุดไม่ทัน ไม่รู้ว่าคันหน้าจะเชนเกียร์ต่ำ เลยชนท้าย ผมตัดสินปรับทั้งคู่ ฐานแข่งรถในถนนหลวง, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ผมจะเล่นงานรถคันที่แซงปาดหน้าแล้วหยุดให้คันตามหลังชนท้าย ฐานเจตนาทำให้เสียทรัพย์ ตามกฏหมายอาญา แต่คู่กรณีรายนี้มีความเป็นนักเลง ไม่เอาเรื่องกัน ต่างคนต่างซ่อม คงสะใจหลังจากถูกผมปรับไปทั้งสองฝ่าย


  35. เรียน ท่าน พล.ต.ต.อังกูร ครับ

    ผมมีปัญหาดังต่อไปนี้ช่วยกรุณาตอบด้วยครับ
    คือเมื่อคืนวันที่ 8 กรกฏา 2549 ผมขับรถเพียงคนเดียวและได้เกิดอุบัติเหตุขับรถกระบะไปชนกับเสาไฟประดับเกาะกลางถนนล้ม 2 ต้นซึ่งหลังจากนั้นผมก็เรียกประกันชั้น 1 มาซึ่งทางประกันก็ออกใบเคลมให้, หลังจากเสียค่าปรับ (ข้อหาขับรถโดยประมาทโดนค่าปรับ 1 พันบาท)ผมก็ให้ทางประกันลากรถไปซ่อมที่อู่ประกัน
    แต่ปัญหาของผมก็คือหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนทางเทศบาล ส่งใบให้ผมไปชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน แสนสี่หมื่นบาท ครั้งที่ 1 ซึ่งผมก็ติดต่อทางบริษัทประกันให้เข้ามาตกลงด้วย แต่ทางประกันจะให้ผมเซ็นรับสภาพหนี้ไปก่อน แล้วทางประกันจะเคลียร์ให้
    แต่ผมก็ไม่ได้เซ็นอะไรไปเพราะกลัวว่าประกันจะยึกยัก หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือนรถของผมซ่อมเสร้จ ก็มีจดหมายทวงหนี้ครั้งที่ 2 มาซึ่งผมก็โทรให้ประกันไปเคลียร์ให้ซึ่งทางประกันก็รับปากอย่างดีว่ากำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีจดหมายทวงหนี้มาอีก จนกระทั่ง วันที่ 16 มกรา 52 ผมได้ไปต่อทะเบียนที่กรมขนส่ง ปรากฏว่าทะเบียนโดนอายัติต่อไม่ได้ เนื่องจากเทศบาลส่งหนังสือขอความร่วมมือให้ทางขนส่งช่วยอายัติทะเบียนจนกว่าจะมีการตกลงยอมรับค่าเสียหาย
    ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ได้ติดต่อกับทางเทศบาลและประกัน ให้เข้ามาตกลงกัน (ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ใช้ประกันของบริษัทเดิมแล้ว แต่ระหว่างเกิดเหตุยังอยู่ในความคุ้มครองของประกันเดิมอยู่) ซึ่งทางประกันบอกว่าเอกสาร รูปถ่าย หายไปหมดแล้ว มีแต่เลขเคลมกับเลขกรมธรรม์ ทางประกันจึงส่งคนมาถ่ายรูปเสาประดับและนำเรื่องไปเสนอราคาใหม่ ซึ่งแรกๆ ก็เหมือนไม่มีปญหาอะไร แต่พอถึงเวลานัดตกลงค่าเสียหาย ทางประกันก็ยึกยักอ้างนู้นอ้างนี่ จนในที่สุดทางประกันก็บอกว่าทางผู้บริหารให้ทางเราฟ้องศาลได้เลย เพราะเรื่องมันนานมาแล้ว (ประมาณเกือบ 3 ปีแล้ว วันที่ 8 กรกฎา 52 ก็ครบสามปีพอดี) ซึ่งหลังจากเห็นว่าทางประกันไม่จ่ายง่ายๆแน่ ทางเทศบาลจึงบอกให้ผมแค่ซ่อม เสาให้เหมือนเดิมก็ได้ซึ่งค่าซ่อมอยู่ ประมาณ 7 หมื่นบาท (จากตอนแรกทวงหนี้ แสนสี่หมื่นบาท) ผมจึงได้นำเรื่องนี้ไปคุยกับทนาย ซึ่งทางทนาย
    ก็บอกว่าที่ทางเทศบาล ยอมให้ซ่อมแทนเพราะเนื่องจากคดีนี้อายุความแค่ 1 ปี ซึ่งหมายความว่าตอนนี้น่าจะหมดอายุความไปแล้ว
    ผมจึงอยากเรียนถามท่านสารวัตรดังนี้
    1. คดีนี้หมดอายุความแล้วหรือยังครับ ซึ่งถ้าหมดแล้วทางเทศบาลจะฟ้องผมได้อีกเปล่าครับ
    2. ผมได้ทำใบเคลมหาย แต่ผมมีเลขที่เคลมกับเลขที่กรมธรรม์ (ซึ่งผมได้ไปแจ้งความหายไว้แล้ว) ถ้าสมมุติต้องขึ้นศาลจริงๆ ผมต้องไปขอสำเนามาใหม่มั้ยครับ
    และจะขอได้ที่ไหนอีกที่ไม่ใช่บริษัทประกัน (กลัวว่าทางประกันรู้ว่าเราไม่มีหลักฐานใบเคลมแล้วจะยึกยัก)
    3. เรื่องนี้ผมเคยไปร้องเรียนเมื่อเดือน กพ. ที่ผ่านมาที่คปภ.แต่คปภ.ก็เรียกทางประกันมาไกล่เกลี่ยแต่ทางประกันก็บอกแต่เพียงว่าเอกสารไม่ครบให้ฟ้องเอาเอง ซึ่งถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ผมฟ้องทางประกันด้วยได้มั้ยครับก่อนที่ทางเทศบาลจะฟ้องผม
    4. ผมคิดว่าถ้าเกิดการฟ้องร้อง ทางเทศบาลก็ต้องให้ผมเป็นจำเลยที่ 1 แล้วผมก็ต้องติดต่อทนายให้เรียกประกันมาเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งผมอยากถามว่าค่าทนาย ค่าขึ้นศาลเราจะให้ทางประกันเป็นคนจ่ายได้มั้ยครับ เพราะสาเหตุหลักคือประกันไม่ยอมจ่าย
    5. ทางทนายบอกว่า ให้เราฟ้องทางกรมขนส่งด้วยที่อายัติทะเบียน กรณีอย่างนี้ฟ้องขนส่งได้ด้วยเหรอครับ แล้วเราควรฟ้องหรือเปล่า
    6. ถ้าคดีหมดอายุความแล้ว ผมสามารถให้ทางขนส่งเลิกอายัติทะเบียนได้หรือเปล่า
    แล้วคดีอย่างนี้ผมมีโอกาสชนะมากมั้ยครับ.


  36. ขอเรียนสอบถามค่ะ
    บิดาของดิฉัน ขับรถยนต์และคู่กรณีขับรถมอเตอร์ไซด์ค่ะ วันเกิดเหตุบิดาขับรถมากับมารดาขับมาทางตรงผ่านสี่แยกไฟแดงแต่ระหว่างที่ขับออกจากสี่แยกมานั้นสัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองพอดีจึงทำให้หยุดรถไม่ทันขณะเดียวกันก็มีรถมอเตอร์ไซด์ขับออกมาทางซ้ายมือมาชนเข้ากับกระโปรงรถด้านหน้ารถบิดามีรอยบุบบริเวณกระโปรงรถท่านทั้งสองคนไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ส่วนรถคู่กรณีเสียหายค่อนข้างมากคนขับได้รับบาดเจ็บขาหักและนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว บิดาจึงได้โทรแจ้งประกันว่ารถเกิดออุบัติเหตุมีตำรวจ 1ท่านมาในที่เกิดเหตุระบุว่าบิดาดิฉันเป็นคนผิดเพราะขับรถฝ่าไฟแดง ตอนนั้นทั้งสองท่านตกใจเป็นอย่างมากเลยไม่ได้โต้ตอบอะไรไป เมื่อทั้งหมดไปที่โรงพักเพื่อลงบันทึกประจำวันตัวแทนประกันได้ตกลงกับบิดาว่าจะคุยกับพนักงานสอบสวนและจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้ไม่ต้องเป็นกังวล และยึดใบขับขี่ของบิดาไว้ เมื่อบิดากลับมาถึงบ้านประกันโทรมาแจ้งว่า ตำรวจบอกว่า”ถ้าไม่ต้องการให้เรื่องถึงศาลหรือให้เรื่องจบเพียงเท่านี้บิดาต้องยอมจ่ายเงินจำนวน 10,000 บาท ดิฉันจึงถามประกันว่าเป็นค่าอะไร ประกับบอกว่า ค่าทำขวัญและให้ตำรวจ ดิฉันจึงตกลงกับบิดาว่าจะเอายังไงบิดาบอกว่าก็คงต้องยอมจ่ายเพื่อไม่ให้เสียประวัติและไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ระหว่างที่คู่กรณีรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเราได้ไปเยี่ยมและมอบเงินทำขวัญให้เป็นจำนวน 2,000 บาทผ่านมาประมาณ1 เดือนเมื่อคู่กรณีสามารถกลับบ้านได้วันจันทร์นี้ตัวแทนประกันจึงนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่โรงพัก ระหว่าง บิดา คู่กรณี ตำรวจ และตัวแทนประกัน ดิฉันจึงอยากรบกวนถามว่าสิ่งที่บิดาควรจะทำต่อไปนับจากนี้คืออะไรเพื่อไม่ให้เสียเปรัยบ และอยากจะขอคำแนะนำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่ะว่ามันไม่ชอบมาพากล หรือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นทุกที่


  37. เรียนคุณณัฐพล

    ๑ อายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดน่าจะขาดแล้ว (เข้าใจว่าต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่เหตุเกิดหรือได้ทราบเหตุ)

    ๒ เรื่องใบเครมที่บริษัทประกันออกให้เกิดสูญหาย ฟังเรื่องราวดูแล้วบริษัทประกันเบี้ยวแน่ เขาคงไม่ให้สำเนา มีเหตุอ้างได้ว่าเอกสารสูญหาย

    ๓ ถ้าบริษัทประกันผิดสัญญาที่ทำไว้กับเรา เราสามารถฟ้องร้องได้แน่นอน แต่ในกรณีค่าซ่อมเสาไฟฟ้านี้ผมยังติดใจอยู่นิดหนึ่ง คือทางเราก็ยังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้กับเทศบาล เราก็ยังไม่ได้เสียหายอะไร จึงคิดว่ายังไม่น่าจะเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันได้ เว้นแต่คุณไปซ่อมเสาไฟฟ้าให้เทศบาลแล้วเอาหลักฐานมาฟ้องไล่เบี้ยจากบริษัทประกันอีกทีหนึ่ง

    ๔ ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลผู้ฟ้องต้องจ่าย

    ๕ เรื่องเทศบาลอายัดไปยังกรมขนส่งไม่ให้ต่อทะเบียนรถ ผมไม่แน่ใจว่าเทศบาลมีอำนาจทำได้หรือไม่ ลองปรึกษาทนายความ ฟ้องกรมการขนส่งต่อศาลปกครอง ให้มีคำสั่งให้กรมการขนส่งต่อทะเบียนรถ

    ๖ ยังยืนยันว่าน่าจะทำตามข้อ ๖ ลองให้ทนายความทำหนังสือโนติสไปก่อน


  38. เรียนคุณkanokon

    เรื่องรถชนกันที่บริเวณกลางสี่แยกที่มีสัญญาณไฟเป็นเรื่องที่ตำรวจปวดหัว ถ้าฟังตามที่คุณเล่าว่าเมื่อล้อหน้าทับเส้นขาว (หมายถึงเส้นรอสัญญาณไฟ) พอดีสัญญาณไฟก็เปลี่ยนเป็นเหลือง กรณีเช่นนี้รถฝ่ายคุณมีสิทธิ์ที่จะขับขี่ผ่านไปได้ เพราะยังมีสัญญาณไฟสีเหลืองคั่นอีกหลายวินาทีเพื่อรอให้รถฝ่ายคุณพ้นทางแยกไปก่อนที่อีกด้านหนึ่งจะได้สัญญาณไฟเขียว (เป็นเรื่องที่วิศวกรเขาคำนวณไว้) ถ้าฝ่ายคุณเป็นอย่างที่คุณว่าจริงแสดงว่ารถจักรยานยนต์ชิงออกรถก่อนได้สัญญาณไฟเขียว แต่เข้าใจว่าเรื่องใครผิด ใครถูกนั้น ฝ่ายของคุณรับไปแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

    ตามที่คุณแจ้งมา คู่กรณีขาหัก ตามหลักที่ถูกต้องบิดาคุณจะต้องถูกแจ้งข้อหา “ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส” แล้วประกันตัวไป ซึ่งตำรวจจะต้องทำสำนวนการสอบสวน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาล ไม่สามารถเลิกคดีกันที่โรงพักได้ แต่บริษัทประกันเจรจาให้จ่ายใต้โต๊ะ ๑๐,๐๐๐.-บาทเพื่อให้คดีเสร็จที่โรงพัก ตำรวจสามารถทำได้และชอบแอบทำกันบ่อยๆ นั่นคือ ลงบันทึกประจำวันว่ามีรถโดนกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ชั้นต้นยังไม่ทราบว่าบาดแผลหนักเบาประการใด อยู่ในระหว่างตรวจรักษาของแพทย์ จึงปล่อยคู่กรณีไปชั่วคราวก่อน ถ้าตำรวจเขาช่วยนับว่าดีที่สุดสำหรับคุณ เสียหมื่นบาทถูกมากๆๆๆๆๆ วิธีการง่ายๆก็คือทำหลักฐานว่า ได้รับรายงานจากแพทย์ว่าดเจ็บเล็กน้อยไม่สาหัส ตำรวจมีอำนาจเปรียบเทียบได้ ระวังผู้บาดเจ็บจะโวยขึ้นมาเพราะจริงๆแล้วกระดูกหักมันสาหัส จะเดือดร้อนทั้งตำรวจและทั้งบิดาคุณ ที่ตำรวจเดือดร้อนคือทำไม่ถูกต้อง ทุจริต ส่วนบิดาคุณเดือดร้อนคือต้องถูกเรียกแจ้งข้อหาต้องประกันตัว

    ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะเจรจากับผู้เสียหายให้ผู้เสียหายพึงพอใจ (อย่าให้โวยทีหลัง พอทำท่าจะโวยก็รีบไปเจรจาช่วยเหลือกันอีก) แล้วทำบันทึกการชดใช้ค่าเสียหายไว้ ทางคุณไม่เสี่ยงหรอกครับ ตำรวจนั่นแหละเสี่ยง


  39. ขอสอบถามข้อมูลค่ะ
    เนื่องจากน้องของดิฉันขับรถยนต์มาบนถนนและได้เจอกับขบวนแห่นาค ก็ได้รถความเร็วของรถลดลง และในขณะนั้นรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ และมีคนที่ร่วมอยู่ในขบวนแห่นาคได้เซมาชนกับรถที่น้องดิฉันขับไป ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่เท้า ซึ่งแผลที่ได้รับบาดเจ็บคือ กระดูกนิ้วนางหัก กระดูกเท้าชิ้นที่ 5 ฝั่งนิ้วก้อยหัก ซึ่งเป็นที่เท้าขวา แต่น้องของดิฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทับ อยากทราบลักษณะของคดีเช่นนี้


  40. เรียนคุณอร

    ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีคนเดินเท้าร่วมไปในทางเดินรถ ซึ่งตามปกติคนเดินเท้าจะต้องเดินบนบาทวิถี(ทางเดินเท้าเท่านั้น) การลงไปเดินบนถนนเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฏหมาย ขบวนแห่นาคลงไปเดินบนถนนก็คงไม่ได้ขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานจราจร ใช้อภิสิทธิ์ลงไปเดินกันเอง เท่าที่ปฏิบัติกันมาต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมอย่างใกล้ชิด

    พออนุมานได้กับเรื่องการไล่ต้อนฝูงสัตว์ไปในทางจะต้องปฏิบัติตามกฏจราจร ฝูงคนก็จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน คือต้องรักษาช่องทางเดินรถ จะไม่ล้ำเส้นเข้าไปในช่องเดินรถของผู้อื่น นั่นคือคนก็ต้องเดินไปข้างหน้าโดยรักษาแนวด้านข้างซึ่งมีรถอื่นเดินอยู่

    การที่คนเซออกมาแสดงว่าคนล้ำแนวเส้นทางเดินรถ ให้เปรียบคนที่เซออกมามอเตอร์ไซด์ก็พอจะมองเห็นภาพ

    เมื่อตำรวจสอบสวนก็ขอให้ยืนกรานว่าผู้บาดเจ็บเซออกมาแบบทันทีทันใดซึ่งไม่สามารถจะหักรถหลบได้ และคุณก็ขับขี่รถตามรถอื่นๆไปมิได้ขับเบียดคนเดิน รถทุกคันขับตามกันเป็นแนว หากผู้บาดเจ็บไม่ผลุนผลันออกมานอกแนวรับรองว่าจะไม่มีการโดนกัน เท่ากับเป็นความประมาทของคนเดินเท้า คือคนเดินเท้าจะต้องระมัดระวัง

    ตามปกติวิสัยคนไทย ใครทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บฝ่ายผู้กระทำมักจะดูแลรักษาอาการบาดเจ็บให้ เรื่องของคุณมันไม่ใช่มีแต่เรื่องการรักษาพยาบาล มันมีคดีอาญาเรื่องประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บด้วย ต้องยืนกระด่ายขาเดียวว่าคนเซออกมาโดน ถ้ารถวิ่งเข้าชนผู้คนต้องบาดเจ็บระนาวคือเจ็บเป็นแถวไม่ใช่คนเดียว ส่วนการรักษาพยาบาลนั้นเพื่อมนุษยธรรม จะไม่ช่วยรักษาพยาบาลก็ได้ ว่าแต่มีพยานนั่งไปในรถด้วยหรือไม่ คดีบ้านเราชอบเอาพยานมายันกัน

    สรุป ขอให้ยันว่าคนเซออกมาอย่างกระทันหัน คุณได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว


  41. เมื่อวันจันทร์ที่แล้วผมขี่มอร์เตอร์ไซค์ มาในเลนส์ซ้ายความเร็ว40กิโล/ช.ม.เพื่อจะไปรายงานตัวในการทำงานวันแรก วันนั้นรถค่อนข้างโล่ง อยู่ๆก็มีรถยนต์พุ่งออกมาจากซอย ด้านซ้ายมือของผม ชนผมเข้าอย่างจังๆ ค่อนข้างแรง ทำให้ผมกระเด็นไปเลย ผมรู้สึกจุกและปวดหลังมากจากนั้นรถกู้ภัยก้พาผมไปส่ง รพ1 แต่ รพ1 ไม่รับผมเค้าขอเงินก่อน เพราะ พรบ ของผมอยู่ที่บ้าน ผมเลยบอกรถกู้ภัยให้ไปส่งผมที่ รพ2 หน่อยเพราะผมมีประกังสังคมที่นั่นเค้าบอกว่าไกล เลยจับผมส่งแท็กซี่ ให้ไปส่งที่บ้าน พอถึงบ้านญาติผมก็พาไป รพ2 วันนั้นผมจุกปวดหลังและเดินไม่ได้ แต่ เอ็กซเรย์แล้วว่าไม่หักก็ให้ผมกลับบ้าน ระหว่างนั้นญาติผมก้ไปติดต่อ โรงพักจะไปแจ้งความ แต่ตำรวจให้ใบบันทึกของตำรวจมาแทนบอกว่าใช้ได้ ในใบบันทึกนั้นยังไม่ได้ระบุว่าใครผิดถูก มีแต่แจ้งเหตุ ทางญาติถามตำรวจว่าจะต้องทำยังไงต่อไป ตำรวจบอกว่าเราต้องติดต่อกับคู้กรณีเอง เพื่อขอ เลขที่ พรบ ของคุ่กรณี แล้วให้นัดกับเค้าเพื่อมาตกลงกัน รถมอร์เตอร์ไซค์ผมโดนยึดไว้ แต่คู่กรณีไม่โดน ผมลืมบอกไปว่าเค้าเป็นฝรั่งที่แต่งงานกับคนไทยแล้วอยู่ประเทศไทยมานานมากแล้ว พูดภาษาไทยชัดมาก เราพยายามติดต่อเค้าทั้งวันไม่รับสายเลยจนตอนเย็น เราพูดภาษาอังกฤษกับเขา เค้าไม่เคยสอบถามถึงอาการผมเลย แถมยังไม่ยอมรับผิด พุดจาไม่ดีกับทุกคนที่โทรไป เราเลยนัดกับคู่กรณีว่าวันรุ่งขึ้นว่างไหม ตร ให้ไปเคลียรืกัน เค้ารับปาก พอถึงเวลาก็บ่ายเบี่ยงไม่มา จนประกันทางเค้าหว่านล้อมให้มาวันนั้นก็สรุปไม่ได้ ตร เลยนัดใหม่คราวนี้ตกลงกันได้ว่า ตร ระบุในใบตกลงค่าเสียหาย ว่าทางรถยนต์เป็นฝ่ายประมาท เราเรียกร้องค่าสินไหมจากประกันในค่าเสียโอกาสในการทำงานไป 25000บาท แต่เรายังไม่ได้เรียกค่าทำขวัญจากคู่กรณี แต่ ตร พิมพ์ในใบว่าทางคู่กรณีและประกันร่วมรับผิดชอบ อย่างนี้เราสามารถเรียกค่าทำขวัญกับคู่กรณีได้อีกมั๊ย คือทางเราคิดว่าเรียกกับประกันก่อนอย่างเดียวแล้วเรียกกับคู่กรณีต่างหากได้อีก เพราะผมคิดว่าหลังผมโอกาสหากยากแน่ เพราะปกติผมเป็นโรคกระดูกสันหลังอยุ่แล้วแต่ไม่ได้รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันของผม แต่ตอนนี้ผมปวดหลังมากและกระดูกมันปูดออกมา ผมนั่ง ยืน นานๆ ไม่ได้ ผมกลัวทำงานไม่ได้อีก อย่างนี้ถ้าถึงวันที่นัดรอผลว่าผมจะได้เงินเท่าไหร่ ถ้าได้ไม่ถึงตามที่เราเรียก เราสามารถฟ้องเอากับทางคนชนผมมากกว่าที่เรียกทีแรกได้มั๊ยเพราะเค้าไม่เคยถามผมเลยว่าเป็นยังไง ไม่ดูดำดูดี เค้าบอกกับญาติผมที่โทรไปนัดว่าเค้าไม่ว่าง ผมมีความสำคัญกับเค้าแค่ไหน ก็เลยโมโห อย่างนี้ผมต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ตอนผมก็ไม่มีงานทำแน่ๆแล้ว เพราะไม่ได้ไปในวันรายงานตัววันแรก แฟนผมก็ต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์ เพื่อดูแลผม แล้วเค้าเพิ่งอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็โดนให้ออกจากงานด้วย รายจ่ายก็ยังมีอยู่ ลูกก็เรียน ผมควรทำยังไงบ้างช่วยแนะนำผมหน่อยครับ


  42. เรียนคุณหมี

    เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จึงขอถือโอกาสบอกกล่าวไว้เป็นแนวทาง เมื่อเราไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนซึ่งเราเรียกว่า “ร้อยเวร”(เพราะผลัดกันเข้าเวร) จะต้องดำเนินการ เมื่อเป็นคดีอาญาแล้วปฏิเสธไม่ดำเนินการไม่ได้เลย การไม่รับแจ้งความเป็นความผิดทางวินัย หากพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการให้ท่าน สามารถเข้าพบผู้บังคับบัญชา ณ ที่สถานีแห่งนั้น เช่น พบสารวัตร หรือ รองผู้กำกับ หรือ ผู้กำกับการ ถ้าผู้บังคับบัญชาที่กล่าวมาแล้วไม่อยู่ ให้ดูที่แผ่นป้ายเวรยาม จะมีชื่อนายตำรวจเวรอำนวยการ ให้ท่านเข้าไปร้องเรียนได้

    เมื่อตำรวจรับแจ้งแล้ว กรณีที่มีผู้บาดเจ็บก็จะรีบส่งผู้บาดเจ็บไป รพ.พร้อมใบส่งตัว ออกไปดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อจะทราบตำแหน่งและทิศทางการขับขี่รถ ออกหมายเรียกคู่กรณีไปทำการสอบสวน ไม่มีอำนาจอะไรไปสั่งให้ผู้เสียหายไปติดตามคู่กรณีเอาเอง ตำรวจมีอำนาจออกหมายเรียก ไม่มาตามหมายเรียกจะเป็นเหตุให้ออกหมายจับได้ ประชาชนไม่มีสิทธิ์

    ในชั้นต้นพนักงานสอบสวนจะไม่ฟันธงว่าฝ่ายไหนผิด ฝ่ายไหนถูก ต้องสอบสวนพยาน ตรวจดูร่องรอยพยานหลักฐานก่อน ถ้าพบว่าฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรก็อาจจะลงความเห็นว่าฝ่ายนั้นประมาท ถ้าฝ่าฝืนกฏจราจรทั้งคู่ก็ถือเป็นประมาททั้งคู่ ถ้าคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับความเห็นพนักงานสอบสวนก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธต่อสู้คดีได้

    ส่วนเรื่องค่าเสียหาย เป็นผลตามมาที่ฝ่ายประมาทจะต้องชดใช้ ส่วนจำนวนค่าเสียหายก็ต้องดูตามความเป็นจริงและความเหมาะสม เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าสูญเสียโอกาส (ในกรณีที่เป็นเหตุให้พิกลพิการ) ค่าทำขวัญ ค่ารักษาพยาบาลจะง่ายเพราะมีตัวเลขชัดเจน ค่าเสียเวลา ค่าอื่นๆไม่มีบรรทัดฐาน อยู่ที่ศิลปะการเจรจา ถ้าชั้นสอบสวนตกลงกันไม่ได้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ที่จะฟ้องเรียกในทางแพ่งได้อีก หรือเมื่อตกลงค่าเสียหายกันแล้วต่อมาภายหลังเกิดเจ็บป่วยอันเนื่องจากบาดแผลที่ได้รับจากอุบัติเหตุ หรือต้องมาเสียชีวิต ผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องได้อีก

    สำคัญอยู่ที่ว่า มีการดำเนินการกับฝ่ายที่ประมาทเรียบร้อยแล้วหรือไม่ เช่น ปรับ หรือส่งฟ้องศาล ถ้าความผิดฐานประมาทยังไม่ได้ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนก็ยังไม่อาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทางแพ่งได้

    การฟ้องเรียกค่าเสียหายหมายถึงท่านต้องตั้งทนายฟ้องคดีต่อศาล ถ้าเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง หรือ เป็นเรื่องเล็กน้อยควรให้พนักงานสอบสวนจัดการเรียกคู่กรณีตกลงค่าเสียหายจะดีกว่า การฟ้องคดีเองต้องเสียค่าทนาย สมัยนี้ค่าทนายก็แพง เอาค่าทนายไปรักษาตัวดีกว่า

    การที่ญาติของคุณโทรไปนัดคู่กรณีแล้วถูกปฏิเสธก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะญาติคุณไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปเรียกใครให้ไปพบ เป็นหน้าที่ตามกฏหมายของพนักงานสอบสวน ลองปฏิเสธไม่ไปตามหมายเรียกพนักงานสอบสวนสัก ๒ ครั้งโดยไม่มีเหตุอันควรเดี๋ยวก็เจอหมายจับ


  43. เรียน ท่านสารวัตร

    รบกวนขอคำปรึกษาด้วยค่ะ เนื่องจากวันที่ 17 พค. ได้ประสบอุบัติเหตุ คือ มีรถจักรยานยนต์กลับรถตัดหน้ามา เป็นการกลับรถแบบกะทันหัน และไม่มีการเปิดไฟเลี้ยวด้วย โดยรถดิฉัน ขับมาทางตรง ชิดเลนส์ขวา (ทาง 4 เลนส์เกาะกลางแบบตีเส้นจราจร) เนื่องจากระยะกระชั้นชิดมาก เบรกไม่ทันทำให้ต้องหักหลบและรถพุ่งไปยังถนนอีกฝั่ง คนขับจักรยายนต์ได้รับบาดเจ็บ และ ก็ได้นำตัวส่งโรงพยายาบาล ส่วนรถดิฉันเป็นรอยฉีกตั้งแต่ ไฟเลี้ยวด้านซ้าย รวมถึงกระจกแตกและประตูยุบจากแรงกระแทก (ฝั่งคนนั่งคู่กับคนขับ) โดยในวันเกิดเหตุ จนท.ตำตรวจที่เข้าเวร ไม่ได้ออกมาดูที่เกิดเหตุเอง (ตอนที่เอารถไปแจ้งความที่โรงพัก จนท.แจ้งว่าติดคดีอื่น ไม่สามารถออกไปดูที่เกิดเหตุได้ แต่ดิฉันเห็นว่า จนท.เหมือนกำลังเมาอยู่ทำให้ในวันนั้นยังไม่ได้ลงบันทึกประจำวัน) ซึ่งดิฉันมีพยานที่ขับรถตามมาเห็นเหตุการณ์ ว่ารถจักรยานยนต์ เป็นฝ่ายกลับรถกระทันหัน ซึ่งพยานดังกล่าวได้ช่วยกันผู้บาดเจ็บจากรถที่กำลังจราจรอยู่ขณะนั้น และหลังจากคู่กรณีออกจากโรงพยาบาล ก็ได้มีการนัดให้ปากคำ และ พาจนท.ออกมาดูที่เกิดเหตุ (สอบสวนดิฉันและคู่กรณีแต่ จนท.ไม่เรียกสอบสวนพยาน) โดยฝ่ายรถจักรยายนต์ไม่ยอมรับว่า เป็นฝ่ายตัดหน้ามากะทันกัน แต่ให้การว่า รถดิฉันเป็นฝ่ายไปชนท้ายและจนท.ตำรวจก็ให้ความเห็นไปในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากรถมีรอยชนตั้งแต่บริเวณไฟเลี้ยวด้านซ้าย ทั้งๆที่ขณะออกมาดูที่เกิดเหตุฝ่ายรถจักรยายนต์ได้ให้การวกไปวนมา และจนท.ตำรวจยังเห็นว่า รถจักรยายนต์น่าจะเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น จึงให้กรมวิทยาการตำรวจ มาตรวจสอบสภาพรถ และจนท.ก็แจ้งว่ารอผลการตรวจสอบจากกรมวิทยาการ หลังจากนั้น ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ดิฉันก็ได้รับแจ้งจาก จนท.ตำตรวจ ว่าให้ไปเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 23 มิย. นี้ เพื่อนำเรื่องฟ้องร้องไปยังชั้นศาล ดิฉันขอคำปรึกษา สำหรับกรณีนี้ดังนี้ค่ะ
    1. ดิฉันสามารถเรียกร้องให้ จนท.ตำตรวจสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์เพิ่มเติมได้หรือไม่คะ ถ้ามีการฟ้องร้องไปยังชั้นศาล สำนวนของจนท.ตำรวจจะมีผลต่อรูปคดี มากหรือไม่คะ
    2.กรณีฟ้องร้องขึ้นศาล โดยสำนวนของจนท.ชี้ว่าดิฉันเป็นฝ่ายผิด โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าทำการขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ เหมือนกับดิฉัน ขับรถชนท้ายรถจักรยายนต์ จากสำนวนดังกล่าวดิฉันจะเสียเปรียบมากหรือไม่คะ (ทั้งๆที่ตอนสอบปากคำ จนท.ยังให้ความเห็นกับดิฉันว่ารถจักรยานต์ยนให้การไม่ชัดเจนวกไปวนมา และให้การขัดแย้งกันเอง ) เราสามารถชี้แจงเพื่อให้จนท.พิจารณา และ แก้ไขสำนวนฟ้องร้องใหม่ได้หรือไม่คะ
    3.ผลการตรวจของกรมวิทยาการ เรามีสิทธิ์ที่จะทราบได้ก่อนหรือไม่คะ หรือจะต้องรอฟังผลในชั้นศาลอย่างเดียว หรือจริงๆๆแล้วขั้นตอนที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไรคะ
    4.ตามปกติแล้ว หลังจากได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ จนท.จะต้องออกไปดูสถานที่เกิดเหตุ ณ ขณะนั้นและสอบถามพยานในเหตุการณ์ทันทีหรือไม่คะ และในการแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน จนท.มีสิทธิ์เลื่อนไม่รับแจ้งความได้หรือไม่คะ โดยหลังจากเกิดเหตุ ดิฉันได้ไปดู คนเจ็บที่โรงพยาบาล และเข้าไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน ในวันนั้น แต่จนท.แจ้งว่าให้มาใหม่ในตอนเช้า แต่เมื่อมาถึงตอนเช้า จนท.ก็ยังไม่รับแจ้ง และบอกให้รอนัดมาใหม่ ซึ่งกว่าจะได้ลงบันทึกประจำวัน ก็วันที่ 3 หลังจากเกิดเหตุ ค่ะ
    5. จากข้อ 4 จนท.ชี้แจงว่าไม่สามารถออกไปยังที่เกิดเหตุได้เนื่องจากติดคดีอื่น แต่ขณะที่ดิฉัน เข้าไปพบ ปรากฎว่าลักษณะเหมือนเมาอยู่ โดยได้กลิ่นเบียร์ จาก ตัวจนท. ทำให้ยังไม่ได้ลงบันทึกประจำวันและเช้าวันต่อมาดิฉันก็มาตามนัด ของจนท.เพื่อลงบันทึก แต่ปรากฏว่า จนท.ก็ยังไม่ยอมลงให้ (ลักษณะเหมือนยังแฮงก์จากเมื่อคืนอยู่) ดิฉัน สามารถร้องเรียนพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม ของตำรวจท่านนี้ได้หรือไม่คะ
    6. กรณีเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา เรามีสิทธิ์ปฎิเสธที่จะเซ็นยินยอมหรือไม่คะ หากข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง (จนท.แจ้งกับดิฉันว่าต้องเซ็นยอมรับไปก่อน แล้วไปชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาล)

    เนื่องจากดิฉันยังไม่เคยประสบเหตุแบบนี้มาก่อน และก็ไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมายเท่าไหร่ และไม่ทราบขั้นตอนปกติของการสอบสวน ประกอบกับไม่ได้มีเส้นสายในวงการนี้ ซึ่งดิฉันไม่ได้ซีเรียสเรื่องการ เรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณี แต่อยากให้ทุกอย่างมันออกมาถูกต้องตามที่ควรจะเป็น ถูกหรือผิด ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ดังนั้น จึงขอความกรุณา ช่วยให้คำปรึกษากับดิฉันด้วยนะคะ ว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ

    ขอแสดงความนับถือ

    ปล.พอดีเพิ่ง search เจอ web วันนี้ค่ะ ดีใจมากเลยได้เข้ามาถามช้าไปหน่อยรบกวนตอบให้ด้วยนะคะ


    • เรียนคุณCongto

      ขออภัยที่ตอบช้า
      ๑ การขอให้พนักงานสอบสวนสอบผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพยานสามารถกระทำได้ครับ หากพนักงานสอบสวนไม่ยอมทำการสอบสวน สามารถยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนได้ โดยอ้างว่าพยานผู้นั้นรู้เห็นข้อเท็จจริง และ เพื่อความเป็นธรรม หากผู้บังคับบัญชาไม่สั่งให้สอบสวนพยาน (อาจกระทำได้เมื่อฝ่ายที่ร้องขอเป็นผู้ต้องหา และ พนักงานสอบสวนเห็นว่าสำนวนการสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว เพราะฝ่ายผู้ต้องหาสามารถนำพยานเข้าสืบในชั้นศาลได้)

      – กรณีพนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คุณCongtoสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการขอให้สอบสวนพยานได้ กรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานผู้นั้นส่งไปให้พนักงานอัยการ (พนักงานอัยการสอบสวนเองไม่ได้) พนักงานอัยการสามารถนำเอาคำให้การพยานที่สอบสวนเพิ่มไปประกอบความเห็นในการสั่งคดีได้

      – สำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้น เป็นหลักฐานให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงใด เพียงพอฟ้องหรือไม่ ถ้าพอฟ้องก็จะฟ้องร้องต่อศาล ถ้าเห็นว่าไม่พอฟ้องก็จะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจ เมื่อไปถึงศาลแล้วต้องไปว่ากันใหม่ สำนวนของศาลได้จากการที่พยานไปเบิกความในศาล ความเห็นของพนักงานสอบสวนก็ดี พยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้ในสำนวนก็ดี ล้วนมีน้ำหนัก เพราะพนักงานสอบสวนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ เป็นผู้ชำนาญการในวิชาชีพ เว้นแต่นำสืบได้ว่าพนักงานสอบสวนกระทำหน้าที่โดยไม่สุจริต

      ๒ การสอบสวนนั้นผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้หากเห็นว่าตนไม่ผิด ความเห็นในสำนวนการสอบสวนอาจไม่ถูกต้องเพราะรวบรวมพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน หรือ ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด ผู้ที่จะพิจารณาว่าสำนวนมีหลักฐาน พอฟ้อง หรือ ไม่พอฟ้อง เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ ขอให้ติดตามสำนวนการสอบสวนให้ดีว่าส่งไปยังพนักงานอัยการกองไหน สามารถทำคำร้องไปยังพนักงานอัยการตามที่ผมได้แนะนำไว้ใน ข้อ ๑

      ๓ ผลการตรวจของผ้ชำนาญการศาลจะเชื่อในสาขาที่ผู้เชี่ยวชาญนั้นได้จดทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล เช่น พนักงานตรวจสภาพรถ ตัวอย่าง ศาลจะเชื่อเมื่อผู้เชี่ยวชาญรายงานผลการตรวจว่า “รถคันเกิดเหตุสภาพห้ามล้อใช้การไม่ได้” คำยืนยันของผู้เชี่ยวชาญมีน้ำหนัก
      – โดยปกติแล้วผู้มีส่วนได้เสียสามารถขอทราบจากพนักงานสอบสวนได้ ซึ่งถ้าหากผลการตรวจเป็นอย่างที่ผมยกตัวอย่าง ผู้ขับขี่จะมีความผิดฐานขับรถประมาท เพราะ นำรถที่มีเครื่องอุปกรณ์ ส่วนควบไม่สมบูรณ์มาใช้ในทาง

      ๔ พนักงานสอบสวนจะต้องออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยทันทีที่ได้รับแจ้ง หากล่าช้าร่องรอยพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอาจเสียไป การไปดูสถานที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแล้วถึง ๓ วันไม่ได้ประโยชน์ใดๆในการวินิจฉัยคดี เพียงแต่ทราบถึงตำแหน่งว่าเหตุเกิดตรงจุดใด ส่วนร่องรอยไม่เหลือ เช่น รอยห้ามล้อ เป็นต้น ถือว่าพนักงานสอบสวนบกพร่องต่อหน้าที่ สามารถร้องเรียนได้ และผมแน่ใจเหลือเกิน ในสำนวนการสอบสวนต้องมีแผนที่ๆเกิดเหตุแนบอยู่ พนักงานสอบสวนไปดูที่เกิดเหตุช้าถึง ๓ วัน แต่ในสำนวนการสอสวนจะต้องระบุว่า แผนที่ ๆเกิดเหตุทำในวันที่เกิดเหตุ ข้อนี้เป็นประเด็นสำคัญ หากคุณถูกฟ้องขึ้นศาล ขอให้ตั้งทนายสู้คดี ให้ทนายขอดูแผนที่ๆเกิด จะมีการลงวันที่ๆทำ รับรองว่าจะต้องลงวันที่ๆเหตุเกิดอย่างแน่นอน ถ้าเจออย่างนี้ คุณสามารถเล่นงานเรื่องทำหลักฐานเท็จได้

      ๕ ถึงพนักงานสอบสวนจะติดคดีอื่นอย่างไร คดีรถชนกันก็เป็นคดีสำคัญที่จะต้องไปดูสถานที่ๆเกิดเหตุทันที เพื่อตรวจหาร้องรอย เช่น จุดชน รอยห้ามล้อ สามารถร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้ แต่ระวังพวกเดียวกันมักจะช่วยกันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย

      ๖ ที่ให้เซ็นชื่อนั้น เป็นการรับทราบข้อกล่าวหา ความสำคัญอยู่ที่สาระรายละเอียดว่า ยอมรับ หรือ ปฏิเสธ รวมทั้งรายละเอียดข้อเท็จจริงในการขับขี่รถถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่
      – การต่อสู้คดีในศาลต้องมีทนายนะครับ แล้วก็ควรเลือกทนายที่เก่งๆด้วย


  44. เรียน ท่านสารวัตร
    รบกวนขอคำปรึกษาหน่อยนะคะ คือลูกสาวขี่จักรยานยนต์ซึ่งรถเป็นของเพื่อนแล้วไปชนกับรถเก๋งยี่ห้อมาสด้า3 รถเก๋งมีประกันประเภท1 ตัวแทนประกันบอกกับดิฉันว่าค่าเสียหายรวมแล้ว30000บาท ตัวแทนประกันบอกให้ดิฉันจ่ายคนละครึ่งกับประกันคือ15000บาท เพราะเค้าบอกว่าลูกสาวดิฉันเป็นคนผิด ดิฉันก็ยอมแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินเพราะกำลังวิ่งหาอยู่ นัดจ่ายอีก2วันถัดไปที่โรงพักเพราะตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้
    พอกับมาบ้านญาติทั้งหลายก็บอกว่าทำไมต้องจ่ายในเมื่อรถเก๋งมีประกันประเภท1อยู่แล้ว คือตอนนั้นเป็นห่วงลูกมากกว่าแล้วดิฉันไม่รู้เรื่องกฏหมายเลย จะพาลูกไปหาหมอเจ้าของรถเก๋งก็ให้รับผิดชอบก่อน ก็กลัวว่ายิ่งช้าลูกจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้เลยยอมตกลง เจ้าของรถเก๋งใจดำมากค่ะฟังจากคนที่เห็นเหตุการณ์ลงมาต่อว่าอย่างแรงทั้งที่เด็กยกมือไหว้ขอโทษไม่ถามเลยว่าเป็นอะไรหรือเปล่าอันนี้มารู้ที่หลังจากที่พาลูกไปหาหมอ เท่านั้นยังไม่พอคนเห็นเหตุการณ์เค้าบอกว่าเจ้าของรถเก๋งโทรตามพ่อแม่พี่น้องมา มาถึงได้ก็ว่าเด็กข่มขู่เด็กสารพัด แล้วตอนนี้มาทราบอีกอย่างคือรถเก๋งมีรอยชนบังโคลนด้านซ้ายอยู่ก่อนแล้ว แล้วประกันเอามารวมได้อย่างไรค่ะ ดิฉันไม่ค่อยรู้เรื่องกฏหมายกับเรื่องประกันซักเท่าใด ตอนนี้ยังหาเงินให้เค้าไม่ได้ด้วย ดังนั้น จึงขอความกรุณาให้คำปรึษาดิฉันด้วยนะค่ะ ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป จะเป็นพระคุณอย่างสูง
    ขอแสดงความนับถือ
    ปล.นัดจ่ายเงินวันศุกร์ที่10กรกฎาคม2552นี้ค่ะ


    • เรียนคุณธนิวรรณ

      ๑ เรื่องที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้คู่กรณีนั้น ฝ่ายที่ผิดหรือขับขี่ประมาทเป็นผู้ที่จะต้องจ่าย ถ้าฝ่ายเราผิดก็ต้องจ่าย ไม่เกี่ยวกับการมีประกัน หรือ ไม่มีประกัน แต่กรณีที่จะช่วยเหลือกัน เช่น ฝ่ายรถที่มีประกันเห็นใจคู่กรณี สงสาร อาจจะบอกกับบริษัทประกันว่าเป็นฝ่ายขับรถไปโดนรถอื่นเสียเอง ส่วนมากบริษัทประกันจะไม่รู้เห็นด้วย หากบริษัทประกันรู้เห็นด้วย เจ้าหน้าที่ประกันผู้นี้ทุจริต ผู้บริหารบริษัทประกันทราบไล่ออกทันที

      ๒ ที่เจ้าหน้าที่ประกันบอกว่า ให้ช่วยออกค่าเสียหายคนละครึ่งนั้น อาจเป็นเพราะคงดูตามสภาพแล้วเห็นว่าทางฝ่ายขับขี่รถจักรยานยนต์คงจะไม่ค่อยมีเงิน เลยให้ช่วยครึ่งหนึ่งซึ่งยังดีกว่าไม่ได้เลย (บริษัทประกันต้องรับผิดชอบความเสียหายต่อผู้เอาประกันเต็มจำนวน แล้วบริษัทประกันจะไปไล่เบี้ยเอาจากฝ่ายผิดอีกทีหนึ่ง)

      ๓ เรื่องนี้ไม่น่ากลัวอะไรเลยเนื่องจากไม่มีผู้บาดเจ็บ โทษเพียงแค่ปรับเท่านั้น ถ้าผิดจริงก็ยอมให้ตำรวจเปรียบเทียบปรับไป ค่าเสียหายไม่มีก็เป็นเรื่องของบริษัทประกันต้องไปฟ้องร้องเอา เป็นคดีแพ่ง ไม่มีการจับกุมคุมขัง


  45. เมื่อวันที่ 7 กค. 52 ช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง แฟนขับรถยนต์โดยอยู๋ในเลนขวาสุดของถนน แล้วมีมอร์เตอร์ไซค์วิ่งตัดออกมาจากซอยแล้วมาเบียดกับรถทำให้รถเกิดเหตุชนกัน มอเตอร์ไซค์ถลาออกนอกเลนไปซ้ายสุดของขอบถนนและไปชนกับตู้โทรศํพท์อีกทีนึง ทำให้ผู้ที่อยู่ในตู้โทรศํพท์ได้รับบาดเจ็บ โดยบริเวณนั้นนอกจากผู้บาดเจ็บที่ยืนอยู๋ตู้โทรศํพท์ก็ยังมีบุคคลอื่นที่เห็นเหตุการณ์ ประมาณ 2 คน ซึ่งเขาก็ช่วยคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และเข้าก็ช่วยบอกตำรวจตอนมาตรวจจุดเหตุแล้วว่า มอเตอร์ไซค์ขับออกมาจากซอย โดยไม่ระวัง ทำให้มาเบียดกับรถของแฟนที่ขับมาอย่างปกติ ซึ่งเมื่อมอเตอร์ไซค์ออกมาในลักษณะนี้ รถยนต์มักจะเบรคไม่ทันทำให้เกิดการเฉียวชน ตำรวจก็รับทราบอยู๋ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาได้ทำการจดบันทึกรายละเอียดตามที่บุคคลที่เห็นเหตุการณ์ได้บอกกล่าวหรือไม่ เมื่อตำรวจมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเรียกไปสวบสวนที่โรงพัก คู่กรณ๊ของแฟน(ผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์) พร้อมกับคนเจ้บที่อยู่บริเวณตู้โทรศัพท์ (บุคคลที่ 3) บอกกับตำรวจว่า เขาขับรถมาทางตรงไม่ได้ออกมาจากซอย ส่วนคนเจ็บที่อยู่ตู้โทรศํพท์ก็ให้การว่าเขาเห็นเหตุกาณ์และยอมเป็นพยานให้กับมอเตอร์ไซค์นั่นด้วย ตำรวจสรุปว่ารถของแฟนผิดขับรถชนท้ายมอเตอร์ไซค์และ ขับโดยประมาททันที เราก็อึ้งว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ไปได้ แต่เราก็ไม่ยอม รอจนกว่าอัยการจะมาตรวจสอบรถ ซึ่งเราคิดดูแล้วว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่อยู๋บริเวณตู้โทรศัพท์ยอมให้การเท็จกับตำรวจร่วมกันใส่ร้ายได้ชัดเจน เราจะทำยังไงดีค่ะ แล้วพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ 2 คนที่เล่าให้ตำรวจฟัง ตำรวจได้จดรายละเอียดไว้หรือเปล่า หรือเป็นความโง่ของเราเองที่ไม่ได้ขอเบอร์โทรเขาไว้เพื่อกันเป็นพยาน คิดไม่ตกจิง ๆ ว่าเราจะต้องดำเนินการอย่างไร ดี และอีกอย่างหากรถเราชนท้ายเขาสีรถที่ติดอยู่กับตัวรถมันมาได้อย่างไรหากมอเตอร์ไซค์ไม่เบียดมา (เพราะเราขับรถอยู่ริมในสุด) และหากมอไซค์เบียดเข้ามาหารถเราอย่างนี้ใครผิดระหว่างมอร์ไซค์กับรถยนต์ค่ะ เครียดมากเลยตอนนี้ เพราะทางมอไซค์กับคนเจ็บที่โดนมอเตอร์ฟาด (บุคคลที่ 3) พยามยามที่จะเรียกร้องเงินจากเรา โดยที่เราไม่ได้ผิดสักหน่อย (แต่เรื่องผิดไม่ผิดก็ต้องรถการตรวจสอบจากอัยการอีกทีนึ่ง) ท่านอังกูรช่วยตอบหน่อยเถอะน่ะค่ะ ผ่านทางเมล์ก็ได้หรือโทรมาหน่อยก็ได้น่ะค่ะอยากได้คำปรึกษาจิง ๆ แก้ไม่ตกเลยตอนนี้ ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าอัยการจะมาตรวจรถด้วย 083-1079200 ขอควมอนุเคราะห์เถอะน่ะค่ะ


    • เรียนคุณJUU

      คดีรถชนบางเรื่องร่องรอยในที่เกิดเหตุไม่สามารถบอกได้ว่าใครฝ่ายถูก ใครฝ่ายผิด ต้องฟังคำให้การพยานที่เห็นเหตุการณ์ ถ้าไปเจอพยานเท็จเข้าก็ปวดหัว น่าเสียดายที่ไม่ได้จดชื่อ ที่อยู่ เบอรโทรของผู้รู้เห็นไว้ แล้วพยานที่ตำรวจนำมาสอบสวนนั้นได้มาจากไหนกัน

      หลักของการขับขี่รถตามกฏหมายจราจร รถที่ออกมาจากซอย หรือ รถที่จะเข้าทางร่วม ทางแยก ต้องหยุดให้รถทางตรงผ่าน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงจะออกรถ แต่เท่าที่เห็นอยู่ปัจจุบันรถที่ออกจากซอยไม่ค่อยจะหยุดให้รถทางตรง

      ขอให้ดูว่าจุดที่โดนกันห่างจากปากซอยมากน้อยเท่าใด เพื่อให้พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่มอเตอร์ไซด์ออกมาจากซอย ยืนยันกับทางตำรวจไปว่ารถมอเตอร์ไซด์ออกตากซอยพุ่งมาโดน ตำรวจน่าจะสอบสวนจนได้ความว่ามอเตอร์ไซด์ออกมาจากซอยจริงหรือไม่ เช่น อาจจะมีบ้านอยู่ในซอยนั้นก็ได้

      เรื่องรถโดนกันแล้วมีผู้บาดเจ็บน่าจะโดนยึดรถไว้ที่สถานีตำรวจ เป็นการยึดไว้เพื่อตรวจสภาพเท่านั้น ให้ไปติดต่อพนักงานสอบสวน (ร้อยเวร)ให้รีบนำรถไปตรวจ ทิ้งรถไว้ที่โรงพักของจะหาย ถ้าร้อยเวรโยกโย้ ขอให้เข้าพบผู้บังคับบัญชาที่โรงพักนั้นๆ เช่นผู้กำกับการหัวหน้าสถานี ยิ่งเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยิ่งสุภาพและช่วยเหลือประชาชน ตำรวจเด็กๆมักจะดุ ตำรวจกลัวคนกล้า และ คนที่รู้จริง


  46. เรียนท่านสารวัตร

    เมื่อคืนวันที่ 24 ก.ค. 2552 น้องสาวกับแฟนขับรถมอเตอร์ไซด์ พอดีมีอุบัติเหตุรถชนกันอยู่ข้างหน้า แฟนน้องพยายามเบรคแต่เบรคไม่อยู่เพราะถนนลื่น (ฝนเพิ่งหยุดตก ถนนเปียก) รถมอเตอร์ไซด์น้อง ก็เลยไปโดนรถยนต์คันหน้าเล็กน้อยเพราะไม่ได้ขับมาเร็วเพียงแต่รถไถลไปโดนแล้วก็ล้มลง น้องสาวกับแฟนก็ลุกขึ้นมายืนข้างรถ ไม่ทันไรรถยนต์ที่มาตามหลังไกลๆก็มาชนรถรถมอเตอร์ไซด์น้องที่ล้มอยู่อย่างแรงแล้วกระแทกไปโดนรถยนต์คันหน้าทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นมากแล้วรถรถมอเตอร์ไซด์น้องก็ติดอยู่ใต้หน้าของรถยนต์ ประกันของรถยนต์คันที่ชนจะไม่ยอมรับซ่อมให้น้องทั้งๆที่ผิดเต็มๆ แล้วยังจะให้น้องไปรับผิดชอบรถคันหน้าที่น้องไปโดนเล็กน้อยอีก (ซึ่งตอนนี้เสียหายมาก เพราะรถยนต์คันหลังชนบี้รถน้องไปโดน) แล้วรถยนต์คันหน้าก็จะมาเรียกร้องค่าเสียหายกับน้องฝ่ายเดียว ตอนนี้คือโดนทั้งสองทาง ขอความช่วยเหลือด่วนจากท่านสารวัตรช่วยแนะนำด้วยนะคะเพราะยังตกลงกันไม่ได้แล้วนัดเจรจากันวันจันทร์นี้ค่ะ ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


  47. เรียนคุณTee

    ผมขอให้น้องสาวคุณกับแฟนชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้พนักงานสอบสวนฟัง การวินิจฉัยคดีของพนักงานสอบสวนก็ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่เล่ามาก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า มีการโดน หรือ ชนกัน สองครั้ง โดยรถคุณเบรคไม่อยู่ไปโดนรถที่มีอุบัติเหตุอยู่ข้างหน้า ต่อมามีรถยนต์ที่ตามหลังมาเบรคไม่อยู่ไปโดนรถคุณ ทำให้รถของคุณเข้าไปกระแทกรถข้างหน้า ทำให้รถข้างหน้าได้รับความเสียหายมากขึ้นไปอีก รวมทั้งรถคุณก็ได้รับความเสียหายเพิ่ม ใครทำความเสียหายให้เกิดขึ้นกับฝ่ายใดมากน้อยเท่าไรฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหลักธรรมดาสามัญ เว้นแต่พนักงานสอบสวนจะไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่คุณเล่า โชคดีที่น้องสาวคุณไปกับแฟน ทำให้มีพยานยืนยันรวมแล้ว ๒ คน ถ้าคำตัดสินเบื้องต้นของพนักงานสอบสวนยังไม่เป็นที่พอใจของคุณ เหตุเพราะมันไม่ถูกต้อง คุณก็ไม่ต้องไปรับ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวน ศาลเท่านั้นเป็นผู้พิจารณาพิพากษา คุณมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ อย่าลืม พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิ์เปรียบเทียบปรับถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอม ถ้าคุณเชื่อว่าคุณไม่ผิดแต่ผู้เดียว อย่าไปรับสารภาพ แนะนำให้สู้คดีในชั้นศาล ถ้าพนักงานสอบสวนไม่ให้ความเป็นธรรม ขอให้เข้าพบผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปตามลำดับชั้น


  48. เรียนคุณ Tee

    เรื่องมีอยู่ว่าเวลา 6:45น.ผมขับรถยนต์ข้ามสะพานข้ามแยกสีลมมาทางแยกวิทยุขาลงจากสะพานข้ามแยกสีลมผมขับอยู่ช่องทางซ้ายของสะพานด้วยความเร็ว 60 กม./ชม.พอลงสะพานมาได้ได้พบรถสามล้อที่ลงจากสะพานเหมือนกันแต่อยู่ด้านหน้าผมและอยู่ดีๆเขาก็เลี้ยวเปลี่ยนช่องทางไปทางด้านซ้ายโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวเพื่อจะไปรับลูกค้าแล้วเขาก็เบรคกระทันหันเพราะมีรถเบรคก่อนหน้านี้แล้วทำให้รถสามล้อเบรคแบบตัวโก่งสภาพรถสามล้ออยู่ช่องทางซ้ายครึ่งคันและอยู่ช่องทางของผมครึ่งคันจนทำให้รถผมชนที่ท้ายตรงมุมขวาของรถสามล้อทำสามล้อพลิกตะแคงข้างขวาขวางช่องทางระหว่างช่องทางผมและช่องทางด้านซ้าย
    ผมอยากทราบว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดทั้งๆที่สะพานนั้นห้ามรถจักรยานยนต์และสามล้อขึ้น(ผมไม่แน่นใจนะครับ)และเรื่องก็ไปเคลียร์ที่สน.แต่เคลียร์ไม่ลงตัวเพราะเข้าเรียกค่าเสียหายมากเกินไปและผมก็ไม่มีเงินด้วยครับรถของผมไม่มีประกันภัย
    ช่วยรบกวนตอบคำถามด้วยครับเคลียดมากๆเพราะเขาหัวหมอมากๆร้อยเวณนัดคุยกันใหม่กับสามล้อวันที่10/8/52 ขอบคุณครับ


  49. เรื่องมีอยู่ว่าเวลา 6:45น.ผมขับรถยนต์ข้ามสะพานข้ามแยกสีลมมาทางแยกวิทยุขาลงจากสะพานข้ามแยกสีลมผมขับอยู่ช่องทางซ้ายของสะพานด้วยความเร็ว 60 กม./ชม.พอลงสะพานมาได้ได้พบรถสามล้อที่ลงจากสะพานเหมือนกันแต่อยู่ด้านหน้าผมและอยู่ดีๆเขาก็เลี้ยวเปลี่ยนช่องทางไปทางด้านซ้ายโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวเพื่อจะไปรับลูกค้าแล้วเขาก็เบรคกระทันหันเพราะมีรถเบรคก่อนหน้านี้แล้วทำให้รถสามล้อเบรคแบบตัวโก่งสภาพรถสามล้ออยู่ช่องทางซ้ายครึ่งคันและอยู่ช่องทางของผมครึ่งคันจนทำให้รถผมชนที่ท้ายตรงมุมขวาของรถสามล้อทำสามล้อพลิกตะแคงข้างขวาขวางช่องทางระหว่างช่องทางผมและช่องทางด้านซ้าย
    ผมอยากทราบว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดทั้งๆที่สะพานนั้นห้ามรถจักรยานยนต์และสามล้อขึ้น(ผมไม่แน่นใจนะครับ)และเรื่องก็ไปเคลียร์ที่สน.แต่เคลียร์ไม่ลงตัวเพราะเข้าเรียกค่าเสียหายมากเกินไปและผมก็ไม่มีเงินด้วยครับรถของผมไม่มีประกันภัย
    ช่วยรบกวนตอบคำถามด้วยครับเคลียดมากๆเพราะเขาหัวหมอมากๆร้อยเวณนัดคุยกันใหม่กับสามล้อวันที่10/8/52 ขอบคุณครับ


    • เรียนคุณภูมิพัฒน์

      แนวทางการวินิจฉัยคดีกรณีขับรถชนหรือโดนกัน พนักงานสอบสวนจะยึดถือ พ.ร.บ.จราจรทางบกเป็นหลัก ทางที่ดีควรหาซื้อตัว พ.ร.บ.นี้มาทำความเข้าใจเพราะมีรายละเอียดเยอะมาก หาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายหนังสือใหญ่ๆทั่วๆไป เช่น ศูนย์จำหน่ายหนังสือที่จุฬาฯ

      ในกรณีของคุณภูมิพัฒน์ฯ ดูเรื่องหมวดการเดินรถ รถทุกคันต้องขับขี่อยู่ในช่องทาง กรณีจะเปลี่ยนช่องทางเดินรถ รถที่จะเปลี่ยนช่องทางต้องให้สัญญาณก่อน และ จะต้องดูรถที่วิ่งอยู่ในช่องที่ตนจะแทรกเข้าไปนั้นให้เป็นที่ปลอดภัยเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนช่องทางได้ ยกเอากรณีเปลี่ยนช่องทางเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้

      ปัญหาที่คู่ต่อสู้จะยกขึ้นมาอ้างก็คือ (๑) ให้สัญญาณแล้ว (๒) ฝ่ายของคุณภูมิพัฒน์ฯขับมาเร็ว พนักงานสอบสวนจะปวดหัว ไม่รู้จะเชื่อฝ่ายไหน จึงต้องฟังพยาน ถ้าคุณภูมิพัฒน์ฯมีคนนั่งไปด้วยก็จะดีมาก จะได้ช่วยกันยืนยัน

      ผู้ขับขี่รถมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อตามคำวินิจฉัยของพนักงานสอบสวนได้ มีตัวอย่างให้เห็นเยอะไป นั่นคือ ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นฝ่ายขับขี่ประมาท ผู้ที่จะตัดสินคือผู้พิพากษา และมีถึง ๓ ศาล ถ้าคุณภูมิพัฒน์ฯเห็นว่าเป็นฝ่ายถูกต้องก็ปฏิเสธสู้คดี

      แต่ผมยังไม่แน่ใจว่ากรณีของคุณภูมิพัฒน์ฯ ขับขี่รถตามกันมาหรือเปล่า ถ้าขับขี่ตามกันมา และ อยู่ในช่องทางเดินรถช่องเดียวกัน กฏหมายจราจรมีบัญญัติไว้ว่า เป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่รถตามหลังต้องระมัดระวังรถที่ขับขี่อยู่ข้างหน้า และจะต้องเว้นระยะห่างให้พอควร กฏหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าต้องเว้นห่างเท่าไร จึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน หรือ ศาล เคยมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานว่าอย่างน้อย ๑๕ เมตร แต่ผมจำไม่ได้ว่าเป็นฎีกาของปี พ.ศ.ใด ถ้าคุณขับรถในช่องทางเดียวกัน และ คุณเป็นฝ่ายขับขี่ตามหลัง คุณเสียเปรียบครับ


  50. เรียนปรึกษาท่าน พล.ต.ต. อังกูร

    น้องดิฉันถูกรถชนเมื่อวันที่ 31 ที่ผ่านมา ทางคนขับได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ในวันเกิดเหตุ ซึ่งตอนเกิดเหตุนั้นเวลาประมาณเที่ยง แต่ญาติเพิ่งจะทราบว่าน้องถูกรถชนตอนสามสี่ทุ่ม ตามเรื่องที่ รพ. แล้วก็ตามเรื่องต่อที่ สน. คุณตำรวจที่ สน. ก็ให้มาติดต่อร้อยเวรเจ้าของเรื่องตอน หกโมงเย็นของวันที่ 1 เนืองจากร้อยเวรเข้าเวรเวลานั้น ซึ่งดิฉันก็ไปติดต่อแต่ทำได้เพียงแค่ลงประจำวันเพิ่มเติม คือ ชื่อ และที่อยู่คนเจ็บเท่านั้น ทางร้อยเวรแจ้งว่าต้องให้คนเจ็บอาการดีขึ้นก่อนค่อยมาติดต่อ

    ตอนนี้อาการของน้องดิฉัน ต้องรอแพทย์วินิจฉัยอาการ ทางสมอง ทางหู ส่วนขานั้นจะต้องทำการผ่าตัดเพราะเอ็นฉีกและกระดูกหัก

    ดิฉันจึงอยากเรียนถามว่าในขั้นต่อไปดิฉันควรจะติดต่อกับทางร้อยเวรอย่างไรคะ เนื่องจากคู่กรณีบอกว่าจะต้องไปเรียนต่อเมืองนอกเดือนกันยายนนี้น่ะค่ะ


    • เรียน คุณky

      กรณีที่มีผู้บาดเจ็บกระดูกหัก ถือว่า เป็นอันตรายสาหัส ซึ่งผู้ขับขี่รถคันที่ชนจึงต้องมีประกันตัว ตามปกติพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวผู้ขับขี่ไปชั่วคราวโดยไม่มีการประกันเพราะไม่ทราบว่าบาดเจ็บสาหัส หรือ ไม่สาหัส ถ้ากระดูกหักก็ชัดเจนว่า “สาหัส” ให้ญาติของผู้บาดเจ็บแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องไปสอบสวนปากคำผู้บาดเจ็บ ไม่จำเป็นต้องรอให้คนเจ็บหายแล้วถึงค่อยไปที่โรงพัก มิฉนั้นหากเจ็บป่วยนอนรักษาหลายๆเดือนสำนวนก็ค้างแย่

      ส่วนเรื่องคู่กรณีจะไปเรียนต่อเมืองนอก หากคดียังไม่เสร็จนายประกันตกที่นั่งลำบาก เพราะถ้าพนักงานสอบสวนเรียกให้ส่งตัวผู้ต้องหาแล้วส่งไม่ได้ นายประกันก็จะถูกปรับ และ พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายจับผู้ต้องหาอีกครั้ง

      ประสานกับพนักงานสอบสวนครับ ถ้าพนักงานสอบสวนไม่ให้ความสดวก ที่สถานีมีผู้บังคับบัญชาอยู่หลายระดับชั้น ร้องขอความเป็นธรรมได้ครับ


  51. บน สิงหาคม 7, 2009 at 2:49 pm | ตอบกลับ ส.อ.วรศักดิ์

    เรียนปรึกษาท่าน พล.ต.ต. อังกูร

    น้องกระผมขับรถจักรยานยนต์ถูกรถยนต์ชนเมื่อวันที่ 29 ก.ค.52 ที่ผ่านมา ทางคนขับรถยนต์ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ในวันเกิดเหตุไว้ก่อนแล้ว ซึ่งตอนเกิดเหตุนั้นเวลาประมาณสามสี่ทุม แต่ญาติเพิ่งจะทราบว่าน้องถูกรถชนตอนห้าทุ่ม แม่ผมจึงไปโรงบาลดูน้อง และไปแจ้งความตอนตีสอง แต่ตำรวจทำเป็นดีบอกว่ารอเด็กหายก่อนก็ได้ค่อยมาคุยกัน ตอนชนทีแรกน้องผมสลบไป โดยขาหักสองท่อน หักแตก ตูดฉีก แผลเต็มตัว ดีที่ใส่หมวกกันน๊อค น้องผมอายุ 14 ปี ไม่มีใบขับขี่ และคนขับรถยนต์ก็ไม่มีใบขับขี่ด้วย มันพูดว่าน้องผมตัดหน้ารถมัน และมันบอกว่าขับมาเร็ว ตรงนั้นนั้นใกล้ยูเทรน รถน้องผมโดนชนตูดเต็มๆๆ นั้น วันรุ่งขึ้นรถยนต์คู่กรณีก็ออกจากโรงพักโดยไม่โดนยึด โดยมีการตรวจสภาพและกองวิทยาการมาตรวจสอบ และหาน้องผมผิด ตำรวจก็ไม่เคยมาฟังปากคำจากน้องผมเลย จัดฉากเสร็จเรียบร้อยเลย และหาว่าน้องผมผิด และพูดเข้าข้างคู่กรณ๊ ผมจะแจ้งความว่าไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากคู่กรณี ตำรวจก็ไม่ให้แจ้งความ หลังจากชน คูกรณีไม่เคยมาสนใจ ไม่เคยมาเยี่ยม ไม่มีมนุษยธรรมเลย แถมตำรวจยังเข้าข้างคู่กรณีอีก ผมว่าจะไปร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอรับความยุติธรรม
    น้องผมบอกว่าขี่รถจะยูเทรนแล้ว อยู่ดีๆๆก็โดนรถมาชนท้าย แล้วก็สลบไปจำอะไรไม่ได้แล้ว ตำรวจก็ไม่เคยมาสอบปากคำเลย แถมยังเข้าข้างคู่กรณีอีก อยากให้ครอบครัวมันโดนมั่ง มันจะรูสึกอย่างไร ผมไปดูสภาพรถมาวันที่ 1 ส.ค.52 และไปฟังสำนวนมา ตำรวจคนนั้นก็สรุปว่าน้องผมผิดอย่างเดียว รถโดนชนตูดเต็มถ้ามันประมาทก็น่าจะทั้งคู่ กระผมขอความอนุเคราะห์จากท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    มา ณ ที่นี้
    ตอนนี้อาการของน้องกระผม ต้องรอแพทย์วินิจฉัยอาการ ทางสมอง ส่วนขานั้นจะต้องทำการผ่าตัดเพราะกระดูกหัก และเย็ยตูด เพราะตูดฉีกเลือดไหลมาก
    ฉี่ไม่ค่อยออก

    กระผมขอความอนุเคราะห์จากท่าน พล.ต.ต. อังกูร มา ณ ที่นี้
    ส.อ.วรศักดิ์ 084-1415144


  52. เรียน ส.อ.วรศักดิ์ฯ

    ก็คงจะเหมือนกับที่ผมตอบคุณภูมิพัฒน์ฯ เรื่อง ใครผิด ใครถูก ศาลจะเป็นผู้พิพากษาตัดสิน ถ้าเราเห็นว่าไม่ผิดก็ปฏิเสธต่อสู้คดีได้

    การที่จะพิจารณาตัวเองว่า ถูก หรือ ผิด ก็ดูว่าฝ่ายเราทำผิดกฏหมายจราจรอะไรบ้าง เท่าที่เห็นก็มีอยู่ ๑ ข้อ คือ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คือน้องคุณ อายุเพียง ๑๔ ปี ยังไม่สามารถทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ กฏหมายบัญญัติว่า ผู้ขับขี่รถจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ นั่นคือ ต้องมีความรู้ความสามารถในการ ควบคุม ขับขี่ และ บังคับรถเสียก่อนจึงจะขับรถได้ ข้อนี้คุณต้องแก้ให้หลุด ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าน้องคุณมีความสามารถในการขับขี่รถ (ลำบากพอสมควรทีเดียว)

    ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ก็ตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับน้องคุณว่า มีความสามารถในการขับขี่รถ และ มีความรู้ในการใช้รถใช้ถนนหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม เมื่อน้องชายคุณกระดูกหัก เข้าขั้นบาดเจ็บสาหัส พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนการสอบสวนครับ ส่วนเรื่องคู่กรณีจะมาดูแลหรือไม่ดูแล ไม่เกี่ยวกับเรื่องสำนวนการสอบสวน

    หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนได้ตลอดเวลา ทำคำร้องเป็นหนังสือ จะได้เป็นหลักฐานการร้องเรียน ควรเริ่มตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับล่างๆขึ้นไป


  53. เรียนปรึกษาค่ะ

    คุณแม่ ได้หักเลี้ยวขวาจากซอยขึ้นสู่ถนนใหญ่ ในขณะที่ห้กออก มีมอเตอร์ไซค์ของเด็กวัยรุ่นพุ่งเข้ามาชน เป็นเหตุให้คนซ้อนขาหัก ต้องได้รับการเข้าเฝือก แต่ไม่ต้องผ่าตัด อยากเรียนปรึกาดังนี้ค่ะ

    – คุณแม่ได้ยอมรับผิด และยอมเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด รวมทั้งได้ให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ นอนห้องพิเศษ เพื่อความสะดวกในการดูแล และตลอดการรักษา ก็ได้ไปเยี่ยม และโทรถามตลอดเวลา ผู้ได้รับบาดเจ็บสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่ต้องใส่เฝือก แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ยกเลิกการเรียนในภาคเรียนนี้ไป ให้เหตุผลว่า เดินทางไปเรียนไม่สะดวก แต่ได้ใช้บิลค่ารักษา ไปเบิกจากประกันอุบัติเหตุมาใช้จ่ายส่วนตัวจำนวนหนึ่ง และเมื่อหาย ได้เรียกมาตกลง ผู้เสียหายเรียกร้องค่าทำขวัญ 40,000 บาท

    คำถามคือ ทางฝ่ายคุณแม่ ขอลดเหลือ 30,000 บาท แต่ทางผู้เสียหายไม่ยอม และเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้ไม่ได้ เป็นอย่างนี้ ควรปรึกษาทนาย หรือมีหนทางอย่างไร ให้ลดค่าเสียหายได้ไหมคะ หรือไม่ควร ทางคุณแม่รู้สึกผิด และอยากให้เรื่องจบๆไป แต่ทางครอบครัว คิดว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไป เพราะเราเองก็ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก …จึงเรียนขอคำปรึกษาค่ะ

    1. จำนวนเงิน 40,000 บาท มากเกินไปไหมคะ…แล้วในกรณีนี้ ควรจะจ่ายเท่าไหร่ดีคะ
    2. ถ้าทางผู้เสียหายไม่ยอม ทางฝ่ายผู้เสียหายจะต้องเป็นฝ่ายฟ้องใช่ไหมคะ แล้วเราต้องหาทนายสู้หรือเปล่า
    3. ทางเราตั้งใจจะจ่ายอยู่แล้ว แต่เป็นจำนวนไม่เกิน 30,000 บาท อย่างนี้ จะมีความผิดในชั้นศาลไหมคะ? เสี่ยงต่อการถูกกลาวหาว่าไร้มนุษยธรรม และเสีียงต่อการติดคุกไหมคะ?

    รบกวนขอคำปรึกษาด้วยค่ะ เพราะที่บ้านไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายเลยค่ะ ตัวดิฉันก็เป็นนักศึกษาอยู่ เรื่องกฏหมายจราจรนี่ ไม่มีประสบการณ์เลยค่ะ

    ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


  54. เรียนคุณจี

    ควรซื้อ พ.ร.บ.การจราจรทางบกมาอ่าน หาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือใหญ่ ๆทั่วไป เมื่อเกิดเหตุ รถโดนกัน หรือชนกัน ตำรวจจะถือเอาหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.จราจร ใครผิดกฏจราจรถือว่าเป็นฝ่ายประมาท (ฝ่ายผิด)

    ทุกวันนี้คนในกรุงเทพฯไม่ได้ขับรถตามที่กฏหมายจราจรบัญญัติไว้เลย ตำรวจไม่มีเวลาพอที่จะไปกวดขันวินัยจราจร ยกตัวอย่าง การขับรถตามกันมิได้เว้นระยะห่างตามกฏหมายกำหนด การเปลี่ยนช่องทางเดินรถไม่ได้เปิดสัญญาณขอทางก่อน ที่เห็นทุกวันคือการขับแบบซิกแซก ช่องทางเดินรถช่องไหนว่างจะแทรกเข้าทันที

    กรณีขับรถโดนกันแล้วทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บถึงกระดูกหัก กฏหมายถือว่า “บาดเจ็บสาหัส” มีโทษทางอาญา ระวางโทษจำคุก และ ปรับไว้ด้วย หากเกี่ยงค่าเสียหายอยู่เพียงแค่ ๑๐,๐๐๐.-บาท ผมว่าหาทางยอมเขาเถอะครับ เงินไม่พอก็ขอผ่อนชำระ แล้วขอให้ทางตำรวจเขาช่วยไม่ต้องส่งเรื่องไปฟ้องศาล พูดกับตำรวจดี ๆเขาทำให้ได้ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องตกลงค่าเสียหายกันให้ได้เสียก่อน ถ้าส่งเรื่องไปศาลแล้วยุ่งมากๆๆๆ จะต้องประกันตัว จะต้องจ้างทนาย อะไรไม่ร้ายเท่ากับ “เครียด” กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เสียสุขภาพเปล่า ๆ ครับ


  55. เรียนปรึกษาท่าน พล.ต.ต. อังกูร

    รถดิฉันถูกชนท้ายอย่างแรงดิฉันได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาและข้อเท้าแรงมาก ขาไม่หัก แต่บวมช้ำเดินไม่ได้ ยังรักษาต่อเนื่องอยู่ ขณะนี่พักรักษาตัวเกือบเดือนแล้ว มีใบรับรองแพทย์ (เข้าใจว่ากรณีนี้ถือว่าบาดเจ็บสาหัสใช่ไหมคะ แม้ว่าขาจะไม่ได้หัก) ยังไม่หายดี ส่วนแฟนหัวโนห้อเลือด ฟกช้ำตามแขนขา พัก 7 วัน ตำรวจแจ้งว่ารอให้ดิฉันหายก่อนจึงดำเนินเรื่องได้ วันเกิดเหตุทางประกันมีการยอมรับกันเบื้องต้นแล้วว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด เพื่อสามารถนำรถทั้งคู่ออกจากสน.ได้

    ดิฉันอยากทราบขั้นตอนการดำเนินการของตำรวจต่อไปหลังจากดิฉันหายแล้วน่ะค่ะ ตำรวจจะดำเนินคดีฝ่ายโน้นเมื่อใด อย่างไร (ทั้งพรบ.จราจรทางบก, ป.อาญา) ตำรวจเป็นผู้ทำสำนวนใช่ไหมคะ ดิฉันต้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่อย่างไร และถ้าตกลงค่าสินไหมกันไม่ได้ ดิฉันต้องฟ้องทางแพ่งเองสามารถยื่นฟ้องพร้อมกันหรือต้องรอทางอาญาจบก่อนคะ

    ดิฉันอยากขอคำแนะนำในการเรียกค่าสินไหมด้วยค่ะ ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการทำงานของดิฉัน ที่ต้องหยุดเป็นเดือน (เพราะถ้าเรียกร้องตามจริงของดิฉันและแฟน แค่ 40% ของรายได้เชื่อว่าคู่กรณีจ่ายไม่ไหวหรือไม่อยากจ่ายแน่นอน) กับอีกส่วนคือค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพราะถ้าเทียบเป็นค่า taxi มากแน่นอน เนื่องจากที่ทำงานกับบ้านไปกลับประมาณ 80 กม. และวันๆ แฟนดิฉันต้องไปตรวจงานตามไซท์งานหลายแห่งมาก เรียกว่าใช้รถร้อยกว่ากิโลทุกวัน จึงอยากเรียนสอบถามว่าตามประสบการณ์ของท่านว่าศาลจะพิเคราะห์ให้ตามแนวทางอย่างใด
    (ในส่วนค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหาเนื่องจากรถคู่กรณีประกันชั้น 1)

    หมายเหตุ ที่เรียนสอบถามมิได้มุ่งหมายที่จะเรียกร้องจากคู่กรณีชนิดเอาเป็นเอาตายนะคะ อยากทราบขั้นตอนและแนวทางน่ะค่ะ จบได้ก็อยากจบ เพียงแต่วันนี้ยังไม่เห็นน้ำใจคู่กรณีแม้แต่น้อยเลยค่ะ จึงถามเผื่อถ้าต้องฟ้องคดีค่ะ


    • เรียนคุนชวรินทร์

      การลงความเห็นของแพทย์เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บเพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน ถือตามรายงานการชัณสูตรบาดแผลนะครับ ไม่ใช่ใบรับรองแพทย์ ใบรับรองแพทย์นั้นเป็นการออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานไปยื่นกับนายจ้าง หรือ ผู้บังคับบัญชา เพื่อลางาน “ใบชัณสูตรบาดแผล”แพทย์จะออกให้กับทางตำรวจ ถ้าเป็นกรณีกระดูกหักแพทย์จะลงความเห็นได้ทันทีเลยว่า ใช้เวลารักษาเกิน ๒๐ วัน ซึ่งถือว่า “สาหัส”ตามกฏหมาย ทางที่ดีควรพบแพทย์สอบถามว่ามีการออกรายงานชัณสูตรบาดแผลให้กับพนักงานสอบสวนหรือยัง และแจ้งอาการให้แพทย์ทราบ

      ดูคำว่า “สาหัส”ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ระบุไว้ชัดเจนว่าอย่างไรถือเป็นสาหัส อย่างกรณีของคุณชวรินทร์จะเข้าใน อนุ๘ ทุพพลภาพ หรือ เจ๊บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน หรือ จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน อธิบายความ ถ้าแพทย์ไม่ลงความเห็นว่าต้องใช้เวลารักษาเกิน ๒๐ วัน คุณต้องเป็นผู้นำสืบเอง โดยอาจประสานกับแพทย์ให้ลงความเห็นเช่นว่านั้น หรือให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนา หรือ ไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติเกินกว่า ๒๐ วัน (อาการทุกขเวทนาเป็นอย่างไร ต้องบรรยายให้เห็นภาพนะครับ)

      คำว่า “สาหัส”มีความสำคัญในการดำเนินคดี ๑.ทำให้โทษที่จะลงกับผู้กระทำผิดหนักขึ้น ๒.การจ่ายเงินชดเชยของบริษัทประกันภัยก็จะสูงขึ้นด้วย ๓.ทำให้พนักงานสอบสวนไม่สามารถเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาในชั้นสถานีตำรวจได้ ต้องทำสำนวนส่งให้พนักงานอัยการฟ้องต่อศาล ข้อนี้พนักงานสอบสวนจะไม่ชอบเลยเพราะการทำสำนวนยุ่งยาก เสียเวลามาก ส่วนมากพนักงานสอบสวนจะโมเมปรับผู้ต้องหาชั้นสถานีตำรวจในข้อหา ขับรถประมาทไม่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

      ขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ขอแนะนำให้คุณชวรินทร์เป็นฝ่ายประสานไปยังพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่อง แจ้งให้ทราบถึงอาการบาดเจ็บและความประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนเป็นคนกลางในการติดต่อคู่กรณีมาตกลงค่าเสียหายค่ารักษาพยาบาล พนักงานสอบสวนจะไม่ค่อยติดตามเรื่องจากผู้เสียหายเพราะมีคดีเข้ามาใหม่ทุกวันจนไม่มีเวลา ค่าเสียหายนั้นอยู่ที่คู่กรณีจะตกลงกัน ส่วนตกลงกันเท่าใด ได้หรือไม่ได้นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากคดีเหล่านี้เป็นคดีที่ต้องมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน มีระเบียบปฏิบัติให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องค่าสินไหมทดแทนด้วย ส่วนมากพนักงานสอบสวนจะเรียกคู่กรณีมาทำความตกลง ถ้าตกลงกันไม่ได้พนักงานสอบสวนก็จะทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวน แล้วทำสำนวนมีความเห็นส่งพนักงานอัยการ เป็นเรื่องของผู้เสียหายต้องไปฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณี

      ชั้นสถานีตำรวจ ในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิ์สอบถามความคืบหน้าทางคดีได้ตลอดเวลา หากไม่สามารถตกลงค่าเสียหายในชั้นสถานีตำรวจได้ ควรรอการดำเนินคดีอาญาให้พนักงานสอบสวนมีความเห็น “ควรสั่งฟ้อง” ส่งสำนวนยังพนักงานอัยการก่อน จึงค่อยฟ้องแพ่งตาม

      ข้อที่ควรทราบ ๑.ถ้าผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส พนักงานสอบสวนไม่สามารถเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาที่สถานีตำรวจได้ ๒.กรณีที่ตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ ให้ติดตามสำนวน เมื่อสำนวนการสอบสวนส่งไปยังพนักงานอัยการ ควรติดตามหารือกับพนักงานอัยการเจ้าของเรื่องด้วย เมื่ออัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหา ผู้เสียหายก็ควรฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายตามไปด้วย ส่วนเกณฑ์ในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนของศาลก็มีบรรทัดฐานของศาลอยู่ ๓.กรณีพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนความเห็น “ควรสั่งฟ้อง” และพนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล การตกลงค่าเสียหาย หรือ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าได้ความในฟ้องว่าผู้เสียหายไม่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย รับรองผู้ต้องหาติดคุก แต่ถ้ามีหลักฐานว่าได้รับการชดใช้ตามสมควรแล้วศาลมักจะพิพากษาให้รอการลงอาญา ถึงตอนนี้ควรตั้งทนายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

      ส่วนในขณะที่รักษาพยาบาลอยู่ฝ่ายคู่กรณีไม่ไปดูแลเยี่ยมเยียน อันนี้ไม่มีระเบียบ หรือกฏหมายบังคับ เป็นเรื่องของจิตใจ ความเห็นอกเห็นใจ จากประสบการณ์ ถ้าคู่กรณีมีน้ำใจต่อกันมักจะตกลงค่าเสียหายกันได้ง่ายครับ.


      • บน กันยายน 18, 2009 at 10:47 pm ชวรินทร์

        ขอขอบพระคุณท่านพล.ต.ต. อังกูรมากค่ะ ที่สละเวลาช่วยตอบข้อซักถาม และให้ความรู้ต่างๆ เป็นวิทยาทานกับดิฉันและบุคคลทั่วไปนะคะ


  56. จีด้า
    เรียนท่านพล.ต.ต อังกูร ที่เคารพ
    ดิฉันมีปัญหาเรียนปรึกษาเกี่ยวกับ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 52 หลานชาย อายุ 13 ปี ขี่จักรยานมากับเพื่อนจำนวน 5 คน ชั้นเดียวกันในขณะเลิกร.ร.พอมาถึงจุดเกิดเหตุในถนนลาดยางหลัก2เลนสำหรับผู้คนสัญจรไปมาเข้าตัวจังหวัด ( เหตุเกิดที่หน้าหมู่บ้าน ชุมชน เวลา 16.10. เด็กใส่ชุดนักเรียนอยู่) มีเด็กชาย 3 คนขี่ก่อนและหลานดิฉันขี่ในลำดับที่ 4 เพื่อนชื่อ A ลำดับที่ 5 พอมาถึงทางแยก เข้าหมู่บ้าน 3คนแรกนี้ ไม่เลี้ยวเข้าแยกนี้ขี่ผ่านเลยเพื่อไปแยกหน้า แต่คนที่5 เลี้ยวเข้าแยกนี้ก่อนและหลานดิฉันจึงได้ตัดสินใจขี่เลี้ยวตามไปโดยจะเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันก็มีรถยนต์แล่นสวนมาทางซ้ายอย่างเร็วมากซึ่งเร็วกว่ากม.กำหนด ให้ใช้ในเขตชุมชน ซึ่งเขาเป็นทางตรง ก็ได้ชนประสานเข้าอย่างแรงส่งผลให้หลานดิฉันเสียชีวิต เข้านอนรพ.ได้ 1 คืน ลืมบอกไปค่ะว่าคนที่ 5 นี้ข้ามถนนไปได้ถึงไหล่ทางพอดี ส่วนหลานดิฉันนี้ก็ใกล้จะถึงไหล่ทางแต่ไม่พ้น โดยในขณะที่เกิดเหตุ รถยนต์ดังกล่าวได้ขับเข้ามาในชุมชน เห็นเด็กนักเรียนขี่จักรยานมาหลายคน แต่ไม่ชลอ ไม่บีบแตรเตือนเด็ก ไม่มีรอยเบรกและไม่คิดหักหลบเพราะขณะนั้นไม่มีรถสวนมาเลย ถ้าทำเด็กก็คงจะรอดอยู่
    ตำรวจเจ้าของคดีได้ตรวจหลักฐานต่างๆ และพยานที่เกิดเหตุแล้ว ลงความเห็นในตอนแรกว่าเด็กผิด ที่ไม่ใช้ความระมัดระวัง โดยไม่ได้บอกเลยว่าฝ่านนั้นก็มีส่วนประมาทหรือผิดเช่นกัน แต่พอทางดิฉันพูดว่าถ้าว่าประมาทแล้วเด็กกับผู้ใหญ่ใครจะประมาทกว่ากัน หลังจากนั้นผกก. จึงได้พูดในลักษณะอ่อนลงบ้างว่ามีส่วนประมาทร่วม ในส่วนของเด็กๆอาจจะขาดความระมัดระวังมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ขับรถยนต์เป็นผู้ใหญ่จะต้องมีวิจารณญานมากกว่าเด็กอยู่แล้ว และอีกอย่างรถยนต์ก็เสียหายเล็กน้อยกระโปรงรถแค่บุบและมุกไฟเลี้ยวขวาก็ร้าวนิดหน่อย แต่ฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต สรุปแล้วรถใหญ่เสียเปรียบ
    พอเวลาต่อมาตำรวจได้เรียกเข้ามาเพื่อคุยตกลงเรียกค่าเสียหาย คุยกันประมาณ 3 ครั้ง ก็ตกลงกันไม่ โดยฝ่ายดิฉันได้เรียกค่าสินไหมทดแทน จำนวน 200,000 บาท ไม่รวมค่า พรบ. ซึ่งได้มาแล้ว 35,000 บาท จากจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าปลงศพ เจ้าของรถยนต์ ให้ค่าทำศพมา 20,000 บาท ขณะเดียวกันเขาก็ได้ไปดูที่ รพ.และมาช่วยงานศพอยู่คะ พอคุยกันรอบที่2 ได้ลดลงเหลือ 180,000 บาท โดยดิฉันให้ผ่อนส่งได้ ไม่ได้จะเอางวดเดียวหมด แต่ทางคู่กรณีไม่ยอม ยืนยันจะจ่ายให้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น(คู่กรณีเป็นครูทั้ง2 คนผัวเมีย ค่ะ) ผกก.บอกว่าเขาจะให้ได้ 100,000 บาทถ้าอยากได้มากกว่านี้ต้องไปฟ้องร้องเอา ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี แต่ตั้งแต่นั้นมาดิฉัน
    เห็นว่าคู่กรณีไม่ติดต่อมาหาดิฉันเลยและมองว่าเขาก็ได้วิ่งเต้นคุยกับทางตำรวจเรียบร้อยแล้ว (ในตอนแรกเลย ผกก. บอกว่าฝ่ายคู่กรณีจะรับผิดให้ โดยจะให้ 100,000 บาท และค่า พรบ. 100,000 บาท ทางฝ่ายดิฉันไม่รับเพราะคิดว่าจะเรียกร้อง ให้ได้จำนวนทั้งหมดรวม 300,000 บาท เพราะฝ่ายเราเสียชีวิต คงพอจะเหมาะสมอยู่บ้าง ) ขณะนี้ ตำรวจได้ส่งสรุปสำนวน ถึงอัยการแล้ว ตั้งแต่
    19สิงหา 52 ดิฉันไปพบอัยการ บอกว่า ตำรวจสรุปว่าเรามีส่วนประมาทร่วมไม่มีสิทธิเรียกร้องได้เลย จริงหรือไม่ค่ะ ทางที่ดีควรรับเงินไว้
    ส่วนคู่กรณีก็ไม่ต้องติดคุกหรอกสำหรับคดีประเภทนี้ ไม่มีความยุ่งยากอะไรเลย เพราะเป็นแค่อุบัติเหตุ เขาจะทดแทนให้เท่าใดก็ย่อมจะให้ได้ อัยการก็ให้เรามาคุยกันไหม ก่อนถึงวันนัดอีก 1 ต.ค. 52 ขอเรียนถาม ดังนี้
    1. ฝ่ายเราเป็นนักเรียนซึ่งขณะนั้นกำลังเดินทางกลับและอยู่ในชุมชนใครจะผิดมากกว่ากัน
    2. เราไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรได้หรือค่ะแม้แต่เงินทดแทน
    3.เป็นไปได้ไหมว่าตำรวจช่วยทางคู่กรณีอย่างเต็มที่เพราะตำรวจด้วยกันยังกระซิบว่าตำรวจเข้าฝ่านนั้นไปหมดแล้ว คิดดูซิค่ะแม้แต่ผู้รักษากฎหมายยังไม่มีความเป็นธรรมเอาเสียเลยแล้วอย่างนี้ลูกตาสีตาสาอย่างดิฉันจะไปหวังพึ่งใครได้อีก อีกอย่างอัยการก็ยังคุยไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย
    3.ทางฝ่ายดิฉันเรียกค่าสินไหมทดแทนเหมาะสมหรือไม่ หรือมากเกินไป สำหรับชีวิตเด็กคนหนึ่งที่จะมีอนาคตที่ดีในวันข้างหน้าก็อาจจะเป็นไปๆได้
    4. ถ้าดิฉันรับเอาเงินทดแทนนั้นคดีส่วนแพ่งก็จะจบไป แต่คดีอาญานี้จะจบไปด้วยกันหรือปล่าว หรืออัยการจะเห็นสมควรฟ้องหรือไม่ฟ้องนี้ได้ไหม หรือว่าถ้าเป็นคดีอาญากระทำการโดยประมาททำให้บุคคลอื่นตายก็ต้องฟ้องทุกราย
    5. ดิฉันสมควรต้องทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยค่ะ
    6. จึงหรือไม่ที่หลายคนแนะนำไม่ต้องสู้คดีเพราะสู้ไปก็แพ้อยู่ดี เราไม่เส้นสาย
    7.ดิฉันจะให้ตำรวจช่วยเป็นคนกลางในการมาตกลงคุยกันเรื่องค่าทดแทนได้ไหมค่ะและให้ตำรวจเปลี่ยนสำนวนได้ไหมในเมื่อสำนวนถึงมืออัยการแล้ว

    ขอรบกวนเท่านี้ กรุณาตอบให้ความกระจ่างคลายทุกข์ด้วยค่ะ ขอขอบคุณ ตอบเร็วๆ ด้วยค่ะอยากรู้มากเลย


    • เรียน คุณจีด้า

      ก่อนอื่นรีบหาตัว พ.ร.บ.จราจรทางบก มาอ่าน มีขายตามร้านจำหน่ายหนังสือใหญ่ๆทั่วไป อ่านดูตัว พ.ร.บ.,กฏกระทรวง และข้อบังคับพนักงานจราจร ซึ่งจะมีอยู่ท้าย พ.ร.บ.

      ๑ เอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปปรับเข้ากับการขับขี่รถที่บัญญัติใน พ.ร.บ. ก็พอจะทราบว่าฝ่ายไหนต้องใช้ความระมัดระวัง การขับขี่รถในเขตชุมชน หรือหมู่บ้าน ต้องใช้ความระมัดระวัง แต่ไม่ทราบว่ากฏหมายบัญญัติไว้ในมาตราไหน หรือในกฏกระทรวงข้อใด และควรจะดูเรื่องการเลี้ยวรถ เรื่องการใช้ความเร็ว

      ๒ มีสิทธิ์เรียกร้องครับ ตั้งทนายฟ้องความเองเลย ปรึกษาทนายเก่ง ๆ

      ๓ คดีทุกเรื่องศาลจะเป็นผู้พิพากษาว่าใครผิด หรือ ใครประมาท ศาลยังมีถึง ๓ ศาล ความเห็นแต่ละศาลยังไม่ตรงกันเลย ตำรวจเป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้น อาจถูก หรือ อาจผิดพลาดได้ เรื่องพรรคพวก หรือ มีคนฝาก สังคมไทยยังมีอยู่ ถ้าเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมร้องเรียนผู้บังคับบัญชา ถ้าเกี่ยวกับคดี ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีเองได้ ดูตัวอย่างคดีฆ่าหมอพัสพร

      ๓ เรื่องค่าเสียหาย ถ้าเทียบกับความสูญเสียของคนที่เรารักกับเงิน มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการชดใช้ ฝ่ายถูกเรียกร้องอาจไม่มีเงิน ทำให้เรื่องมีความยุ่งยาก

      ๔ ถูกต้องครับ เมื่อรับค่าสินไหมไปแล้ว ในการบันทึกชดใช้จะมีข้อความเสมอว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอีก ส่วนมากเมื่อตกลงค่าเสียหายแล้ว พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ จะสั่งไม่ฟ้องได้สะดวกเมื่อมีการวิ่งเต้น
      – มีหลายคดีครับที่มีหลักฐานชัดว่า ผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีการชดใช้ค่าเสียหาย มันขึ้นอยู่กับหลักฐานชัดเจ้นแค่ไหนว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท

      ๕ หาทนายดีๆ เก่งๆ ฟ้องคดีเองเลยครับ

      ๖ ข้อนี้ไม่จริง ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผิด และสามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ ฝ่ายผิดถึงมีเส้นก็ติดคุก

      ๗ การใช้คนกลางไกล่เกลี่ยเป็นวิธีที่ดีที่สุด ไม่เสียเงินค่าทนาย ไม่เสียเวลา สำนวนถึงอัยการแล้วเปลี่ยนไม่ได้ แต่พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้สอบสวนพยานเพิ่มเติมได้ เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปพนักงานอัยการก็ชอบที่จะมีความเห็นไปอีกอย่าง ไม่ตรงกับพนักงานสอบสวนได้


  57. เรียนท่านอังกูร
    รถถอยออกจากชอยแล้วมุมกันชนหลังซ้ายถูกรถที่วิ่งทางตรงมาชน รถของคู่กรณีด้านซ้ายเสียหายเป็นทางยาว ถนนทั้ง2เส้นเป็นถนนส่วนบุคคล ประกันของคู่กรณีเรียกค่าเสียหายมาบอกว่าเราประมาท กรณีนี้เขาฟ้องศาลแล้วเราจะเป็นคนผิดหรือไม่หรือน่าจะเป็นประมาทร่วมต่างคนต่างซ่อมรถหรือไม่ ควรให้เขาฟ้องหรือไม่ ตอนนี้ทนายของประกันส่งหนังสือมาให้ชำระค่าซ่อมรถ26000 บาทภายใน7วันหากไม่จ่ายจะฟ้องศาล

    ขอบคูณค่ะ
    ปาน


    • เรียน คุณปาน

      การขับรถออกจากซอยต้องใช้ความระมัดระวังรถที่ขับขี่อยู่ในทางตรง ยิ่งถ้าเป็นการถอยรถออกจากซอยจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นไปอีก รถทางตรงก็มีส่วนประมาทหากสืบได้ว่าขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกำหนด

      เหตุเกิดในที่ส่วนบุคคล พ.ร.บ.จราจรไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน คู่ความต้องฟ้องคดีเอง

      ควรเจรจาต่อรอง การเป็นคดีชั้นศาลต้องตั้งทนาย ค่าทนายสมัยนี้ก็หลายตังส์อยู่ ต่อรองราคาดู เหตุผลก็คือไม่มีเงิน ขอผ่อนชำระรายเดือนดีที่สุด


  58. ประชาชนมีปัญหาทุกข์ใจ ขอท่านจงช่วยแนะนำให้ความกระจ่าง ด้วยค่ะ ถ้าจะสู้ในชั้นศาลท่านว่าจะได้รับความยุติธรรมไหม ใช้เวลาประมาณกี่ปี คำตัดสินจะออกมาในลักษณะใด เพราะถ้าผลออกมาว่าเด็กผิด คู่กรณีไม่ได้รับผลใดๆ เลย ดิฉันคิดว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมเอาเลย


  59. เรียนท่าน สารวัตรอังกูร

    กรณีรถชนคนตายและยังไม่ได้รับค่าเสียหาย

    คือว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร ที่8 กันยายน52ที่ผ่านมาครับ ผู้ประสบเหตุ คือพี่ชายของแฟนผมเอง

    ขับรถจักยานยนต์ที่ถนนสายเลียบรางรถไฟ จ.ตรังจะกลับบ้าน แล้วเกิด รถเก๋งคู่กรณีมาชนเข้าด้านหน้าอย่างจัง

    เป็นเหตุให้พี่ชายของแฟนนั้นรับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนที่โรงพยาบาลถึง2คืน(ไอซียู)แล้วก็ได้เสียชีวิตในวันพฤหัสบดี

    ที่10กันยายน52 แล้วทางญาติๆก็ได้จัดงานศพตามประเพณี เผาวันจันทร์ที่14ที่ผ่านมาครับ ทางคู่กรณีเพิ่งมางานศพ

    คืนที่สองที่ตั้งศพครับ แล้วมอบเงินให้10000บาทโดยไม่ได้คุยเรื่องคดีใดใดเลย(แถมคนขับที่ขับชนก็ไม่ได้มา)แล้วก็หายไปเลย

    ไม่ติดต่อใดใดทางญาติฝ่ายผู้เสียชีวิตมาเลยครับ

    ผมอยากทราบครับว่า 1 ทางประกันภัยฝ่ายเขาไม่จ่ายให้เราเหรอครับ(ฝ่ายเราประกันขาดไม่ได้ต่อ)

    2 พนักงานสอบสวนให้เคลียร์กันเองหมายความว่าอย่างไรครับ (ทั้งๆที่ฝ่ายคู่กรณีไม่ติดต่อมาเลย)

    3 สามารถเรียกค่าทำปลงศพค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดได้หรือไม่ครับ (ค่าปลงศพ+ค่ารักษาประมาณ45000)

    4 หากเขาจ่ายแค่10000บาทเท่านั้น ฝ่ายเราไปฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ครับ

    5 แล้วคดีแบบนี้มีอายุความในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกี่ปีครับ


    • คุณนาคร

      ๑ บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมเมื่อฝ่ายขับรถประมาท(ฝ่ายผิด)มีประกันไว้กับบริษัท ต้องให้แน่ใจสองอย่างนะครับ อันแรกฝ่ายเขาผิด อันที่สองฝ่ายเขามีประกันภัย

      ๒ พนักงานสอบสวนให้เคลียกันเอง ก็คงจะหมายความว่าให้ไปพูดจาตกลงค่าเสียหายกันเอาเอง แต่ผมเห็นว่าประเด็นสำคัญอันหนึ่งก็คือ ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประมาท ฝ่ายเรา หรือ ฝ่ายเขา หรือประมาทร่วม ดูจากข้อเท็จจริงการขับขี่รถ แล้วหยั่งดูความคิดเห็นของพนักงานสอบสวนว่ามีความเห็นในคดีนี้อย่างไร ถ้าพนักงานสอบสวนบอกมาแล้ว เรายังไม่เห็นด้วยก็ชี้แจงโต้แย้งได้ (ต้องมีเหตุที่อ้างตามกฏหมายนะครับ) รู้ใครถูก ใครผิด จึงจะเรียกร้องค่าเสียหายได้

      คดีรถชนมีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นคดีประมาทขาดเจตนา ถ้าตกลงกันได้ตำรวจก็จะช่วยทางคดีให้ ตกลงกันไม่ได้ตำรวจไม่กล้าช่วย เดี๋ยวเจอร้องเรียนถูกสอบสวนทางวินัย ดังนั้นจึงมักโมเม ไม่ชี้ว่าใครผิดใครถูก ให้ไปพูดจาตกลงกัน ฝ่ายที่ทำให้คนอื่นตายจึงต้องขวนขวายจ่ายเงินค่าเสียหาย แล้วไปบอกตำรวจว่าตกลงกันได้แล้ว ตำรวจก็จะทำคดีต่อไปได้ง่าย ไม่มีใครสนใจ

      ๓ ถ้ามีการตกลงกัน ค่าใช้จ่ายในการปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล เรียกได้เลยครับเพราะมีจำนวนที่แน่นอน แต่ค่าทำขวัญ ค่าชดเชยการสูญเสีย นี่ซิ ไม่มีตัวเลขบรรทัดฐาน ตกลงกันลำบาก

      ๔ การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสามารถกระทำได้ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายเป็นฝ่ายผิดก็หมดสิทธิ์ ถ้าจะฟ้องร้องกัน หรือ จะต้องขึ้นศาลแน่นอน เรื่องใครผิด ใครถูกสำคัญมากครับ

      ๕ ถ้าเจรจาตกลงกันตามข้อ ๒ ไม่ได้ ต้องดูคดีอาญาใครเป็นฝ่ายประมาท (ตามข้อ ๔) อายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมผมไม่แน่ใจ อาจจะภายใน ๑ ปี สอบถามทนายนะครับ


  60. ลืมบอกไปครับ

    ว่าคู่กรณีนั้นเขาขับรถข้ามเลนมาชนกับรถของผู้ตายครับ


    • คุณนาคร

      ถ้าปรากฏชัดว่าฝ่ายตรงข้ามขับรถข้ามเลนมาชนก็ค่อนข้างชัดว่าฝ่ายที่ข้ามเลนมาเป็นฝ่ายผิด ให้ติดตามพนักงานสอบสวนว่า มีการสอบสวนแจ้งข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฝ่ายตรงข้ามแล้วหรือยัง ถ้ามีการแจ้งข้อหาก็จะต้องมีการประกันตัว การสอบสวนจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือนเป็นอย่างช้า ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการให้เข้าพบผู้บังคับบัญชา ถ้าผู้บังคับบัญชายังเพิกเฉยก็เข้าหา สส. ถ้า สส.ยังไม่เป็นธุระให้สมัยต่อๆไปอย่าไปเลือกมัน


  61. ขอขอบคุณท่าน พล.ต.ต. อังกูร มากครับ ที่ให้ความรู้และข้อเสนอแนะแก่ผมครับ


  62. ถึงท่านสารวัตร
    ดิฉันขอเล่าเหตุการ์ณเลยนะคะ เมื่อวัน15-9-52 ได้ใช้ลูกน้องขับรถให้และดิฉันไปด้วย ขับรถในซอยก็ไม่เร็วนะคะ ดิฉันเห็นเด็กยืนซื้อไอศครีมอยู่ริมถนน ก็บอกคนรถให้ระวังเด็ก พอพูดเสร็จ เด็กก็วิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด ทำให้ชนเด็กกระแทกลงพื้น ห่างจากรถไม่เกิน เมตรโดยประมาณ(ดีที่มาช้า) เด็กไม่เป็นอะไรมากแค่ถลอก และหัวโน่ แต่ก็รีบพาเด็กส่ง รพ.ให้หมอตรวจและเอ็กซเรย์สมองทันที ปรากฏว่ากะโหลกข้างซ้ายมีรอยร้าว 3 ซม.และมีเลือดออกที่จมูกน้องและมีเลือดในสมอง 0.3มิลแต่หมอบอกว่ารอดูอาการร่างกายสามารถดูดซึมเองได้ คืนแรกจึงให้นอน ห้องไอ ซี ยู คืน2ก็อปลอดภัยดีจึงให้ย้ายมานอนห้องธรรมดาดิฉันก็ไปเยี่ยมน้องและซื้อนมเสริมแคลเซียมให้น้องกิน พอวันที่3 โรงพยาบาลให้ออกไปพักผ่อนที่บ้าน 1เดือน ดิฉันก็ไปจ่าตังค์ค่าส่วนเกินที่ประกันชั้น1 ไม่ได้จ่าย(นิดหน่อยคะพร้อมรับเด็กกับแม่เด็กกลับมาส่งที่บ้านเขา พอวันที่20-9-52นัดเจรจากันที่สน. พร้อมกันทุกฝ่าย ฝ่ายเสียหาย เรียกค่าทำขวัญ 5000 แต่ดิฉันไม่มีจึงให้ไป 2000 แต่ทางตำรวจไม่ได้พม์ว่าให้ยอมความทางคดีแพ่ง เพียงแต่พิม์ว่าให้ค่าทำขวัญ 2000 รับเรียบร้อยแล้วเพราะว่าเขาบอกว่าหมอนัดดูอาการ วันที่3-10-52นัดดูอาการอีกครั้ง ลองโทรไปถามหมอดู ถ้าเด็กเดินวิ่งได้ก็ไม่เป็นไรแค่มาตรวจเฉยๆ (ค่าใช้จ่ายไม่น่าเกิน 1000 ) ดิฉันควรไปกับเขาไหมเพื่อไปเอาใบรับรองแพทย์ ว่าจบการรักษาแล้ว เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวดิฉันเองได้ฟังจากปากของหมอเองด้วย เพราะดูเขาอยากได้เงนมากกว่าห่วงลูกเสียอีก อ้อประกันจะมีค่าชดเชยให้เขา 6000 บาท แต่วันที่4-9-52 ต้องนัดเจรจากันอีก ประกันบอกว่าให้เตรียมเงิน ค่าตำรวจส่งฟ้องศาล ต้องให้เงินตำรวจด้วยหรอ ประกันบอกว่าเพราะเขามีอำนาจจะเขียนอะไรก็ได้ จึงอยากขอคำชี้แนะหน่อยคะ
    ขอบคุณท่านมาในโอกาสนี้ด้วย
    วิมลรัตน์


  63. กรุณาตอบมาที่ อีเมล vimonrat2155@gmail.com
    ขอบคุณคะ
    วิมลรัตน์


  64. ขอคำปรึกษาครับ

    คือเรื่องมีอยู่ว่าผมขับรถไปชนกับมอไซด์ ลักษณะการเกิดเหตุคือมอไซด์ขับรถย้อนศรมาถึงที่เกิดเหตุเค้าพยายามจะเลี้ยวข้ามเลนไปฝั่งขวาอย่างกระชั้นชิดทำให้รถผมชนเข้าอย่างจังซึ่งตอนนั้นความเร็วอยู่ที่ประมาณ 90 กม./ชม เพราะกำลังลงเนินพอดี ตำแหน่งชนบนถนนประมาณกลางๆเลน ตำแหน่งรถที่ชนด้านซ้าย(ไฟหน้าด้านซ้าย)ผลทำให้คนขับรถมอไซด์บาดเจ็บสาหัส ผมได้เรียกประกันมาถ่ายรูปที่เกิดเหตุพร้อมแจ้งตำหรวจมาตรวจสอบ แต่ตำหรวจก็ยังแทงกั๊กอย่างที่ว่าคือต้องรอสอบปากคำคนเจ็บก่อน จึงจะตัดสินได้ ที่นี้ผมอยากจะทราบว่าคนเจ็บสามารถเรียกร้องความเสียหายจากผมได้หรือไม่ รถผมทำประกันชั้น1


    • ขอสอบถามเรื่องการทำสำนวนส่งอัยการฟ้องคดีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสมีกำหนดเวลาหรือเปล่าครับในการส่งสำนวนฟ้องถ้ามีต้องส่งภายในเวลาเท่าใดครับขอบคุณครับ


  65. คุณsuphat

    ๑ คู่กรณีสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้เสมอครับ (เพราะจะไม่ค่อยยอมรับว่าเป็นฝ่ายขับขี่ประมาท ทำนองฉันเจ็บ ฉันจะต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล) และ จะให้การอย่างไรก็ได้ พนักงานสอบสวนจึงจำเป็นจะต้องสอบสวนปากคำฝ่ายผู้บาดเจ็บก่อนว่า ขับขี่มาอย่างไรจึงได้เกิดการโดนกัน และจะนำคำให้การไปประกอบการพิจารณาว่า ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ประมาทหรือไม่ อย่างไร

    ๒ คุณsuphat ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์เป็นฝ่ายขับขี่รถประมาท (ความหมายของคำว่าประมาท ก็คือ ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร หรือฝ่าฝืนข้อบังคับการจราจร) เมื่อชัดเจนว่าผู้ขับมอเตอร์ไซด์ประมาท การเรียกร้องค่าเสียหายก็จะตกไป

    ๓ คุณsuphatต้องระวังด้วยนะครับว่าตัวคุณมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เช่นการใช้ความเร็วเกินหรือไม่ ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว ลองอ่าน พ.ร.บ.จราจร และประกาศ คำสั่งเจ้าพนักงานจราจรดู กรณีขับรถในเขตเทศบาล หรือกรณีขับผ่านทางแยกต้องชลอความเร็วลง อะไรทำนองนี้

    ๔ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนเป็นเพียงคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ย ตกลงกันได้ก็เลิกกัน คดีจะได้ไม่ต้องไปรกศาล หากไม่สามารถตกลงกันชั้นพนักงานสอบสวนได้ ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดครับ.


  66. ขอคำปรึกษาครับ ตอนนี้หนักใจมาก เริ่มเรื่องตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2553 เวลา 0300 น. เริ่มแรก มีรถยนต์ มาชนท้ายรถผม เนื่องจาก เค้า ไม่ถูกกับผม จากกนั้น เค้าก็หนีไป ผมก็ตามไปเรื่อย ๆ จนเจอเค้า แล้วผมก็ชนเค้ากลับ โดยผมตั้งใจ ชนไม่ให้เค้าหนี เนื่องจากเค้ามีท่าทางจะหนีอีก ผมชนในเลนเค้าครับ เค้ากำลังจะจอด ขณะนั้นเอง ผมก็ขับเข้าไปชน หลังจากนั้น เค้าได้ลงมาพร้อมมีด อีโต้ ใหญ่มาก เค้าได้มาทำร้ายร่างการ ผม รวมทั้งเพื่อน 3 คน บาดเจ็บ ผมโดนที่หน้า ที่แขน คนที่สองโดนที่หัว คนที่ 3 โดนที่หน้าผาก

    ในวันนั้นเลย ผมไปโรงพยายาล ทำแผลไรเสร็จ ผมก็ไปสถานี ตร. แต่เค้าก็บอกว่า ได้ แบ่งเป็น 2 คดี คือ ทำร้ายร่างกาย และเรื่องรถ ซึ่งได้บอกว่า ลงบันทึกไว้แล้ว แต่ผมก็ยังไม่ได้เซ็นต์ อะไรเลย แล้วเค้าก็บอกว่า รอเรียกตัว จะโทรเรียกเองครับ

    จนวันนี้ พ่อของคู่กรณี พร้อมทั้งประกัน ได้คุยกับ พ่อผม โดย บอกว่าประกันเรียก รถเค้า 700000 รถเบนซ์ ส่วนตรงนี้ผมต้องจ่ายเหรอครับ หรือว่า เรื่องที่ผมข้ามเลนไปชน ผิดแน่นอน ไม่สามารถ สู้คดีได้ โดยทางเค้าแนะนำว่า ให้ผมขึ้นศาลแพ่ง แล้วไปต่อรอง สู้คดีดู ศาลอาจ ลดหย่อนเหลือ 300000 (เป็นไปได้เหรอครับ) เพราะว่าผมไม่มีรายได้ ยังศึกษาอยู่ และพ่อของเค้าบอกว่า จะช่วยอีกครึ่งของส่วนที่ต้องจ่าย

    ยังไงรบกวนช่วยแนะนำหน่อยน่ะครับ และช่วยพิจารณา ในเรื่องที่เล่า ว่าผมควรดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากผมเป็นผู้เสียหายเต็ม ๆ รถผมก็ซ่อมไม่ได้ เสียทั้งรถ เสีย ทั้งโฉม เสียไปหมดเลยครับ

    ขอบคุณมากครับ


  67. เรียนท่านสารวัตร

    มีเรื่องรบกวนสอบถามครับ คือเมื่อคืนวันที่ 11 /11/2552 ผมได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ แล้วมีรถจักรยานยนต์อีกคันขับย้อนศรมาชนกับรถผมครับ ผมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนรุ่นพี่ที่ทำงานผมนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืนหมอให้พัก 10 วัน
    คู่กรณีมาหาแจ้งแต่ไม่มีเงินครับ ผมควรจะทำยังไงดี ตอนนี้รถผมยังอยู่ที่โรงพักพร้อมรถคู่กรณื และพี่ที่ซ้อนผมก็ยังเดินไม่ได้ครับ

    *** ผมมีใบขับขี่และรถผมเป็นเจ้าของครับ แต่ พ.ร.บ.ผมขาดครับ
    ***คู่กรณีผมไม่มีใบขับขี่ รถมี พ.ร.บ. แต่คู่กรณีบอกผมว่า พ.ร.บ.ไม่รับชดใช้ครับ
    ช่วยผมด้วยครับผมไม่รู้จะไปปรีกษาใคร ร้อยเวรบอกว่าผมต้องเสียค่าปรับไม่มี พ.ร.บ.
    ประมาณ 1 หมื่น แล้วผมทำอะไรได้มากกว่านี้ไหมครับ คือผมรู้สึกว่าคู่กรณีเค้าไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลยครับ รบกวนฃ่วยตอบผมด้วยครับ

    ขอแสดงความนับถือและขอบคุณมากครับ
    ไพศาล


    • คุณไพศาล

      ๑ เรื่องคดีขับรถประมาท ฝ่ายที่ขับขี่มาชนคุณไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร โดยขับขี่ย้อนศร ฝ่าฝืนข้อบังคับ ถือขับรถประมาทเป็นความผิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายและรับโทษฐานประมาท ส่วนฝ่ายผิดไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหาย ต้องฟ้องร้องทางแพ่ง โดยให้ตำรวจดำเนินคดีอาญาให้เสร็จเรียบร้อยก่อน กรณีประกัน พ.ร.บ.ของฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมจ่าย พนักงานสอบสวนที่ทำคดีเรื่องนี้คงจะรู้ดีว่าเพราะอะไร และจะต้องทำอย่างไร ปรึกษาร้อยเวรจะดีกว่า

      ๒ ส่วนเรื่องรถของคุณขาดทำ พ.ร.บ.ก็เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะกฏหมายบังคับให้ต้องทำทุกคัน ต้องเสียค่าปรับ มากน้อยเจรจากับพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่องครับ.


  68. เรียนท่านสารวัตร

    ผมมีเรื่องจะเรียถามท่านสารวัตรว่าดังนี้ครับ
    ผมขับรถยนต์มาตามถนนเส่นนึงมีสามเลน ผมอยู่เลนกลาง
    จักรยานยนต์อยู่ซ้ายสุด และมีจักยานปั่นแบบเสือภูเขาตามจักรยายยนต์มา
    แล้วผมจึงเปลี่ยนช่องทาง (ให้สัญญาณ ไฟเลี้ยวและ เห็นแล้วว่าปลอดภัย)
    เมื่อเลี้ยมาได้ระยะนึง เมื่อมองกระจกหลัง เห็นจักรายานเสือภูเขา เบี่ยงซ้าย
    ไปชนเอาจักรยานยนต์ล้มเข้า ผมจึงหยุดรถและลงมาดู
    (รถผม ไม่ได้ชน และ ไม่มีรอยอะไรทั้งสิ้น)
    แล้วก็ พบว่าคนขี่จักรยานเสือภูเขาไม่เป้นะไรมากแต่คนขี่จักรยานยนต์เจ็บ
    หนักอยู่ ซึ่งในวันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญเราทั้งสามไปจดชื่อ และลงบันทึกประจำวันแล้วปล่อยกลับหมดทั้งสามคน ไม่ได้ปรับอะไรใครเลย ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดด้วย ต่อมาผมแสดงน้ำใจไปเยี่ยม คนขี่จักรยานยนตืที่เจ็บที่โรงพยาบาล
    แก ก็ ว่า ไม่ได้จะเอาความอะไรหรอกต้องการแค่คุยกะประกันผมเรื่องค่ารักษาพยาบาล โดยนัดผมและประกันผมไปคุยในวันศุกร์
    ผมจึงขอถามว่า ผมควรทำอย่างไร เพราะหากประกันจ่ายไปผมก็ผิดสิ แต่คนที่โดนรถเขาคือจักรยานเสือภูเขานะไม่ใช่ผม จักรยานเสือภูเขาก็ยอมรับว่าเขาเร่งขึ้นมาจะแซง จักรยานยนต์ด้วย
    จึงขอเรียนถามว่า ตามความเห็นท่าน พอชี้ถูกผิดได้บ้างไหมครับ
    เพราะผมคิดว่าแกไม่อยากสู้กะจักรยานเสือภูเขาเพราะจะเสียเปรียบเลยจะมาคุยกะผมเพราะรถใหญ่กว่า


    • คุณIsa

      เท่าที่ฟังมาเข้าใจว่าคุณคงขับรถเลี้ยวซ้าย โดยตอนแรกขับอยู่ในช่องกลาง (เลนกลาง ถนนมี ๓ เลน) การขับรถในเลนกลางถ้าต้องการเลี้ยวซ้ายต้องทำ ๒ ขั้นตอน ขั้นแรก เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางเข้าสู่ช่องซ้ายสุด ทั้งนี้ต้องกระทำก่อนถึงทางแยกที่จะเลี้ยวไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร ขั้นที่สอง ให้สัญญาณเพื่อให้รถอื่นที่ขับขี่ตามมารู้ว่าต้องการเลี้ยวซ้าย ดูให้ปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยว จะทำจังหวะเดียวจากเลนกลางแล้วเลี้ยวเลยน่าจะเสียเปรียบ

      เรื่องความเร็วในการเดินรถก็สำคัญนะครับ ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร ขณะขับขี่ผ่านทางแยกให้ใช้ความเร็วลงเหลือครึ่งของความเร็วปกติ

      ลองพิจารณาดู หากคุณเลี้ยวรถจังหวะเดียวจากเลนกลางแล้วเลี้ยวซ้ายเลยน่าจะเสียเปรียบ กฏหมายจราจรบอกว่า รถจะเลี้ยวซ้ายให้เดินรถชิดด้านซ้าย ทำนองเดียวกันรถที่จะเลี้ยวขวาให้เดินรถชิดเกาะกลางถนน ดูรถอื่นให้ปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยวรถ


  69. -ขอบพระคุณครับกับความรู้ที่ท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ให้แต่รบกวนท่านช่วยให้คำปรึกษาด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

    เรื่องมีอยู่ว่า ผมขับคี่มอเตอร์ไซน์ แล้วไปชนกับรถยนต์ที่ไม่มีประกัน เป็นรถกระบะ มี พรบ. ทำให้เกิดบาดเจ็บกระดูกหัก และรถมอเตอร์ไซน์ เสียหาย เป็นรถของผมเอง ซื้อเงินสดไม่ได้ผ่อน มีประกันรถหาย และ พรบ. มีใบขับขี่ ทุกอย่างครบ

    *เหตุเกิดขึ้นเมือผมขับขี่มอเตอร์ไซน์สวมมวกกันน๊อมมาทางตรง อยู่แลนกลาง ถนน3แลน เพราะแลนซ้ายรถจอดข้างทางเต็มไปหมดเลยไม่สามารถวิ่งได้แต่ไม่ได้วิ่งแลนขวานะครับขับคี่60/กม ผู้กรณีที่ขับรถกระบะ อยู่แลนตรงข้าง เปิดไฟเลี้ยงขาวจอดอยู่กลางแลน ถนนไม่มีแกะกลางนะครับสามารถกลับรถได้เลย ตัวผมเปิดไฟสูงขอทาง แต่ผู้กรณีเลี้ยงรถเข้าซอยตัดหน้ารถผมเลยทำให้ตัวผมเกิดอุบัติเหตุ ตัวผมก็บาดเจ็บมาก รอรถร่วมโรงบาลมารับ สรุปมีกระดูกหัก และมีบาดแผนทั้งตัว
    แต่ค่ารักษาพยาบาลผมใช้สิทธิ์ประกันอุบัติเหตุของผมเอง เพราะผู้กรณีมาช้า พอได้คุยกับผู้กรณีที่ขับรถกระบะบอกว่า ไม่มีประกันรถ เพราะรถหลายปีแล้ว เลยไม่ได้ทำแต่มี พรบ. ผู้กรณีก็ไม่ได้เสียค่ารักษาให้ แต่ได้มีการลงบันทึกประจำวันที่สน.พื้นที่เรียบร้อยแล้ว แต่รถจักรยานยนต์ของผมตอนนี้อยู่ที่ สน.พื้นที่ แต่ทางรถเค้าสามารถขับกลับบ้านได้เพราะชนกันด้านท้าย

    ถือว่าคู่กรณีมีความผิด(มาตรา ๕๒) ไช่หรือเปล่าครับ คือประมาทปราศจากความระมัดระวัง
    กรณีเลี้ยวรถทางขวาหรือกลับรถ ห้ามกระทำเมื่อมีรถสวนทางมาในระยะห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร

    คำถาม
    *1.ตัวผมแพทย์ได้ลงความ ให้หยุด1เดือน เนื่องจากกระดักหักทำงานไม่ได้ แล้วรถจักรยานยนต์เสียหาย ตัวผมสามารถเรียกร้องอะไรได้มั่งครับ เช่นเสียโอกาศในการทำงาน, และ(สามารถเรียกร้องได้สูงสุดเท่าไรครับตามกฎหมายที่กำหนดไว้)

    *2.และถ้ากรณีที่ตกลงกันไม่ได้ตัวผมต้องเตรียมอะไรมั่งครับ กรณีที่ต้องส่งเรื่องขึ้นศาส เช่นพยาน หรือทนายความ

    *3.รถยนต์ทีไม่มีประกันขับขี่บนถนนมีความผิดตาม พรบ.ทางบกหรือเปล่าครับ

    *4.ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางบน ( พรบ.ของคู่กรณีที่ผิดต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลไช่หรือเปล่า)เพราะเนื่องจากผมใช้สิทธิประกันอุบัติเหตุของผมเองอยู่ ยังไม่มี พรบ.ทางคู่กรณีมารับผิดชอบ

    *5.ตอนนี้รถจักรยานยนต์จอดเก็บไว้ที่สน.พื้นที่ ยังไม่ได้ไปประเมิณค่าเสียหายของรถ(ถ้าจะประเมิณค่าเสียหายของรถต้องเรียกคู่กรณีมารับรู้ก่อนที่จะเอารถไปประเมินที่ศูนย์ซ่อมไช่หรือเปล่าครับ)

    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ :-)


  70. คุณโอ

    สิ่งแรกที่แนะนำคือหา พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับสมบูรณ์มาศึกษา ซึ่งจะมีทั้งตัว พ.ร.บ.และประกาศ คำสั่งเจ้าพนักงานจราจรซึ่งถือเป็นกฏหมายอยู่ในนั้น หาได้ตามร้านจำหน่ายหนังสือใหญ่ๆ และที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ

    หลักใหญ่ๆของการขับขี่รถส่วนมากเป็นหลักธรรมดาสามัญ ตามปกติรถจะต้องขับขี่อยู่ในทางและขับตามกันไป ฝ่ายไหนจะทำอะไรที่ผิดไปจากปกติธรรมดาจะต้องใช้ความระมัดระวัง

    กรณีของคุณโอต้องดูก่อนว่า ทางฝ่ายเรามีส่วนประมาท หรือมีส่วนต้องระมัดระวังด้วยหรือไม่ พูดง่ายๆก็คือประมาทร่วมหรือเปล่า ฟังความเห็นพนักงานสอบสวนก่อน แต่ความเห็นพนักงานสอบสวนก็ใช่จะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณโอมีเหตุผลดีก็อาจโต้แย้งได้เพราะขณะเกิดเหตุพนักงานสอบสวนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

    กรณีห้ามเลี้ยวรถตัดหน้ารถอื่นในระยะ ๑๐๐ เมตร เป็นกรณีที่เลี้ยวรถตัดหน้ารถที่วิ่งสวนทางมา ถ้าเป็นกรณีรถที่วิ่งตามกันมา รถคันที่จะเลี้ยวจะต้องให้สัญญาณก่อนเลี้ยว ไม่ใช่ให้สัญญาณพร้อมกันเลี้ยวเลย มันต้องบอกให้รถอื่นที่ตามมารู้ตัวก่อน จำไม่ได้แล้วว่าต้องให้สัญาณก่อนในระยะกี่เมตร อาจจะ ๓๐ เมตรก่อนเลี้ยว พร้อมต้องชลอความเร็วลง ส่วนรถที่ขับขี่ตามหลังกฏหมายกำหนดให้เว้นระยะห่างพอสมควร เมื่อเห็นสัญญาณของรถคันข้างหน้าก็จะต้องชลอความเร็วลงเช่นกัน แล้วบังคับรถไม่ให้ไปเกิดการโดนกัน ถ้าเป็นการกระทันหันก็ต้องรีบส่งสัญญาณเตือน เช่นบีบแตร หรือเปิดสัญญาณไฟ กรณีของคุณโอน่าจะเป็นการให้สัญญาณพร้อมกับเลี้ยวเลย จึงทำให้รถขับขี่ตามหลังปฏิบัติตัวไม่ถูก เอาข้อนี้เป็นข้อต่อสู้ได้

    ส่วนของคุณโอต้องระวังเรื่องการใช้ความเร็ว มีข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรอยู่ข้อหนึ่งว่า ขณะขับขี่รถในเขตเทศบาล หรือผ่านทางแยก ให้ชลอความเร็วลงเหลือครึ่งหนึ่งของความเร็วปกติ ไม่ทราบว่าปัจจุบันยกเลิกหรือแก้ไขไปแล้วหรือยัง เพราะทุกที่เป็นเขตเทศบาลไปหมดแล้ว ลองศึกษาคำสั่งเจ้าพนักงานใหม่ๆดู

    ๑ การเรียกค่าเสียหาย ส่วนมากอะไรที่คำนวณเป็นตัวเลขได้ก็ถือตามนั้น เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าขาดรายได้ วันละเท่าไร จำนวนกี่วันก็คูณเข้าไป แต่ค่าเสื่อมสภาพ ค่าเสียโอกาสก็แล้วแต่จะพูดจากัน ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์ อีกประการหนึ่งก็ต้องดูความสามารถของฝ่ายคู่กรณี และดูว่าเรามีส่วนประมาทร่วมหรือไม่

    ๒ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องไปศาล คู่กรณีของคุณโอจะถูกดำเนินคดีฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสซึ่งมีโทษจำคุกอยู่ด้วย ส่วนตัวคุณโอถ้ามีส่วนประมาทร่วมก็เพียงประมาทเป็นเหตุให้รถโดนกันเสียหายแค่ปรับ ดูก่อนนะครับว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นอย่างไร ถ้าคุณโอแน่ใจว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนประมาทก็ขอให้ยืนกรานปฏิเสธไว้ ถ้าไม่ได้เป็นผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องตั้งทนาย แต่ถ้าเป็นผู้ต้องหาด้วย ควรตั้งทนาย

    ๓ รถทุกคันที่นำมาวิ่งบนถนนหลวงต้องมีประกันซึ่งกฏหมายบังคับ ถ้าไม่มีก็เป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับเรื่องขับรถประมาท

    ๔ ประกัน พ.ร.บ.มีขอบเขตวงเงินที่รับผิดชอบอยู่ เมื่อเป็นฝ่ายผิดต้องชดใช้ ถ้าไม่ได้ทำ พ.ร.บ.ไว้ก็จะถูกดำเนินคดีในส่วนของไม่ได้ทำประกัน พ.ร.บ.

    ๕ เรื่องความเสียหายของรถอู่ซ่อมจะเป็นผู้มาประเมินราคา ปกติใช้อู่ที่เป็นกลางหรืออู่ซ่อมของบริษัทประกัน ฝ่ายคู่กรณีไม่จำเป็นต้องรับรู้ ศาลตัดสินฝ่ายไหนผิดฝ่ายนั้นต้องชดใช้


  71. *ขอบพระคุณมากเลยครับท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ที่ให้คำแนะนำที่ดีต่อประชาชนและคนใช้รถร่วมถนนเดียวกัน


  72. เรียนท่าน พล.ต.ต.อังกูรค่ะ

    ดิฉันอยากถามขอคำแนะนำค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าเวลานั้นเป็นเวลาหลังเลิกเรียน หลานชายดิฉันและเพื่อนนักเรียนรวมกันเป็น 3-4 คน กำลังจะเดินข้ามถนนเพื่อกลับมาขึ้นรถเมล์เพื่อนกลับบ้าน แต่ว่าเด็กๆ ไม่ได้ใช้สะพานลอยข้ามถนน แต่พากันข้ามถนนข้างล่างใต้สะพานลอย แล้วถนนเส้นนั้นเป็นถนน 4 เลนส์คือ รถวิ่งสวนกันไปมาฝั่งละ 2 เลนส์ เด็กๆ ข้ามถนนมาถึงกึ่งกลางถนนของระหว่าง 2 เลนส์แล้ว รถอีกฝั่งของถนนก็จอดให้เด็กข้าม เด็กๆ เห็นว่า รถจอดแล้วจึงได้พากันข้าม โดยที่เพื่อนของหลานดินฉันข้ามไปก่อน แล้วโดนรถอีกคันที่เพิ่งวิ่งมาถึงคือรถคันที่อยู่ริมถนนอีกฝั่งอะค่ะเฉี่ยว ทำให้เด็กกระเด็นถอยหลังล้มลง แต่หลานชายดิฉันวิ่งตามเพื่อนเขา จึงหลบรถไม่ทัน โดนรถชนเข้าไปเต็ม ๆ คือลอยขึ้นสูงแล้วกระเด็นตกลงมาบนรถอีกรอบเหมือนเป็นการชนซ้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้วจึงกระเด็นไปตกไหล่ทางริมถนน คู่กรณีคือคนขับรถก็จอดรถลงมาดู แล้วจัดการเรียกรถพยาบาลมารับเด็กส่งโรงพยาบาล แล้วเจ้าตัวก็ไปลงบันทึกประจำวันว่าเด็กวิ่งตัดหน้ากระชั้นชิด จึงเบรคไม่ทัน เด็กมีอาการกระดูกแขนขวาหัก กระโหลกมีรอยร้าว สมองบวม หน้าผากและคางแตก ฟันซี่หน้า 2 ซี่ ซึ่งเป็นฟันแท้รากฟันเสีย ทำให้ใส่ครอบฟันแทนฟันจริง พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 14 คืน แพทย์จึงให้กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน แต่ว่ายังต้องไปหาหมอตามนัดเรื่อยๆ เพื่อรักษาต่อเนื่อง แล้วตอนนี้กระดูกแขนเด็กก็ยังไม่หายเป็นปกติ คู่กรณีมีประกันอุบัติเหตุชั้น 1 ก็ดูแลรักษาจนทางเราพอใจ เราจึงขอจบคดี คิดค่าสินไหมไป ทางประกันให้มา 70,000 บาท ตกลงยอมจบคดีกันค่ะ ทีนี้ทางคู่กรณีคือคนที่ขับรถชนจะไม่ยอมจบง่ายๆ ค่ะ คือเขาบอกว่า เด็กวิ่งมาชนรถเขาเอง วิ่งเล่นกันมาแล้วตัดหน้ารถเขาทำให้เบรคไม่ทันดังที่กล่าวข้างต้น ถ้าคดีนี้เป็นคดีอาญาทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาก็ไม่ยอม จะสู้คดีจนถึงที่สุด นอกซะจากว่าคดีจะจบที่โรงพัก ไม่ต้องขึ้นถึงศาล เขาต้องการให้เด็กรับสารภาพว่าเด็กวิ่งตัดหน้ารถเขา เขาไม่ได้ผิด ให้เป็นการประมาทร่วม เท่ากับว่าตอนนี้ดินฉันจบการรักษาเด็กกับทางประกันแล้ว แต่กับคู่กรณี เรื่องยังไม่จบ แล้วแบบนี้ต้องทำยังไงต่อไปคะ เรื่องจะต้องขึ้นถึงศาลไหม แล้วถ้าเป็นกรณีประมาทร่วมจริง ทางดิฉันจะต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือค่าปรับอะไรยังไงเท่าไหร่คะ เพราะคู่กรณีถามดิฉันว่า ทางดิฉันต้องการจะเอาเรื่องเขาจนถึงคดีอาญาหรือไม่ แล้วเขาก็อ้างว่าเขารู้จักกับ รอง ผบ ตร อะไรจำชื่อไม่ได้ จะให้ท่านคนนั้นมาดูเรื่องให้ค่ะ อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่างว่า เพื่อนของหลานที่ถูกเฉี่ยวเขาก็ถลอกที่ข้อศอกเล็กน้อย แต่ตัวเด็กไม่คิดเอาเรื่องหรือเรียกร้องใดๆ แต่ทางคู่กรณีเขาบอกว่า มีพยานคือแม่ค้าหรือคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นเห็นว่าเด็กวิ่งตัดหน้า แล้วก็บอกว่ามีพยานมาที่ สน.ด้วยวันนั้น ดิฉันก็เลยบอกไปว่า คนที่มากลุ่มนั้นเป็นพวกอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ ถ้าจะต้องมีพยาน ก็จะเรียกเพื่อนนักเรียนมาเป็นพยานก็ได้ค่ะ ขอคำชี้แนะด้วยนะคะ

    รบกวนด้วยนะคะ

    ขอความกรุณาตอบมาที่ e-mail ได้มั้ยคะ ถ้าได้ก็ที่

    kaekae_club@yahoo.com

    ขอบพระคุณมากค่ะ


    • เรียนคุณน้องหนู

      กรณีที่ข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานสำหรับคนข้าม ก็เป็นความผิดส่วนหนึ่ง มีโทษปรับ

      กรณีขับรถชนคนก็เป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งจะต้องสอบสวนว่าผู้ขับขี่ประมาท หรือใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่ ผู้ขับขี่รถอ้างว่าผู้บาดเจ็บวิ่งตัดหน้ากระชั้นชิด เป็นเหตุสุดวิสัยที่จะหยุดรถได้ทันจึงชน เมื่อนำสืบได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ขับขี่รถก็จะไม่ต้องรับผิดในเรื่องประมาท (เหตุสุดวิสัย หมายถึงเหตุที่เกิดขึ้นกระทันหัน ทันทีทันใด ซึ่งคนปกติธรรมดาถึงแม้จะใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้วก็ไม่สามารถป้องกันเหตุนี้ได้) น่าเห็นใจคนขับรถนะครับ ปกติในเขตที่ผู้เดินถนนจะต้องข้ามถนนบนสะพานคนข้าม คนขับรถทุกคนก็เข้าใจว่าทุกคนจะปฏิบัติตามกฏหมายคือข้ามถนนบนสะพาน จึงขับรถไปเหมือนขับรถบนถนนในเส้นทางปกติ เรื่องนี้จึงน่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ

      ผู้ขับขี่รถต้องต่อสู้คดีแน่ๆเพราะผู้ถูกชนบาดเจ็บสาหัส ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสมีโทษจำคุกอยู่ด้วย ทางออกของคดีก็คือ การชนเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้ผู้ขับขี่พ้นผิดฐานขับรถประมาท การที่จะให้เด็กให้การว่าเป็นฝ่ายวิ่งชนรถ ฟังแล้วค่อนข้างผิดธรรมชาติ ใครที่ไหนจะกล้าวิ่งชนรถหรือชนสิ่งของเว้นแต่ต้องการฆ่าตัวตาย แนะนำให้ ๆการไปตามปกติ ตามความเป็นจริงนั่นแหละ ก็เป็นเรื่องสุดวิสัยอยู่แล้ว เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาทำความเห็นในสำนวนการสอบสวน

      ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ดูข้อหาให้ดีๆ ข้อหา “ขับขี่รถประมาท…..”นะครับ ผู้บาดเจ็บข้ามถนนไม่ได้ “ขับรถ” จะมีก็ข้อกล่าวหาก็เห็นจะมีเพียง “ทำให้เสียทรัพย์”เท่านั้น แต่ข้อหา “ทำให้เสียทรัพย” ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะทำให้ทรัพย์นั้นเกิดการเสียหาย ทำให้ทรัพย์เสียหายโดยประมาทโทษทางอาญาไม่มีครับ นอกจากจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเท่านั้น

      พนักงานสอบสวนน่าจะเปรียบเทียบปรับผู้บาดเจ็บฐาน “ไม่ข้ามถนนบนสะพานสำหรับคนข้าม” แค่นี้ก็เพียงพอ ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์คงจะต้องสั่งไม่ฟ้องเพราะเหตุสุดวิสัย


  73. ผมขับรถชนเสาไฟกิ่งขาดแต่ได้ซ่อมให้เหมือนสภาพเดิมแล้วแต่ตำรวจเอาใบขับขี่ของผมไปพอไปติดต่อก็บอกว่าจะต้องเสียค่าปรับ ผมจะต้องจ่ายค่าปรับด้วยหรือครับ(ผมไม่ได้เมา)จึงขอเรียนถามท่านด้วยครับ


    • คุณeakachaiครับ

      เรื่องขับรถชนเสาไฟฟ้า,ของหลวง หรือของสาธารณะ ขอให้เห็นใจตำรวจเถอะครับ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของทรัพย์ เช่นการไฟฟ้า หรือการประปา จะสอบถามผลคดีมายังตำรวจ และส่งค่าเสียหายมาให้ดำเนินการ เป็นที่รู้กัน ของหลวงราคาแพงอยู่แล้ว ระวังถึงซ่อมไปแล้วอาจถูกเรียกอีก อยู่ที่หน่วยงานเจ้าของทรัพย์พึงพอใจหรือไม่

      เข้าใจว่าเป็นการปรับในข้อหาขับรถประมาทธรรมดา ถ้าเมาแล้วขับเป็นเรื่องใหญ่ต้องไปศาล ปรับที่ สน.ไม่ได้


  74. เรียนท่าน พล.ต.ต.อังกูรค่ะ

    ดิฉันอยากขอคำแนะนำค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าน้องชายของดิฉันและเพื่อนอีก 2 คน กำลังเดินกลับบ้าน(มาจากโรงเรียน) กำลังเดินอยู่ในชอยซึ่งถนนเป็นสองเลนและไม่มีทางเท้า ถนนจะอยู่ติดกับหน้าบ้านของชาวบ้าน และมีรถยนต์ขับมาทางด้านหลังได้ขับมาด้วยความเร็วในระดับหนึ่งและไม่ได้มีการชลอจึงเฉี่ยวชนน้องชาย จากนั้นก้อขับรถหนีไป แต่เพื่อนของน้องชายได้เดินตามไปจนเจอบ้านเพราะจำรถได้แล้วบอกคู่กรณีว่า เมื่อกี้ป้าขับรถชนเพื่อนผมน่ะครับ จากนั้นคู่กรณีก็ด่า(พูดจาหยาบคายมาก)เพื่อนและน้องชายดิฉันเสียๆหายๆพร้อมทั้งขู่ว่าอยู่โรงเรียนไหนจะเอาออกจากโรงเรียน และบอกว่าต่อให้แจ้งความก้อไม่กลัวเพราะเค้ารู้จักตำรวจทั้ง สน. และเรียกคนมาไล่พร้อมขู่จะทำร้ายถ้ายังมาเกะกะหน้าบ้านเค้า จากนั้นดิฉันก็พาน้องไปแจ้งความร้อยเวรให้ลงบันทึกประจำวันไว้แค่กรณีโดนเฉี่ยวชนไม่ลงกรณีขู่ทำร้าย และนัดคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย จากนั้นดิฉันก็พาน้องชายไปโรงพยาบาลซึ่งน้องชายมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยคือโดนชนที่สะโพกและโดนล้อรถเหยียบเท้า เอ็กซเรย์แล้วกระดูกไม่แตก มีแค่อาการฟกชำและปวดเมื้อย เสียค่าใช้จ่าย 2500 บาท(จ่ายเองค่ะ) จากนั้นร้อยเวรก็โทรมานัดวันให้ไปไกล่เกลี่ยโดยมีตำรวจที่รู้จักคู่กรณีเป็นผู้ประสานงานให้ แต่พอถึงวันนัดคู่กรณีไม่มาร้อยเวรที่รับเรื่องก้อไม่อยู่ฝากเรื่องไว้กับตำรวจอีกคน ทางตำรวจที่มาดูแลแทนเลยให้เบอร์โทรคู่กรณีมาให้ไปคุยกันเอง พอดิฉันโทรไปหาคู่กรณีเพื่อนัดเจรจาเค้าก็บอกว่าไม่ว่างไปธุระต่างจังหวัดจะติดต่อมาอีกที ดิฉันอยากเรียนถามว่าควรทำอย่างไรดีค่ะ กรณีนี้ดิฉันสามารถเรียกร้องค่าเสียหรือค่าทำขวัญได้ไม่ค่ะ (ที่จริงก็ไม่อยากเรียกหรอกค่ะค่าทำขวัญแต่ไม่ชอบที่คู่กรณีไม่รับผิดชอบแต่แรกและยังมีการข่มขู่อีก อีกทั้งชาวบ้านในซอยก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้หญิงคนนี้นิสัยไม่ดี มีพฤติกรรมการขับรถอย่างนี้ประจำ จึงอยากให้ดำเนินคดีเพื่อจะได้ปรับปรุงพฤติกรรมบ้าง) ขอคำแนะนำด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ


    • เรียนคุณaoy

      ๑ ถ้าคู่กรณีเป็นเช่นนี้ ต้องให้ตำรวจเป็นคนเรียกตัวและดำเนินการให้ หลีกเลี่ยงการเป็นปากเสียงกัน และอาจกลายเป็นคดีขึ้นมาอีก

      ๒ เท่าที่ฟังดูจะเป็นแค่ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย (ได้รับบาดเจ็บธรรมดา ไม่ถึงสาหัส)) โทษเพียงแค่ปรับชั้นสถานีตำรวจเท่านั้น

      ๓ การเรียกร้องค่าเสียหาย เรียกได้เท่าที่ได้รับความเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ส่วนค่าทำขวัญคงต้องเจรจากันยาว เท่าที่พบมา การดำเนินการในระดับ สน.ไม่ศักดิ์สิทธิ์ บางรายผู้ต้องหารู้มาก ยอมเสียค่าปรับแต่ไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย ให้คู่กรณีไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาเอง (การชดใช้ค่าเสียหายเป็นกรณี “แพ่ง” ตำรวจไม่มีอำนาจบังคับ ต้องไปจ้างทนายความฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกที ถ้ามีเงินจ้างทนาย และไม่กลัวเสียเวลา ก็น่าจะลองดู โดยให้ตำรวจเรียกคู่กรณีมาปรับ ส่วนค่าเสียหายถ้าเจรจาไม่ตกลงกัน ก็เอาผลการดำเนินคดีอาญา(หลักฐานการปรับ)จากตำรวจไปให้ทนายฟ้องเรียกค่าเสียหาย

      แต่ถ้าเป็นกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่น กระดูกหัก หรือแพทย์ลงความเห็นต้องใช้เวลารักษาเกินกว่า ๒๐ วัน ต้องส่งสำนวนให้อัยการฟ้องต่อศาล มีโทษจำคุกอยู่ด้วย หากผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายส่วนมากศาลจะพิพากษาจำคุกทุกราย ถ้ารายใดชดใช้ค่าเสียหายศาลจะสั่งรอลงอาญาไว้ก่อน


  75. ขอบพระคุณมากค่ะ


  76. เรื่องมีอยู่ว่าแฟนผมเลิกงานกลับบ้านเมื่อข้ามถนนมาแล้วถูกรกจักรยานยนต์ชนครับ ถนนนี้มี4เลนคือฝังละ2เลนเมื่อข้ามถนนมาได้ครึ่งทางแล้วไม่เป็นไรแต่จุดที่เกิดเหตุคือมีรถบัสคันใหญ่เห็นใจจอดให้ข้ามแต่รถจักยานยนต์ที่วิ่งมาเลนซ้ายกลับเชี่ยวชนทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักไถลไปขนทางเท้าข้างทางหน้าไม่เกิน20เมตรเป็นทางเข้าโรงเรียนและทางเข้าโรงเรียนที่ฝั่งตรงข้ามก็เป็นทาง3แยกแฟนผมบาดเจ็บที่ข้อเท้า(เคล็ด)หน้าผากและแขน(รอยถลอก)แต่คู่กรณีซึ่งซ้อนท้ายแฟนของเขามาด้วยบาทเจ็บมากกว่าคือดั่งหักและมีรอยถลอกตามตัวเหมือนกันคู่กกรณีโมโหหลังจากลุกขึ้นมาได้พูดจาไม่สุภาพครับว่า เอ เห เอ้ยข้ามถนนไม่ดูรถเลย แล้วมีทีท่าว่าจะไม่ยอมเขาบอกว่าเขาถูกแล้วมีแนวโน้มว่าจะเอาเรื่องเราซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาแบบไหนเพราะตอนที่เกิดเหตูผมก็ไม่อยู่ผมมารู้ก็ตอนเขากลับบ้านแล้ว และทางเราก็มีพยานครับที่สำคัญเป็นยามกับเจ้าของห้องเช่าที่ผมเช่าเขาอยู่เจ้าของห้องเช่าบอกให้คนมาช่วยและพูดดังๆว่าเด็กในหอผม และผมก็เช่าห้องเขาโดยไม่มีปัญหาใดๆมา3ปีแล้วผมคิดว่าเขาเป็นพยานให้ผมได้ ผมรบกวนขอคำแนะนำหน่อยได้ไหมครับ ทางตรงนี้ไม่มีทางม้าลายหรือสะพานลอยหรอกครับอยูต่างจังหวัดเหตุเกิดตอนเวลาประมาณ20.30-21.00นผมฟังดูแล้วก็ตลกอยู่ที่เขามีทีท่าแบบนี้ แต่อาจจะเป็นที่เขาเจ็บตัวโดยเฉพาะภรรยาของเขาแทนที่จะเป็นเราทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเผื่อเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดเพราะผมก็ทำมาหากินตามประสามนุษย์เงินเดือนที่พยายามจะสร้างตัว และภาระก็หนักอึ้งเลยครับ รถรายังไม่มีขับกับเขาเลย ขอขอบคุณล่วงหน้าครับMOTH212224296@SANOOK.COM


    • คุณเจิดครับ

      เรื่องเดินข้ามถนนมีข้อพึงระมัดระวัง คือ หากถนนมีทางสำหรับคนข้าม “ทางม้าลาย” หรือ “สะพานสำหรับคนข้าม” ผู้ที่จะข้ามถนนในระยะห่างจากทางม้าลายดังกล่าว ๑๐๐ เมตร จะต้องไปข้ามที่ทางม้าลายหรือสะพานสำหรับคนข้ามนั้นๆ มิฉนั้นเป็นความผิด ลองไปดูสถานที่ให้ดีนะครับเพราะบอกว่าอยู่ใกล้ทางแยก และอยู่ใกล้ทางเข้าโรงเรียน ซึ่งตามปกติที่บริเวณทางแยก หรือใกล้ทางเข้าโรงเรียนมักจะมี “ทางม้าลาย” แล้วดูว่าจุดที่แฟนคุณข้ามอยู่ห่างทางม้าลายในระยะ ๑๐๐ เมตรหรือไม่ ถ้าไม่มีทาง “ม้าลาย” ก็เป็นเรื่องที่ “ผู้ใช้ถนน” ซึ่งหมายถึง “คนเดินเท้า” และ “ผู้ขับขี่รถ” ต้องใช้ความระมัดระวัง

      ผลจากการไม่ข้ามถนนตามที่กฏหมายบังคับ(คืออยู่ในเขตที่จะต้องข้ามถนนโดยใช้ทางม้าลายแต่กลับไม่ใช้) ๑ เป็นความผิดอาจถูกปรับ ๒ เมื่อถูกรถชน ตำรวจอาจปล่อยตัวผู้ขับขี่รถไปชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันได้
      ส่วนความผิดเรื่องประมาท เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่า ฝ่ายไหนจะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากัน อุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับแฟนคุณเจิดมีบ่อยมาก คือรถยนต์คันแรกหยุดให้คนข้าม คนข้ามถนนก็เดินข้ามโดยเข้าใจว่ารถคันอื่นๆก็คงจะหยุดให้ ส่วนคนขับรถจะมองไม่เห็นคนข้ามและไม่คิดว่าจะมีคนข้ามถนนเพราะไม่ใช่ทางม้าลาย ก็ยังคงขับรถต่อไป ผลก็คือการชนกันครับ

      ถ้าเป็นลักษณะของแฟนคุณ การปฏิบัติที่ถูกต้อง เมื่อแฟนคุณข้ามถนนผ่านหน้ารถที่จอดให้แล้ว ต้องหยุดดูความปลอดภัยของรถอื่นก่อนที่จะข้ามถนนอีกช่วงหนึ่ง อย่าลืมนะครับ กฏหมายให้สิทธิ์คนข้ามถนนโดยจำกัดสิทธิ์คนขับรถที่จะต้องหยุดให้คนเดินข้ามผ่านไปก่อนฉะเพาะกรณีข้ามถนนบนทางม้าลายเท่านั้น เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงข้าม

      ลองพิจารณาดูว่า ฝ่ายไหนควรจะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากัน กรณีที่เด็กนักเรียนต้องเสียชีวิตบ่อยๆก็เป็นในลักษณะเดียวกันนี้แหละ คือพอเด็กๆเห็นรถคันแรกหยุด คิดว่าปลอดภัยแล้วก็จูงมือกันวิ่งข้ามพรวดเดียวเลย มีรถอีกคันขับมาโดยไม่รู้ว่ารถข้างหน้าจอดเพราะเหตุอันใดจึงขับไปตามปกติ ผลก็คือการชน

      อย่างไรก็ตาม ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรเอาผิดกับผู้ขับขี่รถโดยประมาทเท่านั้น ส่วนเดินหรือข้ามถนนโดยประมาท ฯไม่มี ความผิดสำหรับคนข้ามถนนมีประการเดียวคือ ไม่ข้ามถนนโดยใช้ทางม้าลายตามที่ได้กล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทางช่วงใดที่ไม่ได้ทำทางม้าลายไว้คนจะข้ามถนนนั้นไม่ได้ ข้ามได้ครับแต่ต้องใช้ความระมัดระวัง

      ถ้าโดนข่มขู่ก็ต้องพึ่งตำรวจ ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ค่ารักษา คงต้องคุยกันยาว โดยพิจารณาว่า ใครต้องระมัดระวังมากน้อยกว่ากัน อาจจะไปจบลงที่ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบของตนเองไป คือเจ๊ากันไปครับ

      เรื่องข้ามถนนในช่วงไม่มีทางม้าลายสำคัญมากนะครับ เพื่อนผมถึงกับต้องลงทุนเรียกรถแท็กซี่เพือให้ขับไปส่งฟากถนนอีกด้าน


  77. เรียน ท่านสารวัตร
    หนูขอเรียนขอคำปรึกษาค่ะ เรื่องเกิดเมื่อ 19 พย 52 เวลา 18.00 น ซึ่งคำแล้ว แม่ขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้าน เป็นถนนลูกรังและมีมอไซด์ขี่มาจากข้างหน้าชนแม่จนล้มเกือบตกคลอง นิ้วนางขวาห้อยร่องแร่ง มีพยานที่ขี่ตามมาช่วยเหลือไว้ และคนที่ขี่รถผ่านมา พาแม่ส่ง รพ. ส่วนคนชน ชนแล้วไม่ได้ช่วยหรือถาม โดยขี่ไปที่นาเขาต่อ และไปล้มอีกครั้ง คนชนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน อายุ 73 ปี เขาบอกว่าตาเจ็บ และไฟจากรถมอไซด์ของแม่และพยานส่องตา แล้วไม่เห็น แม่ผ่าตัดใสเหล็ก ที่นิ้ว ระยะพักตัว 5-6 สัปดาห์ คู่กรณีไม่ยินยอมเสียค่าเสียหาย รถของแม่ไฟเลี้ยวด้านขวาแตก แต่รถคู่กรณีไม่มีอะไรเสียหาย
    1.ถามว่าการที่เขาชนแล้วไม่อยู่ช่วยเหลือ แต่ล้มแล้วขี่รถไปต่อ ถือว่าเป็นการชนแล้วหนี ตามมาตรา 78 หรือไม่
    2.เราได้แจ้งให้ตำรวจทราบ แต่ตำรวจไม่ระบุว่าเขาชนแล้วหนี จำเป็นไหมว่าต้องให้ตำรวจระบุในใบบันทึกประจำวัน
    3.การที่มาแจ้งความในวันถัดมา 20 พย52 มีผลอะไรกับคดีมากน้อยเพียงใด ตำรวจไปดูที่เกิดเหตุ 28 พย.52 เพราะบอกว่าให้ไปตามคู่กรณีเอง
    4.หากต้องขึ้นศาล เรามีแนวโน้มจะชนะอยู่ใช่ไหม
    5. เมื่อ15 ธค 52 แจ้งแก่ร้อยเวรว่าให้ดำเนินคดี เลย เพราะปรึกษาทนายแล้ว ร้อยเวรบอกว่า ประมาณ 1 เดือนจะให้วิทยาการมาตรวจรถ ใช้เวลาประมาณนี้ใช่ไหมคะ
    6.ทนายบอกว่า ประมาณต้นปีหน้า หากตำรวจยังไม่เรียกคู่กรณีมารับทราบข้อกล่าวหา จะเดินเรื่องให้ ตำรวจใช้เวลาแค่ไหนคะในการมารับทราบข้อกล่าวหา
    7.คู่กรณีรู้จักผู้กำกับ จะมีผลกับคดีหรือไม่
    8.ขอคำแนะนำเกี่ยวกับคดีด้วยคะ
    คู่กรณีไม่พูดจาดี ชอบพูดจาข่มขู่ และท้าให้ไปฟ้องศาลตลอด
    ขอบพระคูณอย่างสูง


    • คุณกุ้ง

      ๑.เป็นความผิดฐานชนแล้วหลบหนี ตามกฏหมายจราจรครับ

      ๒.บันทึกประจำวัน เป็นหลักฐานของตำรวจว่า ในแต่ละวันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง แยกเป็นเกี่ยวกับคดี และธุระการ ปกติจะลงเนื้อหาโดยย่อๆ ไม่ละเอียดนัก รายละเอียดจะไปปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวน ไม่จำเป็นต้องลงเป็นถ้อยคำว่า “ชนแล้วหนี” ก็ได้ เพราะมันเป็นข้อหาที่จะต้องอ้างเวลาส่งสำนวนฟ้อง ขอให้มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการขับรถเป็นเหตุให้เกิดการโดนกัน หรือเกิดอันตราย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม ต้องหยุดรถทำการช่วยเหลือ และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยทันที ฟังได้ความเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว

      ๓.ผลเสียของการแจ้งเหตุช้า และการที่พนักงานสอบสวนไปดูสถานที่เกิดเหตุล่าช้า ทำให้ร่องรอยพยานหลักฐานบางอย่างที่อาจมีอยู่ในที่เกิดเหตุเสียหาย หรือหมดไป หรือเมื่อเวลาผ่านไปนานอาจทำให้ความจำ หรือการรู้เห็นของผู้เห็นเหตุการณ์ลืมเลือนไปได้

      ๔.การแพ้ หรือชนะ อยู่ที่การนำสืบให้ศาลเห็นว่าฝ่ายไหนประมาท หรือขับขี่ฝ่าฝืนกฏจราจร ผู้ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรถือเป็นผู้ประมาท

      ๕.การให้ผู้ชำนาญการมาตรวจสอบสภาพรถน่าจะทำได้เร็วกว่า นอกจากว่ามีงานมากจนต้องรอคิว หรือต้องเดินทางระยะไกล ไม่ทราบว่าเป็นจังหวัดใด ผู้ตรวจคงอยู่ไกลมาก หรือไม่ก็คงมีเหตุให้ตรวจมากจนต้องรอ การตรวจของชำนาญการก็สำคัญ ระวังโคมไฟหน้าของฝ่ายคุณสูงไปหรือเปล่า กฏหมายจราจรกำหนดในเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ

      ๖.การแจ้งข้อหาก็เพียงออกหมายเรียก กำหนดระยะมากน้อยแล้วแต่รูปแบบการส่งเอกสาร ทางไปรษณีย์หรือให้ตำรวจนำส่ง ให้เวลาผู้รับหมายเรียกเตรียมตัว ส่วนมากไม่น่าจะเกิน ๒ สัปดาห์

      ๗.อันนี้แล้วแต่คน บางคนรู้จักก็ไม่ช่วยก็มี ช่วยก็มี ร่องรอยการชนและพยานหลักฐานสำคัญกว่า แต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็ลำบากใจเหมือนกัน ถ้าเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็พบผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปอีกได้

      ๘.หลักใหญ่ๆก็คือผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายจราจรซึ่งมีรายละเอียดพอสมควร หาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาทำความเข้าใจ เมื่อไปถึงศาลก็นำสืบให้ศาลเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร


  78. เรียนถามท่านผู้การครับ คือผมถามตรงฯเลยนะครับว่า บางที่จะมี
    พวกพนักงานสอบสวนหัวหมอ คอยรับสินบนจากผู้กระทำผิด เพื่อให้คนผิดเป็นถูก(ในบางกรณีที่ผู้เสียหายจริงฯไม่ค่อยรู้กฏหมาย) แต่ว่าท่านผู้การ ออกมาชี้ช่องทางกฏหมายจริงฯ อาจจะทำให้พนักงานสอบสวนหัวหมอบางคนไม่ค่อยพอใจท่าน ท่านทำใจได้เหรอครับ
    ปล.ผมขอโทษด้วยนะครับ ที่ต้องถามอย่างนี้ เพราะอย่างที่ใครฯหลายคนรู้คือ สมมุติว่าถ้าตำรวจคนไหนดี แต่เผอิญไปขัดผลประโยชน์พวกตำรวจไม่ดี มักลงเอยด้วยการถูกย้ายรึไม่ก็จบลงที่ตำแหน่งนั้นตลอดไป อะครับ


  79. คุณaong1

    ปัจจุบันตำรวจพัฒนาเรื่องการให้ความยุติธรรมไปมาก ยึดถือความถูกต้อง แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่คนย่อมมีพวก การช่วยเหลือน่าจะอยู่ที่การอำนวยความสะดวก ถ้าพลิกคดีจากขาวเป็นดำ หรือจากดำให้เป็นขาวคงจะลำบากเพราะประชาชนฉลาดขึ้นและมีการร้องเรียนผู้บังคับบัญชา อีกประการหนึ่งถ้าพยานหลักฐานชัดเจน ก็ต้องว่าไปตามหลักฐาน มีหลายคดีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีจนตำรวจติดคุก

    เรื่องการโยกย้ายเป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา โดยอ้างว่า “เพื่อความเหมาะสม” ไม่มีความผิดก็ย้ายได้ อยู่ที่ไหนก็มีงานให้ทำเหมือนกัน เว้นแต่ผู้ต้องการผลประโยชน์ ความสดวกสบายจึงยึดติดพื้นที่


  80. เรียนท่านผู้การ
    คือดิฉันเป็นญาติของผู้เสียหายกรณีถูกรถชนเสียชีวิต แล้วทางผู้กระทำผิดไม่ชดใช้ค่าเสียหายใดๆ และรถคู่กรณีพรบ.ขาด ต้องการทราบว่าขั้นตอนการที่ทางตำรวจจะส่งเรื่องถึงอัยการนั้นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เรื่องเกิดตั้งแต่ 27 พย.52 แต่ตอนนี้ทางตำรวจยังไม่ได้ส่งเรื่องเลย บอกว่ารอส่งประวัติผู้กระทำผิดไปที่กทม. (จำเป็นด้วยหรือคะ)
    และเรื่องนี้ทางเราควรจะดำเนินการอย่างไรต่อเพราะตอนนี้ภรรยาผู้ตายค่อนข้างเป็นกังวลมากเพราะไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้มาก่อนและอยากให้เรื่องจบโดยเร็ว
    รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ…..ขอบคุณค่ะ


  81. คุณปิงปองครับ

    ๑ เรื่องที่จะต้องระมัดระวังมากกว่าอย่างอื่นคือ ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท (ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร) หรือว่าเป็นการประมาทร่วมกัน คือ มีส่วนที่ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรด้วยกันทั้งคู่ ความรับผิดชอบทั้งสองกรณีไม่เหมือนกัน

    ๒ กรณีมีการเสียชีวิตเรื่องจะต้องไปถึงศาลแน่นอน เว้นแต่ตำรวจ, อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยตำรวจจะต้องทำสำนวนการสอบสวนแล้วทำความเห็น “ควรสั่งฟ้อง” หรือ “ควรสั่งไม่ฟ้อง” ส่งไปยังพนักงานอัยการพิจารณา ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้มีประกัน จะต้องสอบสวนให้เสร็จอย่างรวดเร็จเพราะการฝากขังมีระยะเวลา ส่วนมากไม่เกิน ๒ เดือน แต่ถ้าผู้ต้องหาประกันตัวไปในชั้นสอบสวน ต้องสอบสวนให้เสร็จ ส่งสำนวนให้อัยการภายใน ๖ เดือน

    ๓ เรื่องค่าเสียหายนั้น พนักงานสอบสวนจะเรียกคู่กรณีมาทำความตกลงกัน ตกลงกันได้หรือไม่ได้ตำรวจก็จะทำบันทึกติดไว้ในสำนวน

    ๔ บันทึกตกลงค่าเสียหายมีความสำคัญต่อรูปคดี ส่วนมากฝ่ายผู้ต้องหาจะวิ่งเต้นขอให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนมีความเห็น “ควรสั่งไมไฟ้อง” เพื่อเรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงศาล ถ้าเป็นคดีที่ไม่สามารถตกลงค่าเสียหายกันได้ ตำรวจจะไม่กล้าทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง กลัวผู้เสียหายร้องเรียน ถ้าตกลงกันได้แล้วทำสำนวนสบาย

    ๕ ตำรวจจะต้องตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาก่อนเสมอทุกคดี เพื่อทราบว่าเคยต้องคดีอะไรมาก่อนหรือไม่ มีหมายจับหรือไม่ เป็นระเบียบปฏิบัติ ส่วนมากจะใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ สัปดาห์

    ๖ สงสัยข้องใจเกี่ยวกับการดำเนินการสอบสวนก็สอบถามพนักงานสอบสวนร้อยเวรได้ ถ้ายังข้องใจก็สอบถามผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปอีก ถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจถามได้ครับ ไม่ต้องกลัว ตำรวจต้องบริการประชาชนอยู่แล้วครับ.


  82. เรียนท่านสารวัตร
    กระผมรบกวนขอคำปรึกษาครับ กรณีรถมอเตอร์ไซค์ชนกันวันที่เกิดเหตุ คือวันที่ 15 ธ.ค. 52 ลักษณะที่เกิดเหตุ เป็นซอยทางโค้งตัวS ผมอยู่ทางเลนซ้ายเข้าโค้งซ้าย ชนปะทะกับรถมอเตอร์ไซค์ที่สวนมา ด้วยความแรง ลักษณะรถ และการหักหลบ ทำให้รถของผมล้ำเข้าไปอยู่ในเลนขวา ทำให้ผม และคู่กรณีบาดเจ็บที่ศีรษะ เข้ารักษาพยาบาลที่รพ.เดียวกัน ผมใช้สิทธิพรบ.ในการรักษา แต่คู่กรณีใช้สิทธิประกันชีวิตรักษา เนื่องจากรถไม่ได้ต่อพรบ.(ทราบจากทางสถานพยาบาล)แต่แจ้งฝ่ายผมว่าใช้สิทธิพรบ.รักษา คู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหาย 40,000 บาท ตกลงกันไม่ได้ เลยเว้นช่วงการเจรจา จนวันที่ 5 ม.ค. 53 คู่กรณีนัดเจรจาที่สน. บ่ายโมง แต่เนื่องจากผมไม่สะดวกไปตามนัด จึงแจ้งขอเลื่อน เป็นวันที่ 6 ม.ค. 53 คู่กรณีไม่ยอมตกลงและไม่สามารถติดต่อได้ ผมจึงถูกหมายเรียกจากตำรวจ แจ้งข้อหาขับประมาทชนรถอื่นเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ ภายในบ่ายวันที่ 5 ม.ค. หลังผิดนัด 2 ช.ม. แต่ผมเดินทางเข้าพบร้อยเวรเวลา 20.00นแจ้งเหตุที่ไม่สามารถมาตามนัดได้ ตำรวจจึงนัดคู่กรณีให้วันที่ 6 ม.ค. จากการเจรจาทางตำรวจแจ้งว่า ผมขับรถหลุดโค้ง ชนคู่กรณี บาดเจ็บกรามหัก และพรบ.ของคู่กรณีไม่ขาด ซึ่งตรงกันข้ามจากที่ทราบมา คือพรบ.ขาด และกรามก็ไม่มีการหักแต่อย่างใด และไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่าจริงเท็จ ซึ่งผมรู้สึกกดดันอย่างมากของการแสดงออกของทางตำรวจ และเรียกค่าทำขวัญ 25,000บาท โดยขอก่อน 10,000 บาท และผ่อนชำระเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งสูงมากสำหรับผม เงินเดือนผมไม่ถึงหมื่น และมีรายจ่ายอื่นๆอีก ผมจำใจต้องตอบตกลง แต่ยังไม่มีการเซ็นเอกสารใดๆ และยังไม่มีการมอบเงิน เพราะยังไม่มี รบกวนถามว่าผมยังมีทางออกอื่นอีกมั้ยครับ ขอบคุณอย่างสูง


    • คุณคนซื่อ

      – การขับขี่รถสวนทางกันแล้วเกิดโดนกัน จุดที่ชนกันสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวชี้ว่าใครขับขี่ล้ำเส้นทาง จุดชน กับตำแหน่งรถหลังจากโดนกัน เป็นคนละเรื่องกันนะครับ ต้องหาทางนำสืบ หรือ พิสูจน์ให้ได้ว่า จุดชนอยู่ที่ใด อย่างเช่นดูตำแหน่งที่เศษดิน(ดินที่ติดกับรถ)ล่วงอยู่, จุดเริ่มต้นรอยครูด, หรือจากพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ส่วนตำแหน่งรถหลังโดนกันอาจเกิดจากการลื่นไถลของรถ กรณีขับขี่สวนทางกันแล้วชนกัน หาจุดชนให้ได้ก็สามารถบอกได้ว่าฝ่ายใดน่าจะเป็นฝ่ายประมาท

      – เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝ่ายประมาทก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายครับ

      – เรื่อง พ.ร.บ.ขาดหรือไม่ เป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการขับขี่รถประมาท

      – เรื่องบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด ดูจากใบรายงานของแพทย์ผู้ออกใบชันสูตรบาดแผล ขอดูได้จากพนักงานสอบสวนครับ ขอดูได้เพราะคู่กรณีถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ง่ายๆ คุณจะจ่ายเงินก็ต้องรู้ว่าจ่ายเพราะเหตุใด รายงานของแพทย์เชื่อถือได้เพราะแพทย์มีจรรยาบรรณไม่ออกรายงานเท็จ และคิดว่าตำรวจก็คงไม่กล้าทำรายงายแพทย์ปลอม

      – ถ้าคู่กรณีกรามหัก น่าจะเป็นการบาดเจ็บสาหัส หากคุณเป็นฝ่ายขับประมาทก็น่าจะทำความตกลง แล้วขอให้ตำรวจจบเรื่องที่ สน. (ถ้าตำรวจไม่ช่วยจะต้องไปศาล เสี่ยงต่อโทษจำคุก)

      – เรื่องค่าเสียหาย ถ้าเป็นฝ่ายที่จะต้องชดใช้ก็ยอมเขาเถอะครับ ขอผ่อนชำระไปเท่าที่มีกำลังพอจะจ่ายได้ แสดงรายได้ให้คู่กรณีเห็น ขอผ่อนยาวๆ ก็คนมันไม่มีจะให้ทำยังไง คนเรามีสิทธิ์จนได้


  83. ขอบคุณอย่างสูงครับ
    ถ้าต้องโทษจำคุก ต้องติดคุกเลยหรือรอลงอาญาครับ
    นานเท่าไหร่? แล้วต้องเสียค่าทนายด้วย หรือไม่ครับ

    แล้วผมต้องทำยังไงบ้างครับ
    เหมือนทางคู่กรณีจะเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มจากที่ตกลงไว้ด้วย เนื่องจาก ไปทำงานแล้วแขนหัก โดยอ้างว่า เกิดจากสาเหตุจากการชน


  84. คุณคนซื่อ

    – มี ๒ วิธีให้เลือก
    (๑) พยายามตกลงค่าเสียหายให้ได้ในชั้นสถานีตำรวจ ต่อรอง ขอผ่อนชำระ ระยะยาว ส่วนมากคู่กรณีจะเห็นใจเพราะว่า “ไม่มี”จริงๆ แล้วร้องขอให้ตำรวจช่วย เช่น ทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง หรืออาจหาทางปรับชั้น สน. (บางทีอาจมีค่าวิชาของตำรวจอีก) แต่ถ้าตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ ตำรวจจะไม่กล้าทำ

    (๒) เมื่อตกลงค่าเสียหายชั้น สน.ได้แล้ว แต่ตำรวจไม่ยอมช่วย คือไม่ยอมทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง หรือ ไม่เปรียบเทียบปรับให้ ตำรวจจะส่งสำนวนไปให้อัยการฟ้อง ในฟ้องขอให้ตำรวจระบุไปด้วยว่า ได้มีการชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าปรากฏเช่นนี้ศาลมักจะรอลงอาญา คือไม่ต้องติดคุกทันที กรณีที่ ๒ นี้ไม่จำเป็นต้องหาทนาย ลองคุยกับเสมียนคดีที่มีหน้าที่นำผู้ต้องหาไปฟ้องศาลดู ทราบว่าเขามีช่องทางวิ่งเต้น

    – วิธีที่ ๒ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ขอให้ทนายช่วยทำคำร้องขอความปราณีต่อศาล เพื่อขอรอลงอาญา กรณีนี้คงเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเป็นหลักพัน

    – แต่ถ้าปฏิเสธสู้คดี คือไม่ยอมรับผิดว่าเป็นฝ่ายประมาท ค่าใช้จ่ายทนายอยู่ที่ประมาณ ๒ หมื่นขึ้น

    – ถ้ารับสารภาพ แต่ไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหาย อย่าเสี่ยงนะครับ เท่าที่ทราบมาโดนจำคุกประมาณ ๖ เดือน ไม่รออาญา และศาลยังสั่งให้จ่ายค่าเสียหายอีกด้วย ถ้าไม่จ่ายก็จะถูกฟ้องแพ่งยึดทรัพย์ตามอีก

    – แนะนำให้พยายามเจรจาครับ


  85. เรียนท่านสารวัตร
    ดิฉันรบกวนขอคำปรึกษาค่ะ
    ดิฉันขับรถอยู่เลนซ้ายสุด แล้วต้องการเปลี่ยนเลนเป็นเลนที่2 นับจากซ้ายสุด
    ได้ทำการเปิดสัญญาณไฟขอทาง แต่เนื่องด้วยเวลานั้นการจราจรติดขัด
    รถเคลื่อนตัวได้นิดหน่อย ดิฉันได้คล่อยๆเปลี่ยนเลน จนรถดิฉันไปอยู่ในเลนที่2
    แต่ตัวรถของดิฉันยังไม่ได้ตั้งตรง แต่รถเข้าไปประมาณ 80% แล้ว
    แล้วรถทัวร์ด้านหลังก็เคลื่อนตัวมาชนรถดิฉัน แล้วก็ลากรถดิฉันไปอีก
    พร้อมเร่งเคลื่อน จนรถดิฉันสูญเสียการควบคุม แล้วเสียหลักออกไปกระแทกกับรถที่อยู่ด้านซ้าย ไปสถานีตำรวจมาแล้วทางเจ้าหน้าที่สรุปว่าดิฉันผิด เพราะรถทัวร์เป็นรถทางเอก ดิฉันขอเรียนถามว่าดิฉันผิดจริงไหมเนื่องด้วยกรณีใด ดิฉันขอทางแล้ว แล้วค่อยๆเข้าไปจนเกือบทั้งคันแล้วถึงถูกชน ถ้าต้องฟ้องร้องกันดิฉันจะมีโอกาสชนะหรือไม่
    ขอบคุณอย่างสูงค่ะ


    • คุณ Pattawe

      – การจะชี้ว่าฝ่ายใดผิด(ประมาท) ต้องดูรายละเอียดอย่างอื่นประกอบอีก เช่น คู่กรณีขับขี่มาด้วยความเร็วหรือไม่ อย่างไร/ การให้สัญญาณเพื่อจะเปลี่ยนช่องทางนั้นจะต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยว และ จะต้องดูรถในเส้นทางหลักก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงค่อยเปลี่ยนช่องทาง

      – การเปลี่ยนช่องทาง รถที่จะเปลี่ยนช่องทางจะต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังรถที่วิ่งอยู่ในช่องทางหลัก

      – สรุปว่า รถของคุณPattaweจะต้องระมัดระวังรถที่วิ่งอยู่ในทางหลัก และจะต้องดูให้ปลอดภัยจึงเปลี่ยนช่อง

      – เว้นแต่สามารถนำสืบได้ว่า
      (๑) คุณให้สัญญาณก่อนที่จะนำรถเข้าช่องทางเป็นระยะถึง ๓๐ เมตร
      (๒) ก่อนเปลี่ยนช่องทาง หลังจากที่ปฏิบัติตามข้อ (๑)แล้ว ได้พิจารณาเห็นว่าสามารถนำรถเข้าช่องทางหลักได้ปลอดภัยจึงนำรถเข้าไปในช่องทางหลัก
      (๓) ตอบคำถามหากจะมีการถามว่า “เมื่อปฏิบัติตามกฏ และดูว่าปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนช่องทาง แล้วทำไมยังเกิดการชนกัน”
      คำตอบ
      ๑ เมื่อเปลี่ยนช่องทางแล้วรถข้างหน้าเกิดการชลอตัว จึงไม่สามารถขับเคลื่อนไปทางด้านหน้าได้
      ๒ รถในช่องทางหลักขับมาด้วยความเร็วจึงหยุดไม่ทัน

      ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสมมุติฐานนะครับ ถ้าผมเป็นคุณPattaweก็จะออกไปในแนวนี้ พนักงานสอบสวนก็จะปวดหัว ต้องฟังทั้งสองฝ่าย แล้วดูข้อเท็จจริง หรือฟังพยานอื่นประกอบ

      คำวินิจฉัยของพนักงานสอบสวน อาจถูก หรือผิดก็ได้ ถ้ายังติดใจสงสัยก็ต้องไปว่ากันที่ศาลต่อครับ


  86. เรียน ท่านสารวัตร
    อยากเรียนถามท่านว่า ค่าวิชาตำรวจ คือ อะไร เหมือนค่าวิชาชีพแพทย์ ค่าวิชิชีพครูหรือไม่ แล้วถ้าให้ไปแล้ว ตำรวจเอาไปทำอะไร มีใบเสร็จราชการออกให้หรือไม่
    ถ้าเราไม่ให้ เป็นไปได้มั้ยว่า พงส.จะเขียนสำนวนให้เราผิดกว่าเดิมได้ (ตกลงค่าเสียหายกับญาติได้)


    • คุณสงสัย

      “ค่าวิชา” เป็นสะแลงที่ผมตั้งเองครับ ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี คือพนักงานสอบสวนมีวิธีที่จะทำได้ สมัยผมยังรับราชการอยู่ตรวจพบบ่อยๆ เช่นเกิดคดีขึ้นจะไม่ลงบันทึกประจำวันให้ละเอียด ว่าบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด เพียงแต่จะลงหลักฐานว่ามีเหตุรถชนหรือโดนกันเท่านั้น สมมุติว่าผู้บาดเจ็บขาหักซึ่งถือว่าบาดเจ็บ “สาหัส”ปรับไม่ได้ ต้องทำสำนวนส่งศาล แต่คู่กรณีตกลงกันได้ พนักงานสอบสวนบางคนอาจจะเปรียบเทียบปรับชั้นสถานี โดยลงหลักฐานว่า “บาดเจ็บเล็กน้อย” อย่างนี้ต้องมี “ค่าวิชา” ไม่งั้นต้องไปศาล

      “ค่าวิชา”แบบนี้ไม่มีใบเสร็จ ปกติพนักงานสอบสวนจะไม่ค่อยทำให้ มีแต่คู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดไปร้องขอ เพราะไปศาลอาจเสี่ยงกว่า

      ไม่จำเป็นต้องจ่าย “ค่าวิชา”เสมอไป บางรายพวกกันจริงๆก็ช่วยทำให้ ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง พนักงานสอบสวนจะต้องทำสำนวนส่งฟ้องศาล ฝ่ายผู้ต้องหาก็เพียงไปยื่นคำร้องขอความปราณีต่อศาล โดยแนบหลักฐานการชดใช้ค่าเสียหาย อ้างเหตุ ไม่เคยทำความผิดมาก่อน, ได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นโดยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว, ฝ่ายเสียหายไม่ติดใจเอาความ ศาลอาจจะรอลงอาญาให้ครับ.


  87. เรียนท่านสารวัตร
    ดิฉันมีเรื่องรบกวนถามนะค่ะ
    เรื่องมีอยู่ว่าน้องดิฉันขับรถเครื่องอยู่ในซอยค่ะแต่ซอยนั้นเป็น
    โค้งหักศอกและระยะถนนในซอย ประมาณ 3 เมตรค่ะ
    มีรถหกล้อบรรทุกข้าวสารเข้ามาในซอยพอถึงโค้งหักศอก
    รถหกล้อกินเลนเข้ามาแล้วชนกับรถเครื่องของน้องค่ะ
    รถเครื่องชนบริเวรถังน้ำมันรถหกล้อ ตอนนี้น้องชายขาหักสองท่อน รถพังเละค่ะเพราะรถหกล้อลากติดไปด้วย
    แบบนี้รถหกล้อผิดไหมค่ะ ถนนนี้เค้าบอกว่าห้ามรถบรรทุกวิ่งค่ะ
    เพราะทางแคบแบบนี้เราจะเรียกค่าเสียหายอย่างไรค่ะ
    แล้วนานกว่าน้องจะออกจากโรงพยาบาลค่ะ
    แต่ตำรวจบอกว่ารอคนเจ็บมาสอบปากคำ
    แล้วนานๆไปเรื่องจะเป็นยังงัยค่ะ หกล้อเค้าไม่ยอมรับผิดค่ะ
    ตำรวจเลยให้รอคนเจ็บแบบนี้ ดิฉันจะทำยังงัยดีค่ะ
    ปวดหัวมากค่ะ ไม่รู้จะไปถามใคร


    • คุณสุนิสา

      ๑ พบพนักงานสอบสวนเพื่อให้แน่ใจว่า พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนของน้องคุณ ให้รู้ว่าพนักงานสอบสวนชื่อไร เพื่อประโยชน์ในการติดต่อครั้งต่อๆไป

      ๒ พบพนักงานสอบสวนแล้ว กรุณาได้สอบถาม และชี้แจง ให้แน่ใจว่าฝ่ายน้องชายคุณไม่ผิด (คุณสุนิสาแจ้งมาว่ารถบรรทุกหกล้อกินเลน) ซอยกว้าง ๓ เมตร กึ่งกลางถนนก็คือ ๑.๕๐ เมตร รถบรรทุก ๖ ล้อกว้างประมาณ ๒ เมตรย่อมจะล้ำแนวกึ่งกลางถนนอยู่แล้ว แต่ระวังนิดนะครับ รถจักรยานยนต์จะต้องขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย ฉนั้นพบพนักงานสอบสวนและดูจุดชนที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ด้วย

      ๓ ข้อที่คุณสุนิสา นำไปอ้างต่อฝ่ายรถบรรทุกได้ก็คือ มาตรา ๓๙ พ.ร.บ.จราจรทางบก กรณีรถสวนทางกันในถนนแคบซึ่งไม่อาจขับสวนกันได้โดยปลอดภัย ผู้ที่ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าต้องหยุดรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับขี่รถคันที่เล็กกว่าผ่านไปได้

      ๔ เมื่อตำรวจบันทึกหลักฐานแล้ว, น้องคุณไม่เป็นฝ่ายผิด ก็รอเจรจาค่าเสียหายซึ่งอาจจะต้องขอให้พนักงานสอบสวนเป็นตัวกลางเรียกคู่กรณีมาเจรจา

      ๕ ที่ตำรวจบอกว่ารอให้คนเจ็บหายก่อน อาจเป็นเพราะว่า ถ้ายังรักษาอยู่ก็จะไม่ทราบว่าจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าเห็นว่าพร้อมก็ไปร้องขอให้พนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีมาตกลงค่าเสียหายได้

      ๖ ถ้าน้องคุณขาหักก็เข้ากรณีบาดเจ็บสาหัส เมื่อแพทย์ออกใบชันสูตรบาดแผลยืนยันรักษาเกิน ๒๐ วัน พนักงานสอบสวนชอบที่จะเรียกฝ่ายคนขับรถบรรทุกมาแจ้งข้อหา และจะต้องทำประกันตัว ถ้าตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ ก็จะเป็นกรณีแบบเดียวกับที่หลายๆท่านได้สอบถามมาแล้ว ย้อนกลับไปอ่านครับ


  88. เรียนท่านครับ
    กระผมมีเรื่องอยากเรียนถามท่านครับ คือว่าลูกน้องที่บ้านขับรถไปรับสินค้า แต่เผอิญรถเสียหลักผลิกคว่ำ แต่ล่ออะไหล่หลุดไปโดนชาวบ้านที่นั่งเล่นที่บ้าน บาดเจ็บ แล้วนัดกันไปเจรจาที่ สน. เราก็ยอมรับนะครับว่าผิด แต่มันก็คือประมาท เราเกรงว่าทางฝ่ายผู้เสียหายจะเรียกค่าใช้สินไหมแพงเกินไปครับ จึงอยากเรียนถามว่า ค่าสินไหมที่เหมาะสมน่าจะอยู่สักเท่าไหร่ครับ จากประสบการณ์ของท่านที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยครับ ถ้าเเพงมาก เราไม่ยอมจ่ายต้องฟ้องศาล แล้วเราจะเสียค่าสินไหมทดแทนมากไหมครับ
    ขอบคุณมากๆๆครับ


  89. คุณhap

    การเรีกร้องค่าเสียหาย มากน้อยอยู่กับองค์ประกอบเหล่านี้ครับ

    ๑ ได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด โดยดูจากบาดแผลที่ปรากฏ และใบรายงานการตรวจบาดแผลของแพทย์ ถ้ากระดูกหัก พิการ เสียโฉม หรือแพทย์ลงความใช้เวลารักษาเกิน ๒๐ วัน ถือเป็นอันตรายสาหัส ค่าเสียหายส่วนมากจะเป็นค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง บวกกับ ค่าเสียเวลาทำมาหากิน ค่าเสียโอกาศ หรือบางทีก็เรียกเป็นค่าทำขวัญ และต้องดูองค์ประกอบข้อ ๒ ร่วมด้วย

    ๒ ฐานะหรือความสำคัญทางสังคมของผู้บาดเจ็บ เช่นเป็นคนที่เป็นหลักในการหาเลี้ยงชีพของครอบครัว, คนทำงานค่าจ้างสูง, ลูกจ้างธรรมดา หรือคนไม่มีงานการทำ เป็นข้อประกอบในการพิจารณาว่า หากผู้บาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงชีพของคนในครอบครัว อันนี้หนัก กับถ้าเป็นคนตกงาน ไม่มีงานทำ จะเบากว่า

    ๓ ลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุ เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ขับขี่หรือไม่ ถ้าคนขับประมาทมาก เช่นขับฝ่าไฟแดง ขับรถใช้ความเร็วเกินกำหนด อย่างนี้จะถูกเรียกค่าเสียหายแพง เพราะคุณประมาท ไม่เคารพเชื่อฟังกฏหมาย
    แต่ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย แม้จะใช้ความระมัดระวังแล้วเหตุก็ยังเกิดขึ้นได้ อย่างนี้คู่กรณีจะเห็นใจ สงสารคนขับ

    มีเรียกกันเป็นหลักหมื่น หลักพันก็มี ต้องใช้ศิลปในการเจรจา ใช้ดุลยพินิจหาจำนวนที่พอสม พอควร

    ถ้าไม่สามารถตกลงชั้นสถานีตำรวจได้ คู่กรณีต้องไปฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายต่อศาล ส่วนมากผู้บาดเจ็บจะไม่ทำกัน เพราะต้องเสียค่าทนายทั้งสองฝ่าย อย่างต่ำๆก็หมื่นขึ้น และยังต้องเสียเวลาอีก ถ้าจำนวนเงินที่เกี่ยงงอนกันพอๆกับค่าทนายส่วนมากจะตกลงกัน

    แต่ถ้ามีการฟ้องร้อง ศาลมีหลักในการพิจารณา และมีความเป็นธรรม ส่วนมากก็ตามองค์ประกอบข้างต้นครับ


  90. กรณีเด็กอายุ 14 ปีขับรถมอเตอร์ไซค์ (ไม่มีใบขับขี่)แล้วมีผู้ซ้อนท้าย 1 คน(ไม่สวม
    หมวกกันน็อค) ได้เกิดเปลี่ยนเลนส์กระทันหัน แล้วรถยนต์ที่วิ่งมาในเลนส์ซ้ายได้เหยียบเบรคเป็นทางยาวราว 30-50เมตร เบรคจนยางมีควันขึ้นเต็มไปหมดค่ะ ก่อนจะชนเข้าที่ด้านท้ายรถมอเตอร์ไซค์ จนคนซ้อนศีรษะกระแทกพื้นต้องผ่าตัดสมอง และที่เกิดเหตุเป็นบริเวณโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ มีคำถามดังนี้ค่ะ
    ….เด็กทำผิดพรบ.จราจรและขับขี่โดยประมาทใช่รึป่าวคะ
    ….ผู้ขับรถยนต์ไม่มาดูผู้ป่วยเลยโดยยืนยันว่าตนไม่ผิดทำได้ใช่ไหมคะ
    ..เด็กทำผิดคดีอาญาด้วยรึป่าวคะที่ขับขี่โดยประมาท แล้วต้องรับโทษอย่างไร
    ..รถมอเตอร์ไซคืไม่มีพรบ. และ สำเนาการเสียภาษีประจำปีเลย อย่างนี้ถือว่าเป็นฝ่ายผิดใช่ไหมคะ
    ..คนซ้อนท้ายที่ต้องผ่าสมองนั้น ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ หรือว่ารับร่วมกันคะ
    ..การปฏิเสธว่าไม่ผิด แล้วไม่ไปดูผู้เสียหายเลย อย่างนี้เหมาะสมหรือไม่คะ ถ้าขึ้นศาลมีผลกับรูปคดีหรือไม่คะ
    ..ไม่ได้เป็นการประมาทร่วมกันทั้งสองฝ่ายใช่มั้ยคะ

    ด้วยความนับถือ


  91. คุณpploy

    ๑ ถนนเป็นสิ่งที่คนใช้ร่วมกัน จึงต้องมีกฏเกณฑ์กฏิกาในการใช้ พ.ร.บ.การจราจรทางบก ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถ ใช้ถนนต้องปฏิบัติตาม การไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. หรือตามกฏ ฯ ถือเป็นความประมาท ขาดความระมัดระวัง ตามกฏหมายกำหนด เป็นความผิด

    ๒ การไปดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องของศีลธรรม มนุษยธรรม ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ กฏหมายไม่ได้บังคับ รักชอบ สำนึก ก็ไป เป็นเรื่องของจิตใจ แต่จะไปสัมพันธ์กับการฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง หรือใช้ประกอบในการยื่นคำร้องขอความปรานีต่อศาลให้รอลงอาญา ถ้าแน่ใจว่าไม่ผิด ไม่ต้องแถลงขอความปรานีต่อศาล ไม่ไปเยี่ยมเลยก็ได้ แต่อย่าลืม ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนก็ดี ผู้พิพากษาก็ดี ไม่ได้เหมือนกันทุกคน ที่ผมแนะไว้นี้เป็นหลักกลางๆ ทางที่ดี “ทำเกินไว้ดีกว่าทำขาด”

    ๓ เด็กอายุต่ำกว่ากำหนด และ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เมื่อขับรถไปโดนกับรถอื่น มีความผิดฐานขับรถประมาทตาม พ.ร.บ.จราจรแน่นอน แต่ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษเนื่องจากความเป็นผู้เยาว์

    ๔ เรื่องการไม่เสียภาษีรถประจำปีแล้วนำรถไปใช้ในถนน, การไม่ซื้อประกันภาคบังคับ เป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง แยกดำเนินคดีต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเรื่องการขับขี่รถประมาท คนละเรื่องกัน

    ๕ ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ในที่เกิดเหตุมีรอยห้ามล้อของรถยนต์ปรากฏบนพื้นถนนเป็นทางยาว ๓๐-๕๐ เมตร รถยนต์น่าจะใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด สำคัญอยู่ที่ว่าพนักงานสอบสวนได้วัด, ถ่ายรูป, บันทึกไว้ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และต้องส่งไปตรวจหาความเร็วด้วย หรือไม่ ถ้าผู้ชำนาญการยืนยันว่ารถยนต์ใช้ความเร็วเกิน ๙๐ กม./ชม. ผู้ขับขี่รถยนต์น่าจะมีความประมาทร่วม ส่วนใครจะต้องรับผิดมากน้อยเท่าใดอยู่ในดุลยพินิจของศาล

    ๖ คำตอบอยู่ในแนวทางเดียวกับข้อ ๒ ตามปกติถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในชั้นสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหากับผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฟ้องศาล ถูกหรือผิดศาล(ผู้พิพากษา)จะเป็นผู้พิจารณา ศาลก็ยังมีถึง ๓ ศาล (กฏเกณฑ์กฏิกาของบ้านเมืองเราเป็นเช่นนี้) ตำรวจไม่ใช่ศาล หากไม่พอใจคำชี้ขาดเบื้องต้นของตำรวจ ท่านสามารถร้องเรียนผู้บังคับบัญชา และถ้ายังดำเนินการไม่เป็นที่พอใจก็สามารถฟ้องคดีเองได้

    ๗ ถ้าผลตรวจสอบตามข้อ ๕ ออกมาว่าผู้ขับขี่รถยนต์ใช้ความเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนด ผมเชื่อว่าพนักงานสอบสวนต้องเอาเป็นประมาทร่วม ถ้าไม่เอาเป็นประมาทร่วม ท่านเก็บหลักฐานนี้ไปให้ทนายฟ้อง(ฟ้องคดีเอง) แต่ถ้าผู้ชำนาญยืนยันว่ารถยนต์ใช้ความเร็วไม่เกิน อันนี้ลำบากใจ ผู้ขับขี่รถยนต์ได้เปรียบ แต่การจะแจ้งข้อหากับผู้ขับขี่รถยนต์หรือไม่เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ถ้าแจ้งฝ่ายรถยนต์ก็จะมีข้อต่อสู้ได้

    การขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนดถือเป็นการขับขี่รถประมาทข้อหนึ่งครับ ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีการตรวจจับผู้ขับขี่รถเร็วเป็นประจำ.


  92. บน กุมภาพันธ์ 20, 2010 at 9:28 pm | ตอบกลับ ผู้ประสบเหตุ

    เรียนสอบถามด่วนครับ

    เรื่องมีอยู่ว่าคืนวันก่อน พี่สาวกับแฟนได้ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าไปตามถนนในทางตรงต่อมา ได้พบเหตุรถน้ำมันกับรถแก็สชนกันบนถนนบริเวณเลนซ้ายสุดไหล่ทางซึ่งเป็นทางที่จะสามารถวิ่งออกมายังเลนนอกได้ลักษณะน่าจะเกิดจากการที่คันหนึ่งวิ่งพยายามจะออกขวามาเพื่อเข้ามาวิ่งในถนนเลนนอกด้านขวา ส่วนรถอีกคันวิ่งซ้านสุดของเลนนอกนั้น หลังจากเกิดเหตุชนกันนั้นและได้มีน้ำมันไหลพุ่งทะลักออกมาบนถนนซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการกันทางใดและเหตุพึ่งเกิดขึ้นซึ่งรถยนต์ที่ขับผ่านรถน้ำมันที่ชนกันและแลนผ่านประสบปัญหารถลื่นไหลแก่วงบางคันก็ลื่นหมุนและบางคันเมื่อรู้ว่าบนถนนน่าจะน้ำมันเนื่องจากรถแกว่งไม่สามารถควบคุมได้ก็พยายามประคองรถเข้าข้างทางด้านซ้ายถนนกันหมดซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุรถน้ำมันชนประมาณ 200 เมตร ซึ่งในขณะนั้นเองแฟนพี่ผมซึ่งขับรถตามมาเช่นกันพบเห็นเหตุการณ์รถน้ำมันชนและประสบเหตุล้อรถลื่มไหลเนื่องจากล้อรถน่าจะโดนน้ำมันเหมือนคันอื่นก็ไ้ด้พยายามประคองรถเข้าซ้ายเช่นกันเหมือนคันอื่นแต่ในขณะนั้นเองรถได้แกว่งและไหลพุ่งไปชนรถที่อยู่ด้านซ้าย(คันพี่ผมมาเลนกลางถนนช่องทางที่ 2 ถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรีซึ่งจะมีไหลทางสามารถจอดรถได้ )รถที่วิ่งคู่มาและตามหลังซึ่งเข้าก็พยายามประคองเข้าไปจอดไหล่ทางเช่นกัน ซึ่งรถของคันพี่ผมน่าจะวิ่งนำหน้าคันนั้นนิดๆๆและได้เกิดชนกันรถคันดังกล่างบริเวณช่วงแค๊บ-ล้อด้านหน้าและได้ไถลไปชนรถอีกคันหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าซึ่งเข้าก็พยายามเข้าซ้ายไปจอดไหล่ทางข้างหน้าเช่นกันแต่เนื่องจากเป็นรถพว่ง 18 ล้อ เข้าเข้าไปยังไม่หมดรถพี่ผมจึงไปชน(ชิ่งซ้าย-ขวาประมาณนั้น)และไปจอดหยุดนิ่งท้ายรถ 18 ล้อบริเวณถนนซึ่งเป็นช่วงก่อนขึ้นสะพานซึ่งห่างจากบริเวณรถน้ำมันที่ชนกันตอนแรกไม่น่าเกิน 350 เมตร
    แต่รถคันที่โดนชนทั้ง 2 คนเค้าไม่เห็นไรมากเนื่องจากรถไม่ได้วิ่งมาเร็วแต่รถพี่ผมด้านคนนั่นซ้ายที่พีีผมนั่งเสียหายอย่างแรงเนื่องจากโดนบริเวณมุมขวาของรถพ่วงซึ่งเป็นจุดเเข็งพอดี…..พังยุบเสียหายและพี่ผมบาดเจ็บสลบจากสภาพรถที่เห็นถ้าเป็นผู้ชายนั่งตัวใหญ่สักนิดคนไม่รอดดีที่พี่ผมเค้าผอมและตัวเล็ก แฟนพี่(คนขับ)และรถคันที่พี่ผมไปชนจึงช่วยกันดึงออกมาได้…และนำส่งโรงพยาบาลรักษาตัวโดยใช้สิทธิประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของตนไม่เกี่ยวกับรถ

    จากเหตุดังกล่าวถามว่าใครต้องรับผิดบ้างคับ
    รถยนต์ฝ่ายพี่ผมมีประกันชัน 1


  93. บน กุมภาพันธ์ 20, 2010 at 9:29 pm | ตอบกลับ ผู้ประสบเหตุ

    ถามอีกนิดครับแล้วจะมีความผิดอะไรบ้างหรือเปล่า ตร.นัดพรุ่งนี้แล้วครับ


  94. เรียนผู้ประสบเหตุ

    ผมเพิ่งกลับจากไปทอดผ้าป่าที่จังหวัดชุมพร อาจจะตอบช้าไป

    ข้อเท็จจริงที่คุณประสบเหตุเล่าให้ฟัง น่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งหมายความว่า แม้จะใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้วอุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้น อันเนื่องจากผิวการจราจรลื่น ผู้ขับขี่รถไม่น่าจะต้องรับผิดในทางอาญาฐานขับรถประมาท (ต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่า ไม่ได้ขับรถใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด คือ ๙๐ กม./ชม.)

    ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นความรับผิดชอบในทางแพ่ง ใครเป็นผู่กระทำให้เกิดความเสียหายในส่วนใดก็ควรจะรับผิดชอบในส่วนนั้นๆ ใช้การเจรจาครับ.


  95. เรียน ท่านสารวัตที่เคารพ

    เนื่องจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมากระผมประสบอุบัติเหตุรถชน ถนนที่ใช้เป็นถนน 4 เลน ให้วิ่งฝั่งละ 2 ช่องทาง ไม่มีเกาะกลางถนน เหตุเกิดจากการที่รถเก๋งคันข้างหน้าชิดซ้ายแล้วตบขวาเพื่อกลับรถโดยที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาใดๆ ขณะที่รถเก๋งตบขวาเพื่อจะกลับรถ ก็มีรถมอเตอร์ไซด์ฟีโนขับตามหลังมาชนรถเก๋งเข้าอย่างจัง
    และพอมอเตอร์ไซด์ฟีโนชน ตัวกระผมซึ่งขับตามหลังฟีโนมาก็ชนเข้าอย่างจังเช่นกันเพราะว่า ระยะทางที่รถเก๋งกลับรถระยะทางห่างกับมอเตอร์ไซด์ทั้ง 2 คัน ไม่ถึง 50 เมตร จึงไม่สามารถหักหลบหรือเบรคได้ทัน โดยผู้ที่ขับฟีโนบาดเจ็บค่อยข้างหนักนอนโรงพยาบาล 2 คืน และกลับมาพักฟื้นที่ผ่าน ส่วนตัวกระผมบาดเจ็บที่มือและไหล่โดยแพทย์ให้พักฟื้น 3 วัน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่หายอาการปวดและบวม ส่วนรถเก๋งไม่บาดเจ็บอะไรรถเค้าทำประกันชั้น 1 และจากที่ดูก็ไม่เสียหายมากมาย แต่รถฟีโนและรถของกระผม คือยี่ห้อฮอนด้า ซีบีอาร์ 150 มีสภาพพังมาก แฮนคด แฟริ่งแตกเกือบหมด ไฟหน้าแตก และอื่นๆอีก โดยผู้ขับมอเตอร์ไซด์ทั้ง 2 คันสวมหมวกกันน๊อคและมีใบอนุญาติขับขี่เรียบร้อย พอร้อยเวรมาถึงที่เกิดเหตุก็ถ่ารูปและสอบถามรายละเอียดและวาดภาพจำลองการชน และไปคุยต่อกันที่ สน.โชคชัย 4 ซึ่งจากการสอบสวนแล้วฝ่ายรถเก๋งผิดและเค้ารับผิด และร้อยเวรให้กระผมกับตัวคนขับรถเก๋งเซ็นลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน คู่กรณีอีกคนออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วค่อยไกล่เกลียกัน ส่วนรถมอเตอร์ไซด์ทั้งสองคันก็ให้ประกันของคนขับเก๋งไปซ่อม โดยที่ผู้กระทำผิดไม่ได้เข้ามาคุยหรือถามว่าจะให้ช่วยอะไรหรือไม่ จนถึงวันนี้โทรมาบอกให้กระผมไปเซ็นยอมความ โดยคู่ชนที่ขับฟีโนเซ็นยอมความไปแล้วและได้ค่าชดเชย 1 พันบาท และประกันออกค่าซ่อมรถให้แต่ที่ซ่อมรถจะเป็นคนละร้านกับกระผม โดยของกระผมตัวแทนประกันเอาไปซ่อมที่อู่ในเครือประกัน แต่จากที่กระผมได้ไปดุรถที่ซ่อมนั้นประกันไม่เปลี่ยนของให้ เอามาดัดแล้วใส่เข้าไป ดูท่าทางแล้วรถคงไม่เหมือนเดิม

    ผมจึงอยากจะเรียนถามท่านสารวัตว่าผมสามารถรอให้รถซ่อมเสร็จก่อนได้มั้ย ถึงจะเซ็นยอมความ แล้วผมจะเรียกร้องค่าสินไหมและค่ารักษาพยาบาลจากกันถูกรึปล่าวคับ และถ้าเกิดประกันซ่อมรถให้ไม่เหมือนเดิมผมต้องทำยังไงคับ จะให้คนผิดออกค่าซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ให้ได้มั้ยคับ คือจากที่คุยเมื่อตอนเย็นรอบที่ 2 ที่เค้าบอกให้ไปเซ็นยอมความ ผมเลยบอกว่าจะเซ็นต่อเมื่อรถซ่อมแล้วเหมือนเดิม ผมสามารถทำได้หรือไม่คับ และจะทำให้คดีพลิกหรือปล่าว ถ้าผมไม่เซ็นยินยอมผมจะมีความผิดหรือปล่าว จะมีผลเสียต่อผมหรือปล่าว

    จึงขอความกรุณาท่านสารวัตรช่วยชี้แจ้งและอธิบายส่วนที่เราจะสามารถรักษาสิทธิ์ของกระผมได้อย่างไรบ้าง

    ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง


  96. เดี๋ยวกระผมจะมาติดตามความคืบหน้านะครับ


  97. คุณปลาย

    ๑ การยินยอมเป็นสิทธิของผู้เสียหาย จะเซ็นเมื่อไรก็ได้ แต่การจะเซ็นช้าหรือเร็วควรจะต้องมีเหตุผลด้วยนะครับ เช่น รอดูอาการบาดเจ็บ หากเป็นปกติดีแล้ว ไม่มีอาการทางสมองก็ควรจะรีบเซ็น

    ๒ การเซ็นยินยอมช้าอาจจะไปติดขัดกับทางประกัน เพราะเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยจะต้องไปทำรายงานเสนอ และจะต้องประมาณการค่าซ่อม(ตีราคา) ค่ารักษาไปด้วย ถ้าคุณไม่ยินยอมก็จะทำให้เรื่องช้า ทางที่ดีควรพูดจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ประกัน ขอราคาที่สมควร เจ้าหน้าที่ประกันจะมีประสบการณ์ พบกรณีแบบนี้บ่อยๆ การกำหนดราคาค่ารักษา ค่าเสียหายมักจะไม่ค่อยพลาด นิดๆหน่อยๆน่าจะขอเพิ่มได้

    ๓ การซ่อมรถนั้น เป็นหลักสากลครับ หากชิ้นส่วนใดสามารถซ่อมให้กลับคืนสภาพเดิมได้ก็จะซ่อม แต่ถ้าไม่สามารถซ่อมได้ หรือ ถ้าซ่อมจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเปลี่ยนใหม่ ถึงจะยอมให้เปลี่ยนชิ้นส่วน เห็นใจคนมีรถ ผมก็เคยรู้สึกเช่นคุณ ทำใจเถอะ รถเมื่อโดนชนแล้วจะซ่อมให้เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นเป็นไปไม่ได้

    ๔ การตกลงช้าจะไปกระทบกับทางตำรวจ คือแทนที่จะเปรียบปรับผู้กระทำผิด เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไป ก็ต้องรอให้มีการตกลงค่าเสียหายกันก่อน ทำให้สำนวนค้าง ถ้าเห็นว่าพอๆไปกันได้ก็ตกลงกันเถอะ ส่วนการยินยอมช้าจะทำให้คดีพลิกหรือไม่ ตอบไม่ได้ มันอยู่ที่ พยาน หลักฐาน ถ้า พยาน หลักฐานไม่เปลี่ยน มันก็ไม่พลิก แต่คนที่เขียนพยานหลักฐานคือตำรวจ แนะนำให้คุณอิงตำรวจไว้ อย่าให้เขาหงุดหงิด

    ๕ การตกลงกันชั้นโรงพัก จะหวังเต็มร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้ ถ้าจะเอาให้เต็มร้อยต้องไปฟ้องร้องต่อศาล เสียเวลา เสียเงินอีก ต้องทำใจ


  98. ขอบพระคุณมากครับ

    เดี๋ยวจะลองคุณกับคู่กรณีเรื่องการเปลี่ยนอะไหล่ เพราะดูแล้วว่าประกันจะไม่ยอมเปลี่ยนให้แน่ๆ จะลองคุยดูว่าคู่กรณีสามารถเปลี่ยนอะไหล่ให้ไ้ดัรึป่าว เรื่องใหญ่ คือ ชุดแผงคอมันคด แล้วประกันแค่ดัด แล้วเอามาใส่ -*- ให้ และก้อมีชิ้นอื่นอีกมาก ที่ประกันสั่งเปลี่ยนจริงๆคือ ชุดแฟริ่ง เพราะไม่รู้จะเอากาวมาติดยังไง เอิ๊กๆ ผมว่าถ้าติดได้คงติดไปแล้ว ถ้าคู่กรณีว่ายังไงผมจะมาปรึกษาอีกครั้งคับ


  99. บน มีนาคม 8, 2010 at 10:40 am | ตอบกลับ ผู้ประสบเหตุ

    ต่อจากครั้งที่แล้วครับ
    ในตอนนี้คนขับรถน้ำมันไม่มาให้เห็นเลยคับมีแต่บริษัทส่งตัวแทนมายอมรับผิด
    ผมอยากรู้ว่า กรณีรถน้ำมันไม่มี การทำ พรบ.นี่ผมจะต้องแจ้งความเองไหมครับและเค้าจะมีความผิดยังไงบ้าาง…..เพราะได้ยินพวกพี่ประกันคันอื่นเค้าบอกว่ารถน้ำมันไม่มี พ.รบ.


  100. ผู้ประสบเหตุ

    กรณีรถยนตร์ที่นำไปขับขี่บนถนนหลวง ไม่ได้ทำประกัน พ.ร.บ.ภาคบังคับ หรือ ประกัน พ.ร.บ.ภาคบังคับหมดอายุ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน (ตำรวจ)ที่จะต้องดำเนินคดีพ่วงไปอีกข้อหาหนึ่ง ระวางโทษเท่าใดจำไม่ได้ครับ.


  101. เรียน ท่านสารวัตร

    เนื่องจากเรื่องที่ผมมาปรึกษาครั้งที่แล้วการซ่อมรถก็เป็นไปตามที่ผมบอกท่านไว้คับ คือประกันไม่เปลี่ยนให้ ดัดอย่างเดียว ก็เลยต้องไปคุยกับคู่กรณีฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจเลย ผมบอกว่าคุณช่วยเปลี่ยนชิ้นที่ประกันไม่เปลี่ยนให้ได้รึป่าว เค้าก็ไม่มีคำตอบ เพียงแต่อ้างว่าขอปรึกษากับลุงก่อน แล้วเดี๋ยวประมาณ 5 โมงเย็นจะโทรกลับมาบอก จนถึงตอนนี้เค้ายังไม่โทรมาเลยคับ ผมไม่ได้จะเอาเงินอะไรสักหน่อยบอกเค้าไปแล้วแค่ขอช่วยเปลี่ยนอะไหล่ให้แค่นั้ัน เรื่องค่าทำขวัญไม่เป็นไร ผมว่าผมก็ใจกว้างให้เค้าแล้วแต่เค้าทำอย่างนี้ผมเครียดมากเลยคับ ผมก็เลยบอกว่าถ้าคุยทางโทรศัพท์แบบนี้ไม่รู้เริื่องหรอกคับไปคุยกันที่โรงพักดีกว่ารึป่าว เค้าก็อ้างว่าติดนู้นติดนี้ คนเราจะไม่ว่างทั้งวันเลยหรอคับ ผมไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วคับเจอคู่กรณีแบบนี้ เราเองปวดใจที่ทำไมคนไทยถึงไร้ความรู้สึกผิด เค้าพูดออกมาแค่เค้าไม่เคยชน แล้วผมล่ะคับผมก้อไม่เคยชนเหมือนกัน แล้วเค้ายังบอกว่าเรื่องคุยที่โรงพักมันคนลละเรื่องกันจริงหรอคับ ผมไม่มีสิทธิ์ไปหาร้อยเวรที่รับเรื่องแล้วปรึกษาท่าน แล้วให้ท่านช่วยเรียกตัวมาไกล่เกลี่ยเรื่องคดีหรอคับ แล้วท่าเค้าทำแบบนี้ผมจะเรียกร้องสิทธิ์ที่ผมพึ่งจะได้รับอะไรบ้างคับ เพราะที่ผ่านมาผมก้อต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง แล้วไม่กี่วันก็ต้องไปเรียนภาคสมทบ ผมไม่มีรถไปทำงานคับค่ารถที่ไปทำงานก้อเกือบจะเท่ากับค่าจ้างที่ได้แล้ว ตอนนี้ทุกข์ใจมากคับที่เค้าไม่รับผิดชอบแบบนี้ แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่จบในโรงพักผมจะทำอย่างไรต่อครับช่วยบอกผมหน่อยนะคับ

    แต่วันนี้ผมคิดว่าจะเข้าไปปรึกษากับร้อยเวรคับเพื่อไปบอกถึงเหตุผลที่ยังไม่ได้เซ็นยินยอมไม่เอาความ

    ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าคับ


    • คุณปลาย

      ๑ ต้องดูว่า การดำเนินคดีเสร็จสิ้นหรือยัง คือ ถ้ามีการเปรียบปรับแล้ว คดีก็เป็นอันสิ้นสุด ส่วนการตกลงค่าเสียหาย ปกติพนักงานสอบสวนจะเรียกคู่กรณีมาเจรจา ถ้าเจรจาไม่เป็นที่ตกลงกันก็จะแนะนำให้ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง
      ถ้ายังไม่มีการเปียบปรับ แสดงว่าคดียังไม่จบ พนักงานสอบสวนก็อาจจะเรียกคู่กรณีมาดำเนินการได้ การเรียกคู่กรณีตามระเบียบคือออกหมายเรียกไป ถ้าคู่กรณีไม่ว่าง ขอเลื่อน ก็จะนัดกันใหม่ ยอมรับว่ายืดเยื้อมาก

      ๒ แนะนำให้ดำเนินการเป็นเรื่องๆไป อันดับแรก ให้เรื่องขับรถประมาทเสร็จสิ้นไปก่อน เข้าใจว่าคงจะเสร็จแล้ว ขอคัด หรือสำเนาผลคดีจากตำรวจ อันดับสอง ให้ทนายความฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย


  102. น้อง สาวถูกรถชน…เดือดร้อนมาก ๆ ค่ะ

    น้องสาวขับจักรยานยนต์ แล้วถูกรถยนต์ (มีประกันชั้น 1 ) ชนขณะกำลังจะเลี้ยวเข้าตลาดซึ่งอยู่ทางขวามือของน้องสาวดิฉัน (รถยนต์มาทางตรง) เหตุเกิด
    เมื่อวันที่ 01/03/2010 เวลา 07.45 น. น้องสาวดิฉันได้ขับรถจักรยานยนต์ไปซื้ออาหารที่ตลาด แต่ขณะที่จะเลี้ยวอยู่ระหว่างกึ่งกลางถนนได้มีรถยนต์วิ่งมาข้างหน้าชนเข้า อย่างจัง น้องสาวดิฉันต้องเข้าโรงพยาบาลในทันที อาการขาข้างซ้ายหัก บริเวณท่อนบน หัวแตกเย็บเก้าเข็มนอนโรงพยาบาล 16 วัน แต่รถจักรยานยนต์ไม่มี พรบ. เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ใช้ประกันขอคู่กรณีรักษา (คู่กรณีมีประกันชั้น 1) แต่น้องสาวใช้ประกันสังคมรักษา และที่สำคัญประกันของคู่กรณีบอกว่าน้องสาวดิฉันเป็นคนผิด ขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถยนต์ของเค้า (ซึ่งบริเวณนั้นเป็นสถานที่ชุมชน) และ ณ ขณะนี้คู่กรณีไม่ได้ช่วยเหลือในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ดิฉันได้ติดต่อกับคนขับรถยนต์ ตอนแรกเค้าจะเป็นฝ่ายยอมรับผิดให้ แต่เมื่อเค้าไปคุยกับประกันแล้วประกันไม่ยอม (ทั้ง ๆ ที่ร้อยเวรที่รับเรื่องก็ยังไม่ได้เรียกเราคุยกัน แต่ประกันบอกว่าจากบันทึกประจำวันน้องสาวเป็นฝ่ายตัดหน้ารถยนต์) ครอบครัวดิฉันไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้จะทำยังงัยได้บ้างร้อยเวรท่านนี้ภารกิจเยอะมาก ติดต่อท่านลำบากอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ใครผิดใครถูก ดิฉันไม่รู้จะทำยังงัยดี น้องสาวก็ยังเดินไม่ได้วันนี้ (16 มี.ค. 53) คุณหมอให้ออกจากโรงพยาบาล มารักษาตัวที่บ้าน ดิฉันอยากทราบว่าเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง เราไม่รู้กฎหมายเท่าไหร่นัก อย่างนี้ดิฉันจะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้บ้างหรือไม่ หรือว่าดิฉันจะต้องรอจ่ายเงินค่าซ่อมรถให้ประักันชั้น 1 คันนั้น ไม่ว่าการดำเนินการทั้งทางโรงพักจะติดต่อยังงัย กับใคร และต้องพาใครไปบ้าง ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมดแล้ว ขอรบกวนปรึกษาไ้ด้หรือไม่คะ
    ขอบพระคุณมากนะคะ


    • คุนนนทิชา

      ๑ ขอให้ไปซื้อหนังสือกฏหมาย พระราชบัญญัติ จราจรทางบก มาอ่านทำความเข้าใจก่อน (มีจำหน่ายตามร้านขายหนังสือใหญ่ๆ ทั่วไป) ซึ่งผู้ขับขี่รถทุกคนต้องรู้กฏหมายการจราจรถึงจะไปขับขี่รถบนถนนสาธารณะได้ ถนนสาธารณะเป็นสิ่งที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ฉนั้นจะต้องมีกฏกติกาอันเดียวกันบังคับ

      ๒ หลักการขับขี่รถในทางสาธารณะ
      – รถเลี้ยวต้องให้สิทธิ์รถทางตรงขับขี่ผ่านไปก่อน และจะต้องดูจนเห็นว่าปลอดภัยจึงค่อยเลี้ยว
      – รถในทางโท (หรือรถที่ขับขี่ในถนนที่เล็กกว่า แคบกว่า) ต้องให้สิทธิ์รถในทางเอก (รถในถนนที่ใหญ่กว่า) ขับขี่ผ่านไปก่อน และจะต้องดูให้ปลอดภัยจึงค่อยเลี้ยว
      – เส้นทางใดมีไฟกระพริบเตือน หรือมีป้ายหยุด หรือมีป้ายเตือนให้ระวังรถทางตรง รถที่ขับขี่ในเส้นทางดังกล่าวนี้จะต้องเป็นฝ่ายที่ระมัดระวัง ต้องดูให้เป็นที่ปลอดภัยเสียก่อนจึงค่อยขับขี่รถต่อไป

      ๓ กรณีเลี้ยวรถ ดูในหมวดการเลี้ยวรถ มีอยู่ในมาตรา ๕๑ รายละเอียดมามากครับ ผมไม่ทราบว่ารถยนต์คันที่มาโดน ขับตามกันมา หรือขับสวนทาง มาตรา ๕๒ บอกไว้ชัดเจน “ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถ หรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมา ในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น”

      เมื่อได้ศึกษาตัว พ.ร.บ.การจราจรนี้แล้วก็พอจะทราบว่าฝ่ายของคุณได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เมื่อเสียเปรียบก็คือฝ่ายผิด หรือฝ่ายประมาทนั่นเอง ตามปกติแล้วไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ ในทางตรงข้ามอาจถูกเรียกร้อง

      ศึกษากฏหมายก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่ามีทางต่อสู้ เรียกร้องได้หรือไม่


  103. สวัสดีอีกครั้งคับท่านสารวัตร

    ตอนนี้เรื่องคดีเสร็จแล้วคับเพราะตอนไปขอให้คุณตำรวจช่วยเรียกคู่กรณีมาคุยกันที่ สน คุณตำรวจบอกว่าไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับทางเค้าแล้ว ผมก็เลยไม่รู้จะพูดยังไงต่อ เลยเซ็นไปแล้ว และคัดสำนวนไว้แล้วคับ แต่ตอนนี้มีปัญหากับทางประกันอยู่ ซึ่งเป็นประกันของฝ่ายผิดนะคับ ไม่ยอมเปลี่ยนตามใบเคลม ซ่อมอย่างเดียวทั้งที่รู้ว่าการใช้งานจริงมันอันตราย ส่วนค่าเสียเวลาก็ไม่ยอมจ่ายเลยคับบอกว่าให้ได้แค่ พันห้า ผมไม่มีรถใช้สามอาทิตย์กว่า นั่งรถไปทำงานไปกลับวันละสามร้อย แต่ให้ผมได้แค่นี้ ยอมรับเลยคับว่าเสียความรู้สึกมาก ประกันภัยแบบนี้มีด้วย
    ผมเลยตัดสินใจเดินเรื่องไปที่ร้องเรียนที่กรมการประกันภัยก่อน ตอนนี้ยังรอดำเนินเรื่องอยู่
    ส่วนคนผิดไม่เคยมาสนใจเลนคับ ไม่รู้จะทำยังงไงแฃ้วคับ
    ช่วยหน่อยคับ


    • คุณปลาย

      กรมการประกันภัยอาจจะช่วยโดยเรียกทางบริษัทประกันมาสอบถาม แต่ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจ ก็ต้องกลับไปที่คู่กรณีอยู่ดี ผมจึงได้แนะนำไปว่า ทางคดีอาญา เรื่องขับขี่รถประมาทดำเนินการสิ้นสุดหรือยัง เช่นเปรียบเทียบปรับ หรือหากมีผู้บาดเจ็บสาหัสก็ต้องทำสำนวนส่งอัยการฟ้องศาล

      เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหายได้ ก็ต้องตั้งทนายฟ้อง คู่กรณีที่ขับรถประมาทจะเป็นจำเลยที่ ๑


  104. สวัสดีค่ะ ท่านอังกูร
    ขออณุญาตเล่าแบบละเอียดนะคะ
    วันนี้ (3เมษายน 2553) เวลาประมาณ 17 นาฬิกา คุณพ่อ ประสบอุบัติเหตุ ถูกรถชนท้าย (ชนบริเวณ ไฟท้าย ด้านซ้าย(ด้านที่นั่งข้างคนขับ)) รถคู่กรณี เป็นรถเก๋งเหมือนกัน รถของคู่กรณี เสียหาย บริเวณกันชนด้านหน้า หลุดออกมาทั้งแถบ(แต่ยังติดกับตัวรถ) คู่กรณี คนขับเป็นผู้หญิงและมีผู้โดยสารหญิงนั่งมาด้วย1คน ไม่มีใครได้รับอันตราย แต่คู่กรณีอ้างว่าได้รับบาดเจ็บ คนนึงอ้างว่าเจ็บขา อีกคนอ้างว่าแน่นหน้าอกและแสบท้อง(ทั้งๆที่ในเวลาหลังจากชนแล้ว ทั้งสองคนเดินมาต่อว่าที่รถและเปิดประตูรถฝั่งคนนั่งซึ่งหนูนั่งอยู่)
    ข้อเท็จจริงเป็นดังนี้…..
    คุณพ่อขับรถมาและเลี้ยวขวาเพื่อจะเข้าไปถนนฝั่งตรงข้าม(ซึ่งเป็นฝั่งที่คู่กรณีขับอยู่) ความเร็วที่ใช้ในการขับ ไม่ถึง 80 ก.ม./ช.ม.เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนขับรถช้ามากๆ และพยายามหาบ้านงาน(จะไปงานบวช) ก่อนเลี้ยว ได้มองดูรถแล้วว่าไม่มีรถในทางตรงมาในระยะใกล้ จึงเลี้ยวออกมา พร้อมรถอีกคัน แต่ความที่ขับช้า รถที่เลี้ยวมาพร้อมกันนั้น จึงขับฉีกออกไปเพื่อหลีกรถคุณพ่อ เมื่อพ้นโค้งมาได้ซักระยะหนึ่ง ถูกรถคันดังกล่าวพุ่งชน รถของคุณพ่อไม่มีประกัน รถของคู่กรณีมีประกันภัยชั้นสาม หนูโทรแจ้งตำรวจเวลาประมาณ6โมงเย็น ตำรวจสายตรวจมาที่เกิดเหตุเกือบสองทุ่ม(ไม่แน่ใจแต่เป็นเวลามืดแล้ว จากนั้นร้อยโทจึงมา) ประกันของคู่กรณี มาก่อนตำรวจเล็กน้อย ไม่มีการเจรจากันจึงนัดไปโรงพัก แต่โรงพักอยู่ไกลมากและไม่คุ้นทาง คุณพ่อจึงขับหลงและไปถึงโรงพักประมาณ4ทุ่ม-5ทุ่ม คู่กรณีที่อ้างว่าบาดเจ็บแต่ไม่มีการไปโรงพยาบาลแต่อย่างใด(ไปภายหลังจากที่คุณตำรวจสอบปากคำพวกหนูแล้ว)
    คู่กรณีอ้างดังนี้
    1.ฝ่ายหนู เป็นรถทางโท ผิดเต็มๆ
    2.ฝ่ายหนูเลี้ยวตัดหน้า และฝ่ายเค้าบีบแตรแล้วแต่ฝ่ายหนูไม่ยอมหยุด
    ร้อยโทเจ้าของคดี มีการสอบถามคุณพ่อว่า เห็นรถคู่กรณีในระยะกี่เมตร คุณพ่อไม่แน่ใจ แต่ร้อยโทถามซ้ำแบบย้ำให้ตอบ จึงตอบไปว่า50เมตร
    หนูได้ถ่ายรูปบริเวณที่เกิดเหตุ-สภาพของรถหลังเกิดเหตุและคลิปวีดีโอ ระยะทางจากด้านหน้ารถคู่กรณี และเดินถ่ายไปเรื่อยๆถึงเกือบบริเวณทางโค้ง อยากจะส่งภาพให้ท่านดู จะทำอย่างไรคะ? แล้ว หนูควรให้การอย่างไรที่จะไม่เสียเปรียบ เพราะคู่กรณียังไงก็ไม่ยอมจะให้ฝ่ายหนูซ่อมให้ฝ่ายเดียว
    ที่ฝ่ายหนูให้การไปมีดังนี้
    1.ขับรถไม่ถึง80ก.ม./ช.ม. และมองอย่างระวังแล้ว แน่ใจว่าไม่เห็นรถคู่กรณี และรถคันอื่นๆ
    2.รถเข้าเลนได้แล้ว หรือที่ชาวบ้านว่า ตั้งลำแล้วน่ะค่ะ หนูให้การไปว่า ถ้าเป็นการตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด จะต้องมีการชน บริเวณด้านข้างตัวถังรถฝ่ายเรา ไม่ใช่ชนด้ายท้ายของเรา และรถเราอยู่ในเลน ส่วนรถ คู่กรณี ชนแบบทิ่มเข้ามาในเลนเรา(สภาพรถคู่กรณีชนแล้วจอดล้ำหน้ารถเราไปเล็กน้อย ชนกระแทก1ครั้ง และรถคู่กรณี ครูดกับรถเรา(ฝั่งคนนั่ง)จนฝ่ายเค้ามีรอยถลอกของสีรถ ฝั่งคนขับเป็นทางยาว)
    บริเวณที่เกิดเหตุมีเศษกระจกแตกกระจาย เป็นวงกว้าง ตอนตำรวจมาถ่ายภาพ หนูไปชี้ว่า ถูกชนบริเวณนี้ ที่กระจกแตกเยอะๆ แต่คุณตำรวจบอกว่าไม่ใช่ ชนตรงนู้นซึ่งใกล้โค้งมากกว่าจุดที่หนูบอก(มีเศษกระจกแตกไปถึงบริเวณนั้น) หนูบอกไปว่า เศษกระจกแตกเกิดจากการกระแทกอย่างแรงแล้วเลยไป ประกอบกับ มีรถผ่านไปมาและขับทับเศษกระจกจำนวนมากทำให้มีการกระจายมากขึ้น ข้ออ้างข้อนี้ เป็นประเด็นสำคัญในการพิจาณาหรือไม่อย่างไร
    คุณตำรวจ บอกว่ากองวิทยาการจะมาตรวจได้วันจันทร์ที่5นี้ และจะนัดสอบสวนอีกทีอาจจะเป็นวันจันทร์เลย
    รบกวนท่านช่วยตอบและแนะนำด้วย ว่า หนูเสียเปรียบมากน้อยหรือไม่อย่างไร คำให้การใดควร-ไม่ควรพูด ที่ได้ตอบไปแล้วว่า เห็นรถในระยะ50เมตรนั้นหากเปลี่ยนภายหลังจะมีปัญหาหรือไม่ เพราะในเวลาตอบไม่แน่ใจจริงๆ และหนูจะส่งภาพและคลิปให้ท่านได้อย่างไร และหนูควรให้ถึงชั้นศาลหรือไม่
    ขอบพระคุนค่ะ


  105. เรียนคุณ yok

    ต้องขอโทษ คำแนะนำของผมอาจจะช้าไปเพราะติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัด

    ๑ อยากแนะนำให้หา พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๕๒ มาอ่าน (หาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายหนังสือใหญ่ๆ ทั่วไป) อ่านหลายๆเที่ยวแล้วทำความเข้าใจ ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ยึดถือกฏเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้ จะได้มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

    ๒ พ.ร.บ.จราจรฯ จะวางกฏเกณฑ์กว้างๆ ในหลักการใหญ่ ๆไว้ว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไร ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย จะสอดคล้องกับสามัญสำนึก คนส่วนใหญ่ถือปฏิบัติกันอยู่แล้ว

    หมวด ๓ จะวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การออกรถ การเลี้ยวรถและการกลับรถ ในมาตรา ๕๑ ข้อ (๒) จ….ถ้าจะเลี้ยวขวา…..เมื่อรถอยู่ในทางร่วม ทางแยก ผู้จะเลี้ยวรถต้องให้รถที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงให้เลี้ยวขวาไปได้
    มาตรา ๕๒ ในทางเดินรถสวนกันได้ ห้ามมิให้กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น

    สรุป ฝ่ายที่เลี้ยวรถเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง เมื่อเลี้ยวรถไปแล้วเกิดชนกัน ฝ่ายเลี้ยวรถจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ กฏหมายกำหนดให้ดูจนปลอดภัยจึงค่อยเลี้ยว อย่างไรจึงจะปลอดภัยก็น่าจะถือเอามาตรา ๕๒ เป็นบรรทัดฐาน คือให้ใช้ระยะ ๑๐๐ เมตร ถ้าปฏิบัติได้ตามกฏรับรองว่าไม่มีการชนกันแน่ แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิบัติตาม ฉนั้นเมื่อเลี้ยวรถแล้วโดนกัน ฝ่ายที่เลี้ยวจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    มาพูดถึงรถคู่กรณีบ้าง ขอให้ดูในลักษณะ ๕ พ.ร.บ.จราจร ฯ ข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ
    – ความเร็วสูงสุดที่จะใช้ได้สำหรับรถยนต์เก๋งคือ ๙๐ กม./ชม. แต่ใน มาตรา ๗๐ มีข้อกำหนดให้ผู้ขับขี่รถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ต้องรถความเร็ว

    การที่จะไปให้การกับพนักงานสอบสวนอย่างไรนั้น ควรจะทำความเข้าใจกฏหมายเสียก่อน อ่านสัก ๒ เที่ยวเป็นอย่างน้อย

    ใช้ศิลปการเจรจาให้เรื่องเสร็จในชั้นสถานีตำรวจจะดีกว่า ไปถึงศาลอาจจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก ที่แน่ๆคือเสียเวลาครับ.


  106. วันที 9 เมษายน ตอนเย็น น้องชายของดิฉันได้ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านมีเพื่อนซ้อนท้ายมาหนึ่งคนด้วย แล้วพอขับมาใกล้จะถึงบ้าน มาถึงหน้าบ้านป้าคนหนึ่งแล้วมีสุนัขวิ่งออกมาตัดหน้ารถ แล้วน้องชายของดิฉันก็ตกใจได้ขับรถหักหลบและพอดีมีรถจักรยานยนต์ขับตามหลังมาแล้วเค้าได้ขับรถชนท้ายรถของน้องชายดิฉันแล้วรถของเค้าได้ล้มลง เค้าได้รับบาดเจ็บ แต่รถของน้องชายและตัวน้องชายไม่เป็นอะไรเลย และคนที่ขับรถคันหลังเค้าเมาเหล้าด้วย ดิฉันนอยากทราบว่าน้องชายดิฉันผิดหรือเปล่า(น้องชายไม่ได้ขับรถเร็ว ขับมาปกติเพราะใกล้จะถึงบ้านแล้ว)


    • เรียนคุณแมว

      ผมไปอยู่ต่างจังหวัด ในที่ๆไม่มีสัญญาณ ขออภัยหากช้าไป

      เรื่องที่เกิดขึ้นเป็น “สุดวิสัย” คือ ถึงแม้จะใช้ความระมัดระวังอย่างพอเพียงแล้วเหตุยังเกิดขึ้นได้ ตามปกติไม่น่าจะมีความผิด เว้นแต่มีการพิสูจน์ได้ว่าในขณะเกิดเหตุมีความประมาท

      กรณีรถอื่นขับขี่ตามหลังมาชน ตาม มาตรา ๔๐ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ได้บัญญัติไว้ พอจะนำมาเป็นหลักประกอบในการพิจารณาได้ โดยบัญญัติไว้ว่า “ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควร ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ……….”

      กฏหมายใช้คำว่า “ห่างพอสมควร” แต่ก็มีข้อความเน้นอีกว่า “ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย” กฏหมายให้เป็นภาระของผู้ขับขี่รถตามหลังที่จะต้องคอยระมัดระวังรถที่ขับขี่อยู่ข้างหน้า

      กฏหมายข้อนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน หรือผู้พิพากษา ข้อนี้น่าจะช่วยคุณได้นะครับ ถ้าตำรวจมีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ลองเอาข้อนี้พูดคุยกัน


  107. สวัสดีครับ ท่านอังกูร
    ผมมีเรื่องสอบถามครับ ภรรยาผมเดินข้ามถนนตรงทางม้าลายในตัวเมืองโคราชหน้า ห้าง Lotus โดนรถชนเมื่อวันที่ 13 ก.พ 53 เวลาประมาณ 2 ทุ่ม รถคันที่ชนคือ Toyota Fortuner มีประกันชั้น 1 และภรรยาผมนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชโดยทางบริษัทประกันเป็นฝ่ายจ่ายค่ารักษาให้ภรรยาผมฟันหน้าหัก 2 ซี่ ขาหักด้านขวาจากเข่าลงไป 2 ท่อนพึ่งได้ผ่าตัดใส่เหล็ก วันที่ 19 มี.ค 53 เพราะหมอบอกว่าต้องรักษาแผลที่ขาให้ดีก่อนถึงได้ผ่าตัดใส่เหล็กและหมอพึ่งให้ออกจากโรงพยาบาลวันที่ 15 เม.ย 53 ที่ผ่านมา นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ 2 เดือน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าจะมาตกลงค่าสินไหนหลังออกจากโรงพยาบาล ผมมีเรื่องอยากสอบถามดังนี้ครับคือ
    1. ทางบริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาให้ได้เท่าไรและจะจ่ายค่ารักษาให้ได้กี่เดือนเพราะผมได้สอบถามคุณหมอบอกว่าต้องมาผ่าตัดเหล็กออกอีกประมาณ 3-6 เดือน
    2. แล้วค่าสินไหมที่จะไปตกลงกับคู่กรณีผมจะเรียกร้องได้เท่าไรครับ
    3. แล้วผมต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างที่จะไปตกลงค่าสินไหมที่สถานนีตำรวจครับ
    4. กรณีนี้ต้องได้ไปขึ้น ศาล รึเปล่าครับ


    • เรียนคุณสราวุธ

      ๑ เรื่องค่ารักษาพยาบาล ตามปกติบริษัทประกันภัยจะจ่ายตามหลักฐานที่ผู้บาดเจ็บใช้จ่ายไปจริง บาดแผลบางอย่างต้องรักษาต่อเนื่อง เช่นครบ ๖ เดือนต้องไปผ่าตัดเปลี่ยนใส่เหล็กใหม่ อย่างนี้ต้องพูดจากันให้ชัดว่า จะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องจากอุบัติครั้งนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
      -ปกติจะเจรจาและตกลงกับคู่กรณี พนักงานสอบสวนจะจัดทำบันทึกเป็นหลักฐาน

      ๒ ค่าสินไหม หรือค่าเสียหายนอกจากค่ารักษาพยาบาล ส่วนมากจะคำนวณเอาจากการที่ผู้บาดเจ็บขาดรายได้ หรือสูญเสียโอกาสในการหารายได้ อันเนื่องจากต้องไปนอนพักรักษาตัว เช่นปกติค้าขาย มีรายได้เดือนละ ๒๐,๐๐๐.-บาท ไม่ได้ไปค้าขาย ๒ เดือน ทำให้ขาดรายได้ไป ๔๐,๐๐๐.-บาท ตัวเลขพวกนี้ก็ยกมาเป็นตัวตั้งได้ ทุกอย่างต้องตั้งอยู่พื้นฐานความเป็นจริง ไม่เวอร์เกินไป และอย่าลืม ทุกอย่างมันมีการเจรจาต่อรองกันได้

      ๓ หลักฐานต่าง ๆก็คือ หลักฐานการจ่ายเงินในการรักษาพยาบาล ใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปกติใบชันสูตร ฯพนักงานสอบสวนจะเป็นผู้รวบรวม เพราะจะต้องนำไปประกอบในสำนวน ผู้ขับขี่รถจะต้องถูกสอบสวนเรื่องขับรถยนต์ประมาทอีกด้วย

      ๔ ทุกเรื่องครับ หากตกลงกันในชั้นสถานีตำรวจไม่ได้ก็ต้องไปศาล แนะนำให้พยายามตกลงกันในชั้นตำรวจ เจรจากันหลาย ๆครั้ง กรณีรถคู่กรณีมีประกันภัย หากเห็นว่าได้รับการชดเชยน้อยไป อาจไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ทางบริษัทประกันเพื่อขอร้องให้จ่ายมากขึ้น หรือไปขอความช่วยเหลือจาก กองควบคุมการประกันภัย (ผมอาจจะเรียกชื่อผิด)


  108. สวัสดีค่ะ
    ดิฉันมีเรื่องสอบถามค่ะ สามีของดิฉันเป็นพนักงานบริษัทขายสินค้าแห่งหนึ่ง ทุกวันต้องขับรถยนต์ของบริษัทไปขายของทั่วจังหวัด พอดีเกิดเรื่อง เมื่อเช้านี้ (วันที่ 20 เมษายน 2553) สามีดิฉันจอดรถอยู่หน้าบ้าน (ถนนสี่เลน สวนทางกันได้) แล้วทีนี้จะออกรถไปทำงาน โดยต้องออกรถไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับทิศที่จอดค่ะ สามีจึงเปิดไฟเลี้ยวขวาและทำการเลี้ยว ขณะนั้นก็มีรถ กระบะใหม่เอี่ยมคันหนึ่งขับมาในช่องทางซ้าย สามีของดิฉันบอกว่าไม่ทันเห็นหน้ารถของสามีดิฉันฝั่งขวาเลยขนเข้ากลางลำของรถที่วิ่งมาค่ะ ทีนี้เราก็คิดว่าเราเป็นฝ่ายผิดแน่ ๆ ก็เลยคุยกันและโทรไปที่บริษัทหาเจ้านาย ทีนี้เจ้านายดันบอกว่ารถของเราประกันหมดอายุ ไม่ทันได้ต่อ รถคู่กรณีมีประกันชั้นหนึ่ง เค้าเลยโทรตาม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ประกันชั้นหนึ่งก็จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เราเลยต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพัก 400 และประกันชั้นหนึ่งจะส่งใบเรียกร้องค่าเสียหายมายังเรา แต่เรามารู้ภายหลังว่าคู่กรณีไม่มีใบขับขี่รถยนต์ อย่างนี้เราพอจะแก้ไขอะไรได้ไหมค่ะ แล้วถ้าบริษัทของสามีไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ โดยให้เรารับผิดชอบเอง เราพอจะมีวิธีแก้อย่างไรบ้างไหมค่ะ เห็นประกันประเมินว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 30,000 ซึ่งเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ใช่รถเรา และเราก็ไม่มีใครที่พอจะรู้เรื่องกฎหมายด้วย เลยกลายเป็นเราเป็นฝ่ายผิดอยู่ฝ่ายเดียวเลยค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ


  109. เรียน สุภาพร

    ต้องรีบปรึกษาทนายความเก่ง ๆโดยด่วนนะครับ เพราะคุณได้เสียค่าปรับไปเรียบร้อยแล้ว ถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว

    การที่คุณไปเซ็นชื่อเสียค่าปรับนั้น ความจริงในแบบฟอร์มจะมีรายละเอียดมากมาย แต่ผู้เสียค่าปรับไม่เคยอ่าน ในแบบฟอร์มจะระบุว่า “ยอมรับสารภาพ และยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ”

    ตามปกติคดีทั่ว ๆไปเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินแล้วยังสามารถมีการอุทรณ์ได้ ดังนั้นเมื่อตำรวจปรับไปแล้วก็น่าจะดำเนินการคัดค้านร้องเรียนใด ๆได้สักอย่าง ผมไม่เคยมีประสบการณืเรื่องนี้ ขอให้ปรึกษาทนายความเก่ง ๆดูนะครับ


  110. เรียนท่าน อังกูร
    ดิฉันมีเรื่องรบกวนอยากปรึกษาเรื่องคดีรถชนกัน คือเรื่องมีอยู่ว่า คุณพ่อของดิฉันได้ขับขี่รถ จยย. แล้วประสบอุบัติเหตุถูกรถพ่วง 18 ล้อ ทับร่าง เสียชีวิต แต่รถ จยย. ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก โดยเบื้องต้นคนขับรถพ่วงให้การณ์ว่า รถ จยย.ของคุณพ่อได้เสียหลัก(เพราะว่าไปเหยี่ยบแผ่นดอกยางของรถสิบล้อที่ระเบิดอยู่ข้างทางบายพาส สาย 36 ขาเข้าพัทยา ระหว่าง กม.80 – 81 ซึ่งเป็นช่วงบนสะพานพอดี) แล้วตัวของคุณพ่อได้ไถลเข้าไปใต้ท้องรถพ่วงที่กำลังแล่นอยู่ในอีกช่องทางเดินหนึ่งซึ่งอยู่ทางด้านขวา เขาให้การณ์ว่าขับรถพ่วงไม่เร็วเพราะกำลังขับขึ้นสะพานและรถก็หนักด้วยเพราะบรรทุกหิน แต่ในความคิดของดิฉันคิดว่าน่าจะใช้อัตราเร็วสูงก่อนที่จะขึ้นสะพาน เพื่อให้เกิดแรงส่งจนสามารถขึ้นสะพานนั้นได้ และจากที่เกิดเหตุ ดิฉันสังเกตว่า คราบกองเลือดของคุณพ่อก็ปรากฎอยู่ทับบนเส้นไหล่ทางในช่องทางเดินของรถ จยย. ถ้าเป็นอย่างนี้น่าจะเกิดจากการเกี่ยวกันหรือเป็นเพราะแรงดูดจากรถพ่วงได้หรือเปล่าคะ เพราะรถคันใหญ่มักจะมีแรงดูดรถเล็กเวลาที่ขับผ่าน และในการพูดคุยกับตำรวจร้อยเวรเบื้องต้นบอกว่า คุณพ่อได้ขับขึ้นไปบนทางมอเตอร์เวย์ ซึ่งตามกฎหมาย รถจยย.ไม่สามารถขับขึ้นไปได้ แต่ที่ดิฉันไปดูที่เกิดเหตุมันไม่ใช่ถนนมอเตอร์เวย์ แต่มันเป็นถนนสายบายพาส สาย 36 รถ จยย. แล่นได้ตามปกติ ซึ่งมันทำให้ดิฉันคิดว่าทำไมตำรวจถึงบอกดิฉันเป็นอีกอย่าง มันเหมือนกับส่อเค้าว่า ตำรวจร้อยเวรได้ฮั้วกับทางรถพ่วงเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนเกิดเหตุเป็นเวลาสามทุ่มกว่า ๆ แต่กว่าดิฉันจะทราบเรื่องและไปคุยกับร้อยเวรก็เป็นช่วงเช้าของอีกวันหนึ่งแล้ว ดิฉันต้องทำอย่างไรดีคะ เพราะว่าทางนั้นบอกอย่างเดียวว่าเขาไม่ผิด และทางดิฉันก็ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ด้วย อีกอย่างประกันของรถพ่วงก็ไม่พูดคุยอะไรกับดิฉันแต่เข้าไปพูดคุยกับร้อยเวร โดยที่ดิฉันก็ไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกัน ขอความกรุณาท่านช่วยตอบข้อสงสัยดังกล่าวด้วยนะคะ
    ขอบพระคุณอย่างสูง


    • เรียนคุณ gay ที่นับถือ

      ๑ .ต้องไปดูให้แน่ชัดนะครับว่าถนนตรงบริเวณที่เกิดเหตุนั้นได้มีประกาศเป็นเส้นทางพิเศษหรือไม่ หากเป็นทางพิเศษจะห้ามรถจักรยานยนต์เข้าไปขับขี่โดยเด็ดขาด
      – วิธีตรวจสอบว่าเป็นถนน “เส้นทางพิเศษ” หรือไม่ ดูที่พนักงานสอบสวนว่าเป็นตำรวจทางหลวงหรือเป็นตำรวจ สน. ถ้าเป็นทางพิเศษผู้สอบสวนคือตำรวจทางหลวง ถ้าไม่ใช่ตำรวจทางหลวงก็น่าจะเป็นถนนธรรมดา เพราะว่าถนนบางช่วงที่เป็น “เส้นทางพิเศษ” ก็ไม่ได้กั้นรั้ว กั้นแนวนะครับ

      – ถ้าเป็นถนน “เส้นทางพิเศษ” หรือที่เราเรียกกันว่า “มอเตอร์เวย์” เส้นทางนี้ห้ามรถจักรยานยนต์เข้าไปวิ่งเด็ดขาด เพราะรถยนต์ใช้ความเร็วได้ถึง ๑๒๐ กม./ชม. ที่ห้ามรถจักรยานยนต์วิ่งก็เพราะเมื่อรถใหญ่ใช้ความเร็วสูง เมื่อผ่านรถเล็กระยะใกล้แรงลมปะทะอาจทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลัก เกิดอุบัติเหตุได้ คำตอบก็คือ ถ้าที่เกิดเหตุเป็นถนน “เส้นทางพิเศษ” ก็คงหมดสิทธิ์จะเรียกร้อง เพียงแต่ขอรับความเมตตาปราณีเท่านั้น

      ๒. ถ้าไม่ใช่เส้นทางพิเศษ คือ รถจักยานยนต์สามารถขับขีได้ คงจะต้องนำสืบให้เห็นว่า ใครโดนใคร การนำสืบในที่นี้คือต้องหาพยานยืนยัน

      กรณีญาติคุณ gay เป็นไปได้ที่รถใหญ่แซงผ่านในระยะใกล้ แรงลมอาจปะทะทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลื่นไถลจนถูกรถใหญ่ทับ

      ถ้าคิดว่าร้อยเวรไม่ให้ความเป็นธรรมก็ลองเข้าพบหัวหน้าสถานีตำรวจ แล้วปรึกษาดู ผู้บังคับบัญชามีไว้สำหรับให้ช่วยแก้ปัญหาครับ เขาไม่ดุคุณหรอก


  111. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร

    วันที่ 25 กพ. 2552 ที่ผ่านมา
    ดิฉันได้ขับรถออกจากทางด้านขวาออกจากซองจอดรถหน้าคอนโด (ซองจอดรถห่างจากปากซอย ไปสู่ถนนใหญ่ ประมาณ 100 เมตร) ซึ่งทางด้านขวามือได้มีรถอีกคันจอดขวางหน้ารถคันด้านข้าง เมื่อมองดูว่าไม่มีรถผ่านไปมา ได้ปล่อยรถออกโดยยังไม่ได้เหยียบคันเร่ง เมื่อรถหักหัวไปทางด้านขวา
    ได้ชนกับรถจักรยานยนต์รับจ้าง จากแรงปะทะ คนขับลอยข้ามรถไปทางด้านซ้านดิฉันและมอไซด์กะเด็นไปทางด้านขวา จากกล้องวงจรปิด รถดิฉันห่างจากกล้อง 10 คัน
    ขณะที่รถขยับออกตัว มอไซด์ได้วิ่งผ่านกล้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 วินาที
    ดิฉันพอมีทางสู้คดีได้หรือเปล่าค่ะ
    ทางคู่กรณีไหปลาร้าหัก หมอให้พักรักษาตัวเป็นระยะเวลา 2 เดือน
    ขณะเกิดเหตุดิฉันได้ช่วยติดต่อรถมารับไปรักษาโรงพยาบาล และตามไปเยื่ยมรวมถึงโทรถามอาการเป็นระยะๆค่ะ และเซ็นรับผิดกับประกันเพื่อให้เค้าเข้าผ่าตัดไหปลาร้า
    เนื่องจากคู่กรณีไม่มีเงินค่ะ

    และหลังจากเกิดเหตุคู่กรณีได้โทรมาขอเงิน แต่ดิฉันกลัวเรื่องไม่จบ อยากเคลียร์ที่โรงพัก แต่คู่กรณีไม่ยอมไปโรงพัก และดิฉันไม่ได้จ่ายเงินให้ค่ะ

    เมื่อวันที่ 7 เมย 2552 ที่ผ่านมา คู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหาย 200,000 บาท ค่ะ
    เนื่องจากเค้าต้องผ่าตัดอีก 1 ปี เพื่อเอาเหล็กที่ไหปลาร้าออกค่ะ

    ดิฉันมีประกันชั้น 1 ค่ะ จะทำอย่างไรได้บ้างค่ะ


    • เรียนคุณ vasu2525

      ให้ขอยึดหลักไว้อย่างนะครับ กรณีรถที่จะเข้าสู่เส้นทางตรง ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางขอให้ปรากฏว่า
      ๑. ได้หยุดรถแล้วมองซ้าย มองขวา เห็นว่าเป็นการปลอดภัยแล้วจึงเคลื่อนรถเข้าเส้นทางตรง (อย่าให้เป็นขับเข้าไปแบบจังหวะเดียวโดยเด็ดขาด ) เพราะกฏหมายให้หยุดดูจนเห็นว่าเป็นการปลอดภัยเสียก่อน

      ๒. เมื่อหยุดดูรถดูแล้ว ประเด็นต่อไป “เห็นรถจักรยานยนต์คันที่ขับขี่อยู่ในถนนหรือไม่ ” ประเด็นนี้ต้องปรึกษาทนายเพราะจะเป็นตัวชี้ว่าประมาทหรือไม่ ตัวอย่าง ถ้าเห็นแล้วก็น่าจะทราบดีว่าเมื่อเคลื่อนรถออกไปจะต้องชนกัน ทำไมคุณยังเคลื่อนรถออกไป ข้อแก้ตัวในประเด็นนี้ก็คือ “ก็มอเตอร์ไซด์ขับมาด้วยความเร็วสูง” ประเด็นโต้เถียงจะไปอยู่ที่เรื่องความเร็วของรถจักรยานยนต์ ก็จะต้องไปดูว่าในที่เกิดเหตุมีรอยห้ามล้อบนพื้นถนนหรือไม่

      (บางเรื่องก็หลอกศาลยากเหมือนกัน)

      เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายขึ้นอยู่กับการเจรจา บริษัทประกันคงช่วยเจรจาอยู่แล้ว การจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายก็คงจะมีบันทึกอยู่แล้ว การชดใช้ค่าเสียหายก็สำคัญเพราะจะไปเกี่ยวกับเรื่องสำนวนคดี ถ้าตกลงค่าเสียหายกันได้เรื่องก็อาจจะจบ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องถึงศาลแน่นอนครับ


  112. เรียน พล.ต.ต. อังกูร

    มีเรื่องขอคำปรึกษาครับ

    22.20 น. คืนวันพุธที่ผ่านมา ขณะขับรถเลี้ยวซ้ายออกจากห้างค้าปลีกแห่งหนึ่ง(ย่านพหลโยธิน) ซึ่งเป็นถนนขนาด 6 เลน ขณะนั้นมีแท็กซี่จอดขวางอยู่ช่องทางซ้ายสุดใกล้มุมฟุตบาธ

    ผมจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟเลี้ยวเป็นเลี้ยวขวาแล้วเตรียมเบี่ยงหลบเพื่อเข้าเลนกลาง แต่เห็นที่กระจกมองข้างว่า มีรถจากเลนกลางวิ่งผ่านมาจึงชลอรถ

    และจังหวะนั้นได้ถูกชนท้ายจากรถที่กำลังเลี้ยวตามมาอย่างแรงจนกันชนหลังฉีก

    ตำแหน่งชนคือ เอามุมหน้าด้านซ้ายชนฝั่งขวาของกันชนหลังรถผม คล้ายกับจะเบี่ยงออกขวาแต่ไม่พ้น

    คนชนไม่ยอมรับผิด บอกว่า ผมเบรคกระทันหันโดยไม่มีเหตุผล และยืนยันว่า ไม่เห็นรถจากเลนกลางตามที่ผมบอก

    ผมบอกให้เรียกประกันมาตกลงกัน ฝ่ายนั้นจึงโทรศัพท์ ซึ่งผมเข้าใจว่า โทรไปหาประกัน ระหว่างนั้นผมได้ถ่ายภาพเป็นหลักฐานเอาไว้

    ต่อมาคนชนมีท่าทีอ่อนลง และบอกว่า จะขอตกลงค่าเสียหายในวันรุ่งขึ้น โดยให้เบอร์โทรศัพท์มือถือ และเซ็นชื่อยอมรับให้ผมเป็นฝ่ายถูกไว้เป็นหลักฐาน

    ขณะนี้ผ่านไป 2 วันแล้วที่คู่กรณียังไม่ติดต่อกลับ และไม่ยอมรับสายจากผมด้วย

    ผมควรทำอย่างไรครับ?


    • เรียน คุณกฤษฎา

      ๑ ยึดหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ ไว้เป็นคัมภีร์ได้เลยครับ ม.๔๐ ” ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควร ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ………”

      ยึดหลักข้อนี้แล้วโต้ให้ดี ๆ เว้นระยะห่างเท่าไรกฏหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่ตอนสมัยที่ผมยศร้อยตำรวจตรี (ปี พ.ศ.๒๕๐๙) ศาลเคยพิพากษา ในความเร็วปกติ หรือการขับขี่รถตามกันในเมือง ควรจะเว้นระยะห่างอย่างน้อย ๑๕ เมตร

      ส่วนเรื่องเบรคกระทันหันก็สามารถแก้ได้ หากมีเหตุทำให้ต้องเบรค เช่น ถ้าไม่เบรคต้องไปชนรถอื่นแน่ แต่ถ้าเบรคโดยไม่มีเหตุ ก็อาจจะมีปัญหา มันจะกลายเป็นเรื่องมีเจตนาให้รถที่ตามหลังชน ทุกอย่างต้องมีเหตุ มีผลหมดครับ

      ๒ กรณีที่คู่กรณียอมรับแล้ว ให้เบอร์ไว้เพื่อติดต่อเจรจาค่าเสียหาย พอติดต่อเข้าจริงๆ ติดต่อไม่ได้ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
      – ต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ ถึงแม้จะเลยวันเวลาไปแล้วก็ไม่เป็นไรเพราะมันมีเหตุ (ตำรวจจะหงุดหงิดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ค่อยอยากทำเรื่องอยู่แล้ว) ให้ตำรวจรับทราบข้อเท็จจริง และการยอมรับของคู่กรณี ลงบันทึกไว้ กรณีนี้น่าจะทราบหมายเลขทะเบียนรถ ตำรวจสามารถตรวจหาเจ้าของรถ ออกหมายเรียกตัวไปพบได้
      – เรื่องโทรศัพท์มือถือ บางหมายเลขเป็นแบบเติมเงิน ไม่มีการลงทะเบียนผู้ซื้อเครื่อง ไม่สามารถตรวจหาผู้ครอบครองได้ อาศรัยตรวจสอบจากทะเบียนรถจะดีกว่า
      – ประสานกับตำรวจว่าสามารถเรียกตัวผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถได้หรือไม่ ถ้าได้ ปกติตำรวจจะให้นำรถมาตรวจเป็นการยืนยันว่าเป็นรถคู่กรณีจริง ก็เจรจาเรื่องค่าเสียหาย ถ้าเจ้าของรถบิดพริ้วก็คงต้องพึ่งอำนาจศาล
      – อย่าเพิ่งซ่อมรถ ควรให้พนักงานสอบสวนและคู่กรณีเห็นสภาพก่อน ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ถ่ายภาพไว้ แจ้งพนักงานสอบสวน นำรถซ่อม เก็บหลักฐานค่าซ่อมฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

      ๓ หากตำรวจโยกโย้ ก็เข้าพบขอความช่วยเหลือจากผู้บังคับบัญชาเป็นลำดับชั้นไป


  113. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    ผมมีเรื่องรบกวนอยากปรึกษาเรื่องคดีโดนรถชนครับ
    วันที่ 11 ก.พ 53 เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ภรรยาผมข้ามถนนที่เป็นทางม้าลายในตัวเมืองนครราชสีมาแล้วโดนรถชน รถคันที่ชนมีประกันชั้น 1 ภรรยาผมขาด้านขวาหักจากเข่าลงมา 2 ท่อนและฟันหน้าหัก 2 ซี่ นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 เดือน คุณหมอผ่าตัดใส่เหล็ก วันที่ 19 มี.ค 53 และให้ออกจากโรงพยาบาล วันที่ 15 เม.ย 53 นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลใช้เงินของบริษัทประกันภัยของคันที่ชนครับ
    ตอนที่ไปคุยกันกับคู่กรณีที่โรงพัก ร้อยเวร บอกว่าให้มาตกลงค่าสินไหมหลังออกจากโรงพยาบาล ตอนนี้กำลังรอเอกสารพิสูจน์บาดแผลของ นิติเวช ถ้าได้แล้ว ร้อยเวรจะนัดไปตกลงกัน ผมเรื่องอยากสอบถามครับ

    ผม สมควรเรียกร้องค่าสินไหมประมาณเท่าไรครับและผมสามารถเรียกร้องค่าสินไหมได้จากตรงไหนบ้างครับ


  114. เรียน คุณฌัฐวุฒิ

    ก่อนอื่นคุณจะต้องทำความเข้าใจถึงความรับผิดชอบในการชนครั้งนี้ก่อน คือให้ชัวร์ว่าเป็นความประมาทของรถร้อยเปอร์เซ็นต์ มีกฏหมายกำหนดให้ผู้เดินเท้า และผู้ขับขี่รถปฏิบัติไว้ค่อนข้างชัดเจน

    ผู้เดินเท้า ต้องข้ามถนน ณ บริเวณทางม้าลาย หรือทางที่ทำไว้สำหรับคนข้ามเท่านั้น บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ลักษณะ ๑๓ ว่าด้วยเรื่องคนเดินเท้า มีตั้งแต่ มาตรา ๑๐๓,๑๐๔ ถึงมาตรา ๑๐๘

    ส่วนผู้ขับขี่รถมีบัญญัติไว้ใน ลักษณะ ๓ ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถ

    มาตรา ๓๒ “ในการใช้ทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดนคนเดินเท้าไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และ ต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา หรือคนพิการกำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน” และยังมี

    * ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องสัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจร ฯลฯ ซึ่งถือเสมือนเป็นกฏหมายที่ผู้ใช้ทางต้องปฏิบัติตาม (ดูในเรื่อง เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางประเภทบังคับ) ข้อ ๑๘ ข (๓) “เส้นทางข้าม” ……ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ช้าลงและพร้อมที่จะหยุดรถได้ทันท่วงทีเมื่อมีคนเดินข้ามทาง ณ ทางข้ามนั้น ในเขตทางข้ามที่ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือสัญญาณจราจร ให้คนมีสิทธิ์ข้ามทางไปก่อน ฉนั้นในขณะที่คนกำลังเดินอยู่ในทางข้ามผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึงเส้นแนวหยุด และเมื่อคนเดินตามทางได้ข้ามไปแล้ว จึงจะเคลื่อนรถต่อไปได้”

    จะเห็นได้ว่ากฏหมายให้สิทธิ์กับผู้ที่ข้ามถนนในทางข้ามไว้มาก ผู้ขับขี่รถที่ชนคนในทางข้าม จะถูกตั้งข้อหา ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุก

    การเรียกร้องค่าเสียหาย
    ๑ ค่ารักษาพยาบาลที่ได้ใช้จ่ายไปจริง (ค่าห้อง ค่ายา ค่าหมอ) ซึ่งอาจจะมีหลักฐานแสดง

    ๒ ค่าเสียรายได้จากการประกอบอาชีพ (ถ้ามีอาชีพการงาน) มีรายได้วันละเท่าไร ไม่ได้ทำงานไปกี่วัน คูณเข้าไป

    ๓ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปให้หมอตรวจรักษาในอนาคต อันนี้ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ ก็ใช้ประมาณการเอา ถ้าฝ่ายคู่กรณีไม่ยอม คุณก็ขอให้ระบุว่า จะรับผิดชอบต่อค่ารักษพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ในอนาคตไว้ด้วย (ถ้าในอนาคตมีค่าใช้จ่ายก็ต้องเรียกกันใหม่ ถ้าไม่มีก็เจ๊ากันไป) อย่าลืมจะต้องมีบันทึกตกลงค่าเสียหาย ตำรวจเป็นผู้ทำ ควรจะให้ระบุถ้อยคำเหล่านี้ไว้ด้วย แล้วคุณขอสำเนาไว้ ๑ ฉบับ วันข้างหน้าถ้ามีการบิดพลิ้วสามารถฟ้องร้องได้

    ๔ กรณีที่ผู้บาดเจ็บไม่ได้ประกอบอาชีพหรือมีรายได้ที่จะนำมาคำนวณเพื่อจะเรียกค่าเสียหาย ก็สามารถเรียกรวมเป็นเงินก้อนเพื่อชดเชยกับการที่เขามาทำให้เราต้องเจ็บป่วย ต้องทนทุกขเวทนา จะเรียกว่าเงินค่าทำขวัญก็เชยไป สรุปเอาว่าการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นอกจากจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ขอเรียก “ค่าเสีย” อีก จำนวนเงินเท่าไรก็ดูความเหมาะสม

    ฝ่ายผู้ขับขี่รถจะขอต่อลองเป็นเรื่องธรรมดา อย่าลืมว่าคนขับรถมีโทษจำคุกอยู่ด้วย หากผู้เสียหายไม่ยินยอมตำรวจมักจะไม่ทำเรื่องช่วยเหลือคนขับ ถ้าคุณเห็นว่าไม่เป็นที่พอใจก็อย่าไปยอม หาทนายความฟ้องทั้งอาญาและแพ่งไปเลย

    ข้อสำคัญ รีบหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาอ่านและทำความเข้าใจโดยเร็ว


  115. ประชาชนมีปัญหาทุกข์ใจ ขอให้ท่านช่วยด้วย


  116. เรียนท่านสารวัตรผมได้ประสบอุบัติเหตุตอนเช้าของวันที่ 3/05/53 เวลา 08.00-09.00 น. ขณะที่ผมขับรถมอเตอร์ไซท์มากันสองคน และกำลังจะเป็นช่องทางเดินรถจากซ้ายเข้าเลนในซึ่งเป็นเลนของรถยนต์ และรถยนต์ได้มาเชี่ยวชนรถมอเตอรืไซท์ผม ซึ่งรถยนต์มากจากวิ่งจากด้านหลัง แต่ผมไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากคนขับรถยนต์ แม้แต่ค่ารักษาพยาบาลทังในส่วนของผมและในส่วนของคนซ้อน แต่ยังมีน้ำใจที่ช่วยเหลือคนขับรถยนต์เพราะผมรู้ว่าผมทำผิดกฎหมายจราจรการใช้ช่องทางเดินรถ ไม่ได้ให้สัญญาณไฟขณะที่เปลี่ยนช่องทางเดินรถ ซึ่งรถยนต์ด้านซ้ายเป็นลอยลากยาวทำให้ต้องทำสีใหม่ และได้โทรมาแจ้งผมว่า 5000 บาท แต่ผมยืนยันว่าผมให้ได้แค่ 2000 บาท แต่คนที่มาชนผมกับไม่ยอม พยายามข่มขู่ผมว่าจะเรียกประกันและให้ประกันเคลียร์และเรียกค่าเสียหายจากผมที่หลัง ผมอยากถามว่ากรณี ผมทำผิดกฎจราจรในการใช้ช่องทางเดินรถ แต่ รถยนต์มาเชี่ยวชนผมจากด้านหลัง ผมอยากถามกรณีนี้ใครผิดครับ

    ด้วยความเครารพ


  117. บน พฤษภาคม 21, 2010 at 7:28 pm | ตอบกลับ เกียรติศักดิ์

    21 พฤษภาคม 2553

    เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร ที่เคารพ

    เกิดอุบัติเหตุบนถนนทางหลวงสองเลนส์เวลาสองทุ่มกว่า มีเด็กผู้หญิงอายุสิบหกปีขี่มอเตอร์ไซด์ตัดหน้ารถกระบะของคุณพ่อ จุดเกิดเหตุเป็นทางเเยกไม่มีไฟกิ่ง น้องเขาเปิดไฟเลี้ยวจะเลี้ยวขวาประมาณสองเมตรเอง คือไฟกระพริบเเค่สามถึงสี่ครั้งเท่านั้น รถมอเตอร์ไซด์ของน้องเขากับรถของคูรพ่อห่างกันไม่มากนัก ตามกันมาคือทั้งสองก็ผ่อนรถเเล้ว รถของคุณพ่อวิ่งประมาณสามสิบเท่านั้นเพราะกำลังจะเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าหมู่บ้าน
    คู่กรณีเป็นเด็กในหมู่บ้านครับ ซึ่งทางที่น้องเขาเลี้ยวขวาไม่มีทาง จุดเกิดเหตุเป็นสามเเยก น้องเขาก็ขี่มอเตอร์ไซด์ตัดหน้ารถของคุณพ่อเลย น้องเขารถล้ม ขาหัก หูถลอก ส่วนรถคุณพ่อกระจกด้านหน้าเเละด้านข้างทั้งสองเเตกหมดเลย ประตูเปิดไม่ได้ ไม่มีพยานบุคคลเห็น รถชนไม่ได้ชนทางด้านหลัง
    เเต่ชนทางด้านข้าง ชนตรงพักเท้าด้านขวาครับ รถของคุณพ่อหักหลบไปทางด้านขวาเเล้ว รถก็จอดอยู่ที่เลนส์ขวาเลย ซึ่งรถกระบะวิ่งมาไม่เร็ว น้องเขาก็ล้มอยู่ตรงหน้า พ่อเเม่ของน้องเขาเหมือนจะไม่ยอม ที่สำคัญคือโทรศัพท์น้องเขากระเด็นไปไกลมากเลยน่ะครับ น้องเขาก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย สรุปใครว่าผิดครับ ช่วยคลายปมให้ผมหน่อยน่ะครับ เเล้วผิดกฏจราจรอย่างไรบ้างครับ ขอคำปรึกษาด้วยน่ะครับ


  118. คุณเกียรติศักดิ์

    การจะตัดสินว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูก ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลายอย่าง แล้วนำข้อเท็จจริงไปปรับเข้ากับหลักเกณฑ์ข้อบังคับในกฏหมายจราจร พนักงานสอบสวนจะชี้ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายทราบว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องข้อไหนบ้าง ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรถือว่าเป็นความประมาท หรือ ตามภาษาชาวบ้านก็คือ “ผิด”นั่นเอง คำวินิจฉัยของพนักงานสอบสวนเป็นเพียงความเห็น อาจจะถูกต้อง หรือ ไม่ถูกต้องก็ได้ ถ้าคู่กรณีไม่เห็นด้วยก็ต้องไปพิจารณากันในชั้นศาล

    ข้อแนะนำ
    ๑ รีบไปหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๔๒)มาอ่านโดยเร็ว อ่านลุยทุกตัวอักษรไปก่อน ๒ จบ ต่อไปค่อยอ่านละเอียดในหมวดที่เกี่ยวข้องกับกรณีของคุณ

    ๒ การเลี้ยวรถตัดหน้าเกิดขึ้นได้ ๒ กรณี
    ๒.๑ เลี้ยวตัดหน้ากรณีขับขี่สวนทางกัน
    ๒.๒ เลี้ยวตัดหน้ากรณีขับขี่ตามกัน (ในกรณีของคุณเกียรติศักดิ์เข้าใจว่าเป็นกรณีขับขี่ตามกัน) หลักปฏิบัติในข้อ ๒.๒ ควรจะเป็นดังนี้

    – รถจักรยานยนต์กฏหมายบังคับให้ขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย ดังนั้นที่กฏหมายจราจรบอกไว้ว่า “ผู้ขับขี่รถตามหลังรถอื่นต้องเว้นระยะห่างพอสมควร…ฯ ” จึงนำมาใช้ไม่ได้ รถจักรยานยนต์ก็คงจะชิดขอบทางด้านซ้าย รถยนต์ที่ขับขี่ไปในทิศทางเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องขับขี่ตาม การเว้นระยะห่างตามกล่าวข้างต้นก็จะหมดไป กลายเป็นเว้นระยะห่างด้านข้างซึ่งกฏหมายไม่ได้กำหนด ทางปฏิบัติก็คือเว้นระยะห่างให้ปลอดภัย

    – กรณีรถจักยานยนต์ที่กฏหมายให้เดินรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่มีความประสงค์ที่จะเลี้ยวขวา รถจักรยานยนต์จะต้องเปลี่ยนเส้นทางการขับขี่ไปชิดเส้นแบ่งกลางถนนก่อน ถ้าถนนใดไม่มีเส้นแบ่งทาไว้ก็ให้คะเนเอาเอง กรณีเช่นนี้รถจักรยานยนต์ต้องแยกปฏิบัติ ๒ ตอนด้วยกัน

    ตอนที่ ๑ เปลี่ยนช่องทางเดินรถจากซ้ายสุดเพื่อจะเข้าไปอยู่เส้นกึ่งกลางถนน ต้องให้สัญญาณก่อนแล้วดูว่าเป็นการปลอดภัยจึงจะเปลี่ยนช่องทาง
    ตอนที่ ๒ เมื่อไปอยู่กลางถนนแล้วยังต้องเปิดไฟสัญญาณเลี้ยวขวาอยู่อีก และ จะต้องดูให้ปลอดภัยจึงจะเลี้ยวขวาได้

    ตามที่คุณเกียรติศักดิ์เล่ามา ถนนที่เกิดเหตุ ทางด้านขวาไม่มีทางแยกให้เลี้ยว แสดงว่ารถจักรยานยนต์ต้องการเลี้ยวกลับรถ ก็ต้องถือปฏิบัติอนุโลมตามขั้นตอนที่ ๑ และขั้นตอนที่ ๒ ตามที่ได้กล่าวแล้ว จะรวบรัดจังหวะเดียวไม่ได้

    ข้อสำคัญ เข้าใจว่ารถจักรยานยนต์พอให้สัญญาณเลี้ยว ก็เลี้ยวรถเลย ไม่ได้ดูรถอื่นให้เป็นการปลอดภัยก่อนจึงเลี้ยว ความประมาทน่าจะอยู่ตรงจุดนี้

    ๓ เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนคงจะได้ตรวจสอบว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีใบอนุญาตขับขี่รถหรือไม่ ถ้าไม่มีฟันธงไปได้เลยว่า อาจจะขับรถโดยไม่รู้กฏจราจร ซึ่งถือว่าประมาท แม้จะมีใบอนุญาตขับขี่ก็ยังไม่แน่ใจว่ารู้กฏหมายจราจรเพียงใด สมัยที่ผมมีส่วนในการควบคุมการออกใบอนุญาตขับขี่ ผมจะสั่งให้ผู้ที่มายื่นขอใบอนุญาตทุกรายไปซื้อกฏหมายจราจรมาอ่าน มีการเปิดบรรยายให้ทราบถึงข้อปฏิบัติที่ควรจะทราบ และ มีการสอบความรู้ด้วย เดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจว่าการออกใบอนุญาตขับขี่เข้มงวดเพียงใด

    อย่าลืมหาซื้อ พ.ร.บ.จราจร ฯมาอ่าน หาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือใหญ่ ๆทั่วๆไป อ่านแล้วจะรู้เองว่า ใครน่าจะเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน


  119. เรียนท่านพล.ต.ต อังกูร ที่เคารพ

    มีเรื่องจะขอปรึกษาค่ะ เนื่องจากหนู ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาและได้ขี่ข้ามถนนมาเพื่อที่จะเข้าบ้าน ข้ามมาจนถึงถนนอีกเลนและเข้าเส้นขาว พอเห็นอีกทีก็มีรถมอเตอร์ไซค์ขี่มาด้วยความเร็วสูง จึงหยุดรถจอดแต่รถอีกคันก็เชี่ยวขาหนูและก็ล้มไปพร้อมรถพุ่งข้ามไปอีกเลนไกลพอสมควร ลอยล้อเป็นทางยาวมาก แต่รถหนูไม่เป็นอะไรเลยเพราะโดนช่วง ตะปมตรงเท้าไป พอไปถึง โรงพยาบาลคู่กรณี ก็เปนแผลถลอกตามตัว ศรีษะบวม ส่วนหนู ตรงตะปมกระดูกโผล่เลือดออกเยอะมาก แต่ไม่หัก ร้อยเวรมาดูที่เกิดเหตุ และ ที่ รพ หนูและคู่กรณีบอกกับร้อยเวรว่าคุยกันได้ เพราะคู่กรณีกับหนูรู้จักกัน ต่างคนต่างรักษาตัว กันได้ประมาณ เจ็ดวัน คุยกันว่าไม่เอาเรื่องกันแต่ให้ทางหนูซ่อมรถให้ทางเค้า หนูก็ตกลง เพื่อให้เรื่องจบ แต่พอผ่านไปสองวัน คู่กรณีบอกว่าจะฟ้อง หนู ค่ะ หนูอยากร้ว่าเค้าจะฟ้องหนูได้ไหมค่ะ และหนูต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งคู่กรณีของหนูเป็นเด็กอายุ 13 ปี ไม่มีใบขับขี่ รถที่ขี่ไม่มี พรบ ไม่มีทะเบียน แระมาด้วยความเร็วสูงมากค่ะ ทั้งๆที่คุยกันรู้เรื่องแล้ว อยู่ดีๆแม่เค้าก้อจะเอาเรื่องหนูอ่ะค่ะ หนูอยากถามว่า กรณีนี้หนูผิดคนเดียว หรือ ว่า คู่กรณีหนูผิดด้วย เท่าที่หนูคิดเค้าจะฟ้องเพราะอยากได้เงินชดเชยอ่ะค่ะ หนูต้องให้เค้ามั้ยค่ะ ซึ่งระยะเวลารักษาตัวหนูก็ไม่ได้ทำงานเหมือนกันค่ะเพราะเดินไม่ได้
    อีกสองวัน ร้อยเวรจะเรียกไปไกล่เกลี่ย อ่ะค่ะ หนูต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ขอคำปรึกษาด้วยน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ


    • คุณsuri

      การขับขี่รถของคุณsuri น่าจะอนุโลมตามมาตรา ๕๒ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถ กลับรถ เลี้ยวรถทางขวา ในเมื่อมีรถอื่นสวน หรือตามมา ในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัย

      กฏหมายต้องการให้เคารพสิทธิ์ของผู้ขับขี่อยู่ในทางตรง ใครจะข้าม ใครจะเลี้ยวตัดเส้นทางรถทางตรงต้องใช้ความระมัดระวัง ของคุณ suri ขับรถข้ามถนนก็อยู่ในลักษณะเดียวกับการตัดหน้ารถทางตรง นั่นคือคุณ suri ต้องระมัดระวังรถทางตรงและดูให้ปลอดภัยจึงจะขับรถข้ามถนน ดังนั้นเมื่อข้ามถนนไปแล้วเกิดโดนกับรถทางตรง คุณ suri อยู่ในข่ายประมาทด้วย

      ส่วนคู่กรณี ถ้าพิสูจน์ได้ว่าขับขี่รถด้วยความเร็วเกินกฏหมายกำหนดก็ถือว่าประมาท ความเร็วของรถจักยานยนต์ ในเขตเมืองเท่าไรผมจำไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ คู่กรณีอายุเพียง ๑๓ ปี ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะทำใบอนุญาตขับขี่ได้ กฏหมายไม่ต้องการให้บุคคลอายุน้อยขับรถเพราะอาจเกิดอันตรายเนื่องจากยังไม่มีความสามารถในการบังคับรถ เมื่อเด็กอายุ ๑๓ ปีขับขี่รถก็ถือว่าประมาทได้

      แต่ตามกฏหมายอาญา มาตรา ๗๔ ” เด็กอายุกว่า ๗ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำการอันกฏหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ………” ดังนั้นถึงจะเป็นคดีความกันคู่กรณีของคุณ suri ก็ไม่ต้องรับโทษ เป็นคดีเสียเวลาเปล่า ๆ

      แนะนำให้เจรจากัน ครั้งเดียวยังตกลงกันไม่ได้ก็เจรจาครั้งที่ ๒ ที่ ๓ (อย่าด่วนตัดสินใจเหมือนรัฐบาล) คุณ Suri เอาเรื่องของอายุไม่ถึงมาขับขี่รถซึ่งถือว่าประมาทเป็นข้อต่อรองได้ครับ


  120. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร

    รบกวนขอปรึกษาค่ะ เกิดอุบัติเหตุรถชน โดยแฟนเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ของบริษัทที่มีไว้ส่งของ และคู่กรณีเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เหตุเกิดจากแฟนขับรถยนต์เพื่อเดินทางกลับบริษัทมาด้วยกันทั้งหมด 3 คนขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 18.35 น. เดินทางมาถึงแยกไฟแดงแห่งหนึ่งโดยสัญญาณไฟเป็นไฟเหลืองกระพริบได้ลดความเร็วลงเมื่อใกล้แยกไฟแดง เส้นทางที่ขับรถยนต์มาเป็นทางเอกและอยู่ในช่องทางที่ 2 (มีช่องทาง 3 ช่องและทางท้าว 1 ช่อง) โดยมีคู่กรณีขับขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากซอยด้วยความเร็ว(โดยสัญญาณไฟเป็นไฟแดงกระพริบ) ทำให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ทางด้านแฟนไม่เป็นอะไรแต่ทางคู่กรณีได้รับบาดเจ็บและได้นำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วก็มีประกันของทางรถแฟนมาเพราะทำประกันประเภท 1และก็มีตำรวจมาตรวจด้วยคู่กรณีเป็นเด็กผู้ชายอายุครบ 15 ปีได้ 2 เดือน ส่วนรถจักรยานยนต์ไม่มีพ.ร.บ.ต่อมาคู่กรณีที่บาดเจ็บได้เสียชีวิตลง ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลทางแฟนและเพื่อนได้ไปเยี่ยมและเมื่อเสียชีวิตก็ไปเป็นเจ้าภาพงานศพและไปเผาศพด้วย ก่อนที่จะเอาศพออกจากโรงพยาบาล ตำรวจได้เรียกให้ไปเจรจากันระหว่างแฟนและพ่อแม่คู่กรณี ทางด้านพ่อแม่คู่กรณีได้ขอเงินจำนวน 20,000 บาทเพื่อนำศพออกจากโรงพยาบาล ทางบริษัทแฟนได้ตกลงให้เงินช่วยเหลือจำนวน 20,000 บาทตามที่ขอ ต่อมาตำรวจได้เรียกเจรจาอีกเป็นครั้งที่ 2 ด้านพ่อแม่คู่กรณีได้เรียกเงินค่าเสียหายจำนวน 90,000 บาททำให้ตกลงกันไม่ได้ ตอนนี้แฟนได้ไปพบตำรวจแล้วเป็นครั้งที่ 3 และตำรวจได้ทำการสอบสวนและพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อทำสำนวนขึ้นสู่ชั้นศาล หลังจากนั้นอีก 1 วัน ทางด้านพ่อแม่คู่กรณีได้ให้ญาติโทรมาขอต่อรองขอเงินจำนวน 30,000 บาทและข่มขู่เราหากขึ้นศาลจะเอาให้ถึงที่สุดที่ทำให้เด็กตาย
    อยากถามว่า
    1.หากขึ้นศาลคดีอาญาจะต้องเป็นอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร
    2.หากขึ้นศาลคดีแพ่งจะต้องเป็นอย่างไร และแก้ไขได้อย่างไร
    3.อยากทราบว่าประกันประเภท 1 จะไม่ช่วยอะไรคู่กรณีเลยหรือคะ
    4.หากขึ้นศาลต้องเสียเงินประกันตัวหรือไม่เท่าไร และต้องเสียเงินค่าขับรถประมาทหรือไม่เท่าไร
    5.หากว่าตกลงกับคู่กรณีให้เงิน 30,000 บาทตามที่คู่กรณีขอแล้วคดีจะต้องเป็นอย่างไร แล้วต้องเสียเงินค่าวิชาชีพให้ตำรวจเพื่อเป็นการปิดคดีด้วยหรือไม่ ต้องเสียมากไหมคะ

    ขอความกรุณาด้วยค่ะและขอบพระคุณด้วยค่ะสำหรับคำแนะนำ


    • คุณจิรา

      ขอตอบคำถามและแนะนำเป็นข้อ ๆไปนะครับ

      ๑ กรณีที่จะต้องขึ้นศาลนั้น น่าจะหมายถึงการขึ้นศาลเพื่อการพิจารณาคดี ไม่ใช่ไปศาลในกรณีผัดฟ้อง หรือฝากขัง ซึ่งควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คดีทุกคดีต้องไปสู่การพิจารณาชั้นศาล เว้นแต่เป็นคดีที่เสร็จสิ้นในชั้นพนักงานสอบสวน ได้แก่
      – คดีเปรียบเทียบปรับ ผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับแล้ว
      – คดีความผิดต่อส่วนตัวที่ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ในชั้นพนักงาน
      สอบสวนแล้ว
      – คดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็น “ควรสั่งไม่ฟ้อง” และ พนักงาน
      อัยการได้มีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง”
      สำหรับคดีของแฟนคุณ จะถูกตั้งข้อหา “ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนที่ขับขี่รถในลักษณะนี้ จะถูกดำเนินการเช่นเดียวกันหมด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดอำนาจในการสอบสวน ต้องรอดูว่าพนักงานสอบสวนจะมีความเห็นในสำนวนการสอบสวนอย่างไร คือ “เห็นควรสั่งฟ้อง” หรือ “เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง” โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท (ผิด ถูก) อย่างไร ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการประมาทก็จะมีความเห็น “ควรสั่งฟ้อง” ถ้าเห็นว่าไม่ประมาทก็จะมีความเห็น “ควรสั่งไม่ฟ้อง” แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนยัง พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณา (พนักงานอัยการเป็นผู้ทำคำสั่ง พนักงานสอบสวนเป็นเพียงผู้เสนอความเห็นเท่านั้น)
      ส่วนการแก้ กรณีถ้าพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องเรื่องก็จบ กรณีถ้าพนักงานอัยการสั่งฟ้องคุณก็ต้องตั้งทนายความสู้คดี

      ๒ การขึ้นศาลคดีแพ่ง เป็นเรื่องของการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการละเมิด (ขับขี่รถประมาทเป็นเหตุให้คนตาย) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความผิดอาญาในข้อหาขับขี่รถประมาท ฯ หากฟังได้ว่าแฟนคุณขับรถประมาท ฯก็ต้องจ่ายค่าเสียหาย แต่ถ้าไม่ประมาทก็ไม่ต้องจ่ายอะไร
      วิธีแก้ หากคู่กรณีฟ้องก็ต้องตั้งทนายสู้คดี

      ๓ หลักของการประกันภัย บริษัทประกีนภัยจะจ่ายค่าสินไหมเฉพาะในกรณีที่แฟนคุณขับขี่รถประมาท ฯเท่านั้น ถ้าแฟนคุณไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท(ไม่ผิด)ก็จะไม่จ่าย เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว

      ๔ บริษัทประกันภัยที่รับประกันชั้น ๑ ส่วนมากจะมีบริการประกันตัวผู้ต้องหาอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องเสียค่าใช่จ่ายอะไร ส่วนเรื่องการขับขี่รถประมาทหรือไม่ มันอยู่ที่ตัวแฟนคุณว่าได้ปฏิบัติตามกฏจราจรหรือไม่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรก็ถือว่า “ประมาท” ซึ่งมีโทษจำคุกครับ

      ๕ กฏหมายเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์นะครับ ถ้าทำผิดต้องได้รับโทษและต้องชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ผิดก็ไม่ควรมีโทษและไม่ต้องไปเสียเงินอะไร ซึ่งทุกคนเรียกว่า “ความเป็นธรรม”

      เรื่องที่จะต้องไปเสีย ๓๐,๐๐๐.- น่าจะเป็นเรื่องของการขอความเมตตา ความสงสาร ไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบตามกฏหมาย การ “ให้”เป็นเรื่องที่ดีครับ ดั่งคำพูดที่ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”, “ผู้ให้ย่อมผูกใจมิตรไว้ได้” แต่สำหรับบริษัทประกันภัย ถ้าไม่ผิดไม่จ่ายร้อยเปอร์เซ็นต์แถมจะเรียกเอาค่าเสียหายอีกด้วยหากมีการเสียหายเกิดขึ้น

      ส่วนเรื่องเกี่ยวกับตำรวจ ซึ่งเรียกตามศัพท์กฏหมายว่า “พนักงานสอบสวน” เป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และเป็นผู้ทำความเห็นว่าใครผิด ใครถูก (คนอื่นไม่มีสิทธิ์) หลาย ๆคนจึงอยากเป็นตำรวจ เป็นพนักงานสอบสวน อยากมี “อำนาจ” และผมเชื่อว่า ทุกคนที่ผ่านสถาบันในการหล่อหลอมมาแล้ว มีจิตใจเป็นธรรม ว่าไปตามพยานหลักฐาน การติดต่อกับตำรวจให้ระมัดระวัง ตำรวจ “ตงฉิน” ไม่รับสินบนก็มีเยอะ ไปเสนอให้ผลประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ดูตาม้า ตาเรือ อาจถูกดำเนินคดีข้อหา “ให้สินบนเจ้าพนักงาน”ซึ่งมีโทษหนักมาก

      ควรจะรู้ตัวเองก่อนว่า ขับรถถูกหรือผิด สำรวจว่าได้ปฏิบัติตามกฏจราจรหรือไม่ อ่านกฏหมายจราจรไปกี่เที่ยวแล้ว ส่วนพนักงานสอบสวน หรือพนักงานประกันภัย ไม่ต้องไปเป็นห่วงเขา รับรองว่าเขาได้ศึกษาและอ่านทบทวนกฏหมายจราจรไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เที่ยว จนจำอยู่ในสมอง


  121. เรียน ท่านสารวัตรคะ
    หนูมีเรื่องอยากเรียนถามคะ
    เมื่อวันที่ 23 เมษา 53 แฟนหนูได้ขับรถเหยียบคนตาย 2 ศพ คะ เพราะเกิดเหตุการณ์รถจักรยานตัดหน้ารถมอเตอร์ไซแล้วเสียหลักเข้ามาในเลนของแฟนคะ ซึ่งเป็นทางโค้ง โดยเป็นเขตกำหนดความเร็วไม่เกิน 50 คะ แต่แฟนขับประมาณ 60 คะซึ่งหนูก็นั่งไปด้วย คนตายเป็นคนขับ 1 คน คนซ้อนท้าย 1 คนเป็นเด็กอายุ 9 ปีคะ (เป็นฝั่งรถมอเตอไซทั้งหมด)เขาซ้อนสามกันมาคะ
    เขาได้เรียกค่าเสียหายดังนี้คะ
    1. คนขับเรียก 300000 คะ เหมาะสมไหมคะ
    2. เด็กเรียก 500000 หนูคิดว่ามากเกินไปคะหนูไม่มีให้
    3. แฟนหนูให้ได้แค่ คนละ 300000 คะ รวมประกันชั้น 3และ พรบแล้ว
    4. เขาไม่ยอมคะ ถ้าเขาฟ้องจะมีผลอย่างไรคะ จะได้ถึง 500000 ไหม
    5. ตำรวจได้ให้ข้อหาขับรถประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายคะ
    6. ตอนเจรจาฝ่ายเด็กบอกว่าขอค่าเสียหายรวมทั้งประกันและ พรบ นี่คะ แต่ทำไมตั้ง 500000 ถ้าให้เขาฟ้องแฟนจะติดคุกไหม


  122. ลืมบอกคะฝ่ายจักรยานเขาเรียกแค่ 20000 คะ
    หนูคิดว่ามันไม่ยุติธรรมอยู่ ๆ พนักงานสอบสวนไม่ได้อธิบายอะไรเลยคะได้แต่ให้ฝ่ายคนตายเรียกค่าเสียหายแต่ฝั่งหนูทั้ง ๆที่ไม่ได้ผิดโดยตรงเลยคะ


  123. ถ้าถึงศาลคิดว่าศาลจะพิจารณาให้ฝ่ายเด็กได้ถึง 500000 ไหมคะ หนูกลัวเพราะหนูไม่มีเงินให้หรอกคะ หนูและแฟนได้ให้ค่าช่วยเหลือไปบ้างแล้วแต่ไม่มากคะ


  124. เรียน คุณwah

    ๑ ถ้าพนักงานสอบสวนพิสูจน์ได้ว่าแฟนคุณขับรถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด ถือได้ว่า “ประมาท” การพิสูจน์ความเร็วรถ ผู้ชำนาญการสามารถคำนวณจากรอยห้ามล้อรถที่ปรากฏอยู่บนผิวถนนในที่เกิดเหตุ

    ๒ เมื่อเกิดเหตุในลักษณะนี้ พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องข้อหาผู้ขับขี่ฐาน “ขับขี่รถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ไว้ก่อนเสมอ แล้วทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานว่า ผู้ขับขี่ประมาทหรือไม่ อย่างไร เรื่องของการขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนดก็ดี การไม่ปฏิบัติตามกฏ ข้อบังคับการจราจรก็ดี ถือว่า “ประมาท” คือ เป็นฝ่ายผิด

    ๓ ถ้าคู่กรณี “ฝ่ายผู้ตาย” มีส่วนประมาทด้วย อย่างนี้ถือว่าประมาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย ความรับผิดทั้งทางแพ่ง (การจ่ายสินไหมทดแทน) และทางอาญา (การรับโทษจำคุก หรือปรับ) เฉลี่ยไปทั้งสองฝ่ายซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณา (ข้อนี้ก็มีส่วนสำคัญนะครับ ประมาทฝ่ายเดียว หรือประมาทร่วม)

    ๔ การชดใช้ค่าเสียหาย ถือเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปราณีตามที่บัญญัติไว้ในกฏหมาย เหตุอันควรปราณีนี้จะนำไปสู่การพิจารณา “รอลงอาญา”

    ๕ ถ้ามีส่วนประมาทก็ควรจะต้องรับชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนมากหรือน้อยเพียงใด มีหลักพิจารณา
    (๑) ประมาทร่วม หรือประมาทฝ่ายเดียว ถ้าฝ่ายเดียวก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ ถ้าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ต้องเฉลี่ยกันไป
    (๒) ความสำคัญของผู้ตาย เช่น ต้องมีภาระในการเลี้ยงดูผู้อื่นอย่างไร หรือไม่ การเสียโอกาสประกอบรายได้ อาชีพ ถ้ามีชีวิตอยู่ควรจะทำคุณประโยชน์หรือหารายได้ ๆมากน้อยเพียงใด
    (๓) ค่าจัดการศพ
    (๔) ความสามารถในการจ่ายค่าเสียหาย (คนมีเงินก็สามารถจ่ายได้มาก คนไม่มีเงินก็ไม่รู้จะเอาที่ไหนไปจ่าย)

    ๖ ถ้าผิดแนะนำให้หาทางตกลงชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าอีกฝ่ายเรียกมามากแต่เราไม่มีจ่าย เรามีกำลังเท่าไรให้เสนอไป ถ้าตกลงไม่ได้ ให้พนักงานสอบสวนบันทึกติดสำนวน (ปกติต้องทำอยู่แล้ว) เมื่อไปถึงศาล ๆจะดูในส่วนนี้ด้วย การยอมรับผิด ยอมจ่ายตามกำลังความสามารถ กับการปฏิเสธไม่ยอมรับผิดมันคนละความหมาย คิดว่าคงจะเข้าใจ

    ๗ ถ้าคู่กรณีได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจแล้ว ยังต้องมีโทษทางอาญาอีก (โทษจำคุก และ ปรับ) ซึ่งมีทางเลือก ๒ ทาง
    (๑) อ้อนวอนตำรวจ(พนักงานสอบสวน) ขอให้ช่วยทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง และอาจจะต้องไปขอร้องอัยการอีกด้วย
    (๒) ยื่นคำร้องขอความปราณีต่อศาล ซึ่งวิธีนี้ต้องพึ่งทนายครับ


  125. เรียน ท่านสารวัตรค่ะ

    รบกวนขอคำปรึกษาค่ะ คือขับรถในช่องทางที่รถสวนกันได้ได้ฝั่งละ 1 ช่องทาง แล้วจะเลี้ยวเข้าปั๊มแก๊สที่อยู่ฝั่งขวา จึงให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาพร้อมกับหยุดรถดูรถที่สวนมาแล้ว แต่ขณะที่หัวรถกำลังจะเข้าปั๊มแล้ว ก็มีรถจักรยานยนต์ซึ่งขี่มาทางเลนขวาพุ่งเข้าชนด้านหน้ารถ ตัวคนขี่กระดอนมาตกที่กระจกรถยนต์ฝั่งคนนั่ง โดยได้รับบาดเจ็บมีเลือดออก แต่ก็ยังลุกขึ้นมาบอกกับดิฉันว่า “ไม่เป็นไร” และสภาพของรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเก่ามากเหมือนกับมีแต่โครงรถ โดยไม่มีทั้งไฟหน้า และไฟท้าย ทำให้ขณะที่ดิฉันเลี้ยวรถยนต์เข้าปั๊ม จึงมองไม่เห็นเนื่องจากเป็นเวลากลางคืน แต่มีไฟข้างทางนะคะ และจะสว่างมากเฉพาะตรงหน้าปั๊ม แต่ทางที่รถจักรยานยนต์ขี่มาไม่สว่างมาก รวมทั้งคนขับไม่มีใบขับขี่

    หลังจากที่เรียกรถพยาบาลมารับคนเจ็บไปแล้ว พนักงานสอบสวนก็มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ และแจ้งแก่ดิฉันว่ากรณีนี้ดิฉันประมาทฝ่ายเดียว เพราะชนกันในช่องทางที่รถจักรยานยนต์ขี่มา ดิฉันจึงแย้งว่า ดิฉันมองไม่เห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจริงๆ และใช้ความระมัดระวังแล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ไม่มีไฟหน้ารถ และดิฉันก็ให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาพร้อมกับหยุดรถดูแล้ว และคนขี่รถจักยานยนต์ซึ่งเป็นคนเจ็บก็ไม่มีใบขับขี่ เค้าก็ควรที่จะมีส่วนประมาทด้วย แต่พนักงานสอบสวนกลับแจ้งว่าการไม่มีใบขับขี่ กับการไม่มีไฟหน้า และไฟท้ายผิดแค่พรบ.จราจร ไม่เกี่ยวกับการประมาทร่วม ยังไงดิฉันก็ประมาทฝ่ายเดียว
    1.เรีียนถามท่านสารวัตรว่า การที่รถจักรยานยนต์ไม่มีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย แล้วคนขี่ยังนำรถมาใช้ อีกทั้งเป็นเวลากลางคืนจะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่คะ
    2.การที่คนขี่ไม่มีใบขับขี่แล้วยังขี่รถในทางหลวงก็เป็นการประมาท ใช่ไหมคะ
    3.การที่พนักงานสอบสวนกล่าวว่าเราเป็นผู้ประมาทฝ่ายเดียวจะมีผลในทางคดีอย่างไรบ้างคะ

    ขอความกรุณาท่านช่วยให้คำปรึกษาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ


  126. เรียนสารวัตรค่ะ
    ขอแ้ก้ไขเรื่องตำแหน่งที่รถจักรยานยนต์ชนค่ะ คือชนเข้าที่บริเวณซุ้มล้อหน้าด้านซ้ายของรถยนต์ค่ะ
    รถจักรยานยนต์ไม่มีป้ายทะเบียนด้วยค่ะ
    ขอบคุณค่ะ


    • เรียน คุณพอลล่า

      การวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นเอกสิทธิ์ของพนักงานสอบสวนที่จะมีความเห็นของตนเองโดยอาศัยบทบัญญัติในกฏหมายเป็นหลัก ซึ่งอาจแตกต่าง หรือ ไม่ตรงกับความคิดเห็นของผู้รู้คนอื่น ๆได้ เช่นเดียวกับศาลสถิตย์ยุติธรรมยังต้องมีถึง ๓ ศาล ตามความเห็นของผม(ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเห็นของพนักงานสอบสวน) การขับขี่รถจักรยานยนต์ในเวลากลางคืนโดยไม่มีไฟหน้า เป็นความประมาทของผู้ขับขี่ เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่รถอื่นที่ใช้ทางร่วมกันไม่สามารถมองเห็นได้ อาจเกิดการชน หรือ โดนกันได้ ถือว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเวลากลางคืนโดยไม่มีไฟหน้าเป็นความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง ตามวิสัยของผู้ขับขี่ ส่วนเรื่องผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ก็เช่นเดียวกัน ต้องพิสูจน์ว่าผู้ขับขี่มีความรู้ ความสามารถในการใช้รถ ใช้ถนนหรือไม่ เพราะการไม่มีใบอนุญาตชัดเจนว่ายังไม่ได้ผ่านการทดสอบ ไม่มีความรู้ ความสามารถ ในการใช้รถ ใช้ถนนแต่ยังฝืนใช้ก็ถือว่าประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์

      ถ้าประมาทฝ่ายเดียวก็ต้องรับผืดฝ่ายเดียว รับไปเต็ม ๆร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าประมาทร่วมก็ต้องเฉลี่ยความเสียหายลงไป

      อย่าลืมว่า ความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่เป็นที่เด็ดขาด ยังไม่สิ้นสุด ถ้าคุณพอลล่าเห็นว่าคำวินิจฉัยไม่ถูกต้องก็ปฏิเสธข้อหา และต่อสู้คดีได้ โดยตั้งทนายสู้คดีในชั้นศาล มีหลายคดีที่ศาลพิพากษากลับความเห็นของพนักงานสอบสวน

      คุณพอลล่าต้องชั่งน้ำหนัก หากจำเป็นต้องตั้งทนายต่อสู้คดีจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับทนายความ กับค่าเสียเวลา ลองหาทางคุยกับพนักงานสอบสวน โดย หาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความรู้เรื่องการจราจรพูดคุยกับพนักงานสอบสวนให้รับฟังว่า การขับขี่รถในเวลากลางคืนน่าจะเป็นการประมาท เพราะคนธรรมดาที่ไหนจะมองเห็นถ้าไม่มีไฟ หากมีไฟให้เห็นแล้วไซร้ใครจะเข้าไปชน


  127. ขอขอบคุณท่านมากนะคะ ที่ให้คำปรึกษา เป็นประโยชน์มากค่ะ อยากให้ประเทศไทยมีตำรวจอย่างท่านเยอะๆค่ะ เพราะปัจจุบันภาพพจน์ของตำรวจในสายตาของดิฉันช่างไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย หากประเทศไทยมีตำรวจที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนแบบท่านเยอะๆ รับรองได้ว่าคนไทยคงจะมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ


  128. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    รบกานขอคำปรึกษาหน่อยครับ เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวันก่อนผมขับรถมอไซต์ไปชนท้ายรถ 6 ล้อ เป็นรถรับส่งพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งโดยที่ผมขับรถมอไซต์ตามหลังรถ 6 ล้อ ทั้งสองคันวิ่งอยู่ในเลนซ้ายเหมือนกันมาถึงตรงจุดเกิดเหตุเป็นทางแยกทางรวม และในช่วงนั้นเป็นไฟเขียวให้สำหรับรถไปตรง แต่รถ 6 ล้อต้องการที่จะกลับรถจึงเป็นเหตุทำให้ผมชนท้ายรถ 6 ล้อตรงบรรไดทางขึ้นทำให้รถของผมล้มลงและผมก็ติดอยู่กับรถแต่รถ 6 ล้อไม่ได้จอดตรงจุดเกิดเหตุแต่กลับไปจอดอีกฝั่งหนึ่งของถนน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ขาขวาของผมหัก โดยมีรถของ อบต.ได้นำผมไปส่ง รพ.
    เมื่อเรื่องไปถึงสถาน๊ตำรวจ พนักงานสอบสวนจึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาตกลงกัน โดยที่ทางฝ่ายของคู่กรณีได้ให้ปากคำว่าเขาขับรถอยู่ในเลนขวาเพื่อที่จะต้องการกลับรถและเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุก็มีมอไซต์มาชนท้ายแล้วกระเด็นไปข้างทาง แต่ในความจริงแล้วถ้าเขาขับอยู่ในเลนขวาเขาจะกลับรถไม่พ้นเพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นถนนเลนเดียว และถ้าผมกระเด็นผมจะต้องหลุดออกจากรถแต่ผมไม่ได้หลุดออกจากรถนั้นหมายความว่าผมไม่ได้กระเด็น แต่พนักงานสอบสวนสรุปว่าเป็นการประมาทรวม โดยในชั้นของการสอบสวนคำว่าประมาทรวมหมายความว่าต่างคนก็ต่างรับผิดชอบของตนเองใช้ใหม?
    ดังนั้นผมจึงไม่ยอมเพราะผมคิดว่าผมไม่ได้รับความเห็นธรรม ผมจึงบอกกับพนักงานสอบสวนว่าผมจะฟ้องศาล
    ผมอยากทราบว่าในกรณีที่ขาหักเป็นคดีอาญาหรือไม ผมทำแบบนี้ถูกหรือไม และผมควรทำอย่างไรต่อไป


    • คุณสราวุฒิครับ

      ผมฟังแล้วพอนึกภาพออก เหตุชนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากสภาพถนนแคบ รถบรรทุกที่จะเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวกลับรถต้อง “ตีวง” คือแทนที่จะนำรถชิดเกาะกลาง เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาเพื่อให้รถที่ขับขี่ตามแซงขึ้นหน้าทางด้านซ้าย แต่กลับ”ตีวง”คือนำรถเข้าชิดขอบทางด้านซ้ายทำให้พื้นที่ถนนทางด้านขวาว่างรถอื่นที่ขับขี่ตามมาจึงแซงขึ้นหน้าทางด้านขวา ถึงแม้รถบรรทุกจะเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาไว้ก็ตาม แต่ผู้ขับขี่ตามหลังอาจเข้าใจว่าลืมปิดสัญญาณไฟเลี้ยว (การให้สัญญาณกับการปฏิบัติขัดแย้งกัน ถ้าเป็นเช่นนี้ฝ่ายรถบรรทุกจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่น ผู้ขับขี่รถบรรทุกต้องโผล่หน้าออกมาดูรถหลัง และจะต้องคอยใช้มือให้สัญญาณอีกด้วย)

      แนะนำ
      ๑ หา พ.ร.บ.จราจรทางบกอ่านอย่างน้อย ๒-๓ เที่ยว จะได้ทราบกฏเกณฑ์การขับขี่ และจะได้รู้ว่าฝ่ายเรา ฝ่ายเขา ขับขี่รถผิดกฏอย่างไรบ้าง

      ๒ การถูกตั้งข้อหาขับขี่รถ”ประมาทร่วม” ก็คือมีส่วนประมาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย พนักงานสอบสวนจะต้องบรรยายในสำนวนการสอบสวนว่า คุณประมาทอย่างไร ฝ่ายผู้ขับขี่รถบรรทุกประมาทอย่างไร

      ๓ ผลจากความประมาทร่วมทำให้คุณไม่สามารถเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังไง ๆคุณก็ยังได้เปรียบ ฝ่ายคู่กรณีของคุณมีโทษจำคุกด้วยเพราะขาของคุณหัก ฝ่ายคู่กรณีจะถูกตั้งข้อหา “ขับขี่รถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส” มีโทษจำคุก แต่ถึงอย่างไรฝ่ายขับขี่รถบรรทุกก็จะต้องอ้อนวอนคุณให้มีการตกลงค่าเสียหาย ตกลงค่าเสียหายไม่ได้ ตำรวจไม่กล้าทำสำนวนช่วย(สั่งไม่ฟ้อง) ไปถึงศาลอาจไม่มีการรอลงอาญา

      ๔ ถ้าเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ใช้สิทธิ์ในการต่อสู้ให้เต็มที่ การขึ้นศาลควรใช้ทนายความที่เก่งๆเรื่องจราจรนะครับ และคุณสราวุฒิเองก็ต้องอ่านกฏหมายจราจรก่อนด้วย อ่านแล้วจะเห็นช่องทางทันที


  129. ขอขอบคุณท่าน พล.ต.ต. อังกูร ที่ให้คำแนะนำดีๆ


  130. ขอบคุณครับท่าง ผู้การ ผมมีความรู้เพิ่มขึ้นจากท่าน ขอบคุณๆ


  131. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    รบกานขอคำปรึกษาหน่อยครับ เนื่องพนักงานเกิดอุบัติเหตุรถชนกับคู่กรณีบริเวณตรงทางสี่แยกร่วมที่มีทางเอกทางโท แต่พนักงานอยู่โท คู่กรณีที่มาชนอยู่ทางเอก มาชนรถยนต์บริเวณล้อท้ายหลัง แต่ พงส.บอกว่าพนักงานประมาทฝ่ายเดียวเพราะอยู่ทางโท แต่ มาตรา 70 บอกว่าขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยกฯให้หยุดหรือลดความเร็ว และมาตรา 71 ข้อ1) บอกว่าถ้ามีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ต้องให้รถในทางร่วมแยกนั้นผ่านไปก่อน แต่ทำไหม พงส.ไม่บอกว่าเป็นประมาทร่วม เพราะว่าคู่กรณีอาจจะไม่ลดความเร็วจึงทำให้ชนรถพนักงานบริเวณล้อท้ายหลัง หรือว่าทางเอกชนใครก็ไม่ประมาทหรือครับ

    ขอบคุณครับ


  132. เรียนคุณวิชัย

    ปัญหาของการบังคับใช้กฏหมายอย่างหนึ่ง คือ “การตีความ” กฏหมายฉบับเดียวกันแต่ผู้ใช้ตีความไปคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน แต่การวินิจฉัยของพนักงานสอบสวนสำคัญมากเพราะจะนำไปสู่การมีความเห็นทางคดี คือ “สั่งฟ้อง” หรือ “สั่งไม่ฟ้อง”

    คู่กรณีมีสิทธิ์ที่จะมองต่างกับความเห็นพนักงานสอบสวนได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า “เราจะอธิบายหรือนำเสนออย่างไรให้พนักงานสอบสวนยอมรับ” พนักงานสอบสวนหลายคนที่มี “อัตตา”สูง คือ “ความเห็นของฉันถูกเสมอ” ขอแนะนำให้ใช้วิธีที่นิ่มนวลที่สุด พูดคุยข้อกฏหมายกันว่า มันอาจเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ก็ได้ ถ้าสุดท้ายแล้วพนักงานสอบสวนยังยืนยันความเห็นเดิม คู่กรณีอาจปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี นำพยานหลักฐานไปสืบในชั้นศาลได้

    การขับรถผ่านทางแยกมี กฏหมาย มีข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร ที่เกี่ยวข้องหลายบท รองค้นหาดูนะครับ ผมห่างมานานแต่ยังพอจำสาระได้บ้าง เช่น
    ๑ เมื่อขับขี่รถผ่านทางแยกต้องชลอความเร็วลง
    ๒ กรณีเป็นแยกที่ถนนเส้นทางเอก(สายหลัก) ตัดกับถนนเส้นทางโท(สายรอง) รถในเส้นทางโทต้องยอมให้รถในเส้นทางเอกผ่านไปก่อน (ปัญหาเกิดขึ้นเยอะเลยครับ จะรู้ได้อย่างไรว่า ทางไหนทางเอก ทางไหนเป็นทางโท มีข้อพิจารณาดังนี้ (๑)มีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่าทางไหนเป็นทางเอก เส้นทางไหนทางโท (๒) ด้านที่ติดป้าย “ให้ทาง” หรือมีไฟสัญญาณกระพริบเตือน เป็นทางโท (๓) ถนนที่มีช่องเดินรถมากกว่า มีรถวิ่งมากกว่า ถนนใหญ่กว่า อะไรที่กว่า ๆ เป็นทางเอก (๔) ถนนที่ตัดกับซอย หรือ ทางแยกเข้าหมู่บ้าน บรรดาซอยหรือทางแยกต่างๆเป็นเส้นทางโท ปัญหาเกิดต่อไปอีก ถนนในกรุงเทพฯหรือในเมืองใหญ่ๆมีถนนตัดกันเยอะมาก ความกว้างหรือช่องทางเดินรถก็เท่าๆกัน ป้ายบอกทางไหนทางเอกทางไหนทางโทก็ไม่มี แล้วผู้ใช้ถนนจะรู้และปฏิบัติถูกได้อย่างไร(อย่างนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องแก้ไข) และให้ดูข้อต่อไปครับ
    ๓ ผู้ขับขี่รถเส้นทางใดมาถึงก่อนก็ผ่านไปก่อน แต่ถ้ามาถึงพร้อมกัน ให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายผ่านไปก่อน อย่าไปสับสนกับการที่ขับรถเข้าวงเวียนนะครับ กรณีขับรถเข้าวงเวียนต้องให้รถที่อยู่ในวงเวียนด้านขวาผ่านไปก่อน
    ๔ ทางแยกใดมีป้ายหยุด หรือสัญลักษณ์ หรือสัญญาณไฟกระพริบเตือนให้ระมัดระวังติดตั้งในเส้นทางใด ผู้ขับขี่ในเส้นทางนั้นต้องปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรนั้น และดูให้ปลอดภัยจึงจะขับผ่านไป
    ๕ กรณีมีรถอยู่ในทางร่วมหรือทางแยก คือ มีรถอยู่ในบริเวณใจกลางของทางแยกนั้นๆ ผู้ขับขี่รถไม่ว่าจะมาจากทางเอกหรือทางโท ต้องให้รถที่อยู่ในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน
    ๖ รถที่ขับขี่ออกมาจากถนนส่วนบุคคล ออกมาจากหมู่บ้าน ออกมาจากอาคารสำนักงาน หรือสถานที่ต่างๆ จะเข้าสู่ถนนสายหลัก ต้องหยุดให้รถสายหลักผ่านไปก่อน
    ๗ ทุกข้อที่กล่าวมานี้ทุกข้อ หากมีเจ้าหน้าที่ควบคุมหรือให้สัญญาณจราจรอยู่ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้นั้น

    ที่กล่าวมายืดยาวก็เพื่อที่จะให้ได้พิจารณาดูว่า ฝ่ายเราหรือคู่กรณี มีความบกพร่องตรงไหนบ้างที่ควรหยิบยกมาเป็นข้ออ้างหรือข้อต่อสู่ว่า “น่าจะมีส่วนประมาท”ด้วยเหมือนกัน

    รถที่ขับขี่ในทางเอกก็มีส่วนประมาทได้ เช่น ขับขี่รถผ่านทางแยกโดยใช้ความเร็วสูงเกินกฏหมายกำหนด รถที่ขับขี่ในทางโทมาถึงทางแยกก่อนในขณะรถที่ขับขี่ในทางเอกยังอยู่ในระยะห่างไกล แต่ด้วยเหตุที่รถที่ขับขี่ในเส้นทางเอกขับรถด้วยความเร็วและไม่ได้ชลอความเร็วลงเมื่อขับขี่ผ่านทางร่วมทางแยก และขณะนั้นรถในเส้นทางโทได้เข้ามาในบริเวณทางร่วมแล้ว หากเป็นเช่นนี้รถที่ขับขี่ในเส้นทางเอกต้องใช้ความระมัดระวัง เมื่อเกิดการโดนกันก็มีส่วนประมาทได้

    สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ จะหาพยานหลักฐานอะไรมาสนับสนุนว่าข้อเท็จจริงว่า มันเกิดขึ้นอย่างที่คุณอ้าง เช่นมีพยานบุคคล หรือมีร่องรอยห้ามล้อปรากฏอยู่บนพื้นถนน

    ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของผมนะครับ อาจไม่ถูกต้องก็ได้


  133. ขอขอบคุณท่านพล.ต.ต.อังกูร ที่ให้คำแนะนำดีๆ ในเบื้องต้นเราพนักงานได้ยอมรับคำวินิจฉัยของ พงส. ไปแล้วเพราะมีประกัน เพื่อความความสะดวกเร็วจะได้ทำงานทำการกันต่อไป

    ขอคำปรึกษาท่านอีกนิดหน่อยครับ เกิดอุบัติเหตุรถชนและมีคู่กรณีมอเตอร์ไซค์บาดเจ็บเล็กน้อยประมาณเลือดตกยางออก พาคนเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้วคุณหมออนุญาติให้คนเจ็บกลับบ้านได้ และก็มีรับความผิดถูกกันไปแล้วแต่ยังไม่ลงบันทึกประจำวัน แต่ พงส.ไม่อนุญาติให้นำรถที่ประสบอุบัติเหตุออกจาก สน. ได้เพราะว่ายังไม่ได้ตรวจสอบพิสูจน์และไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานจะต้องทิ้งรถไว้ก่อนไม่สามารถเอาออกไปใช้งาน กรณีนี้รถเสียหายเล็กน้อยมีลอยขีดขวดขูดเท่า สามารถใช้งานบนถนนอย่างได้ปลอดภัย มันสามารถจะมีวิธีการอื่นๆที่จะนำรถออกไปใช้งานก่อนได้หรือไม่ครับ พอดีกำลังจะทำทัวร์ท่องเทียวอยู่กลัวมีปัญหาไม่สามารกส่งลูกค้าได้ทันเวลา ถ้าไม่มีรถเปลียนให้ลูกค้าจริง

    ขอบคุณครับท่าน
    วิชัย


    • คุณวิชัย

      ขอเอารถออกไปก่อนมีทางทำได้ครับ เจรจากับพนักงานสอบสวนให้ดีๆ ความจริงพนักงานสอบสวนต้องการบันทึกรายงานการตรวจสภาพ พวกอุปกรณ์ ส่วนควบ เครื่องห้ามล้อของรถ ไว้ประกอบสำนวน คนที่จะตรวจและออกรายงานการตรวจได้ต้องเป็นผู้ชำนาญการ บางทีเจ้าหน้าที่หายาก สมัยผมอยู่ต่างจังหวัดผมเคยแก้ปญหาโดยไปขอเอาช่างจากอู่ซ่อมรถในท้องถิ่นมาตรวจแล้วทำรายงาน โดยบันทึกปากคำผู้ตรวจว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆของรถยนต์ ก็เคยใช้ได้มาแล้ว

      สำหรับกรณีของคุณวิชัย ด้วยเหตุผล
      ๑ สามารถตกลงกับคู่กรณีได้
      ๒ ดูแล้วจะไม่น่าจะถึงกับบาดเจ็บสาหัส ไม่จำเป็นต้องทำสำนวนการสอบสวน พนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับได้ จึงไม่จำเป็นต้องมีรายงานการตรวจสภาพ
      ๓ ปกติเมื่อผู้ขับขี่ไม่ได้หลบหนี เมื่อเจรจาตกลงค่าเสียหายกันได้ก็จะคืนรถ แต่ถ้าคนขับหลบหนีกฏหมายให้ยึดรถไว้จนกว่าจะมีการตกลงค่าเสียหายครับ
      ๔ เจรจากับพนักงานสอบสวนด้วยเหตุผลดีๆ เดี๋ยวก็มีทางออกให้ครับ


  134. ขอขอบคุณมากๆครับท่านผู้การ และบ้านหลังนี้มีแต่สิ่งดีๆให้ทั้งความรู้และคำปรึกษา

    ขอบคุณมากๆครับ
    วิชัย


  135. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    ขอเรียนปรึกษาค่ะ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซร์ชนกัน ทางดิฉันวิ่งมาทางตรง และคู่กรณีขับรถสวนมาและเลี้ยวตัดหน้าเพื่อจะข้ามสะพาน ผมตัดสินใจอะไรไม่ถูกจะหลบด้านข้างก็เป็นสะพาน คู่กรณีมากัน 2คน คนขับเป็นเด็กผู้หญิง คนซ้อนท้ายเป็นแม่ ซึ่งพักรักษาตัวใน รพใ


  136. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    ขอเรียนปรึกษาค่ะ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซร์ชนกัน ทางดิฉันวิ่งมาทางตรง และคู่กรณีขับรถสวนมาและเลี้ยวตัดหน้าเพื่อจะข้ามสะพาน ดิฉันจึงตัดสินใจอะไรไม่ถูกจะหลบด้านข้างก็เป็นสะพาน คู่กรณีมากัน 2คน คนขับเป็นเด็กผู้หญิง คนซ้อนท้ายเป็นแม่ (ไม่มีใบขับขี่,ไม่สวมหมวกกันน๊อค)ซึ่งพักรักษาตัวใน รพ. ประมาณ1 สัปดาห์ ส่วนผมเย็บที่คาง 10 เข็ม กลับบ้านได้ เนื่องจากใส่หมวกกันน๊อก แต่มอเตอร์ไซร์พังยับ เสียค่าซ่อมรถไปหลายพันบาท ผมก็ไปเยืยมคู่กรณีตลอดว่าเป็นอย่างไรบ้าง จะได้นัดกันไปที่โรงพัก แต่คู่กรณีก็ไม่ยอมไป บอกว่าไม่ว่างตลอด สอบถามทางตำรวจเค้าก็บอกว่า ให้รอเดียวเค้านัดเอง (คู่กรณีรู้จักตำรวจ) แต่ผ่านมา 1 เดือนแล้วก็ยังไม่คืบหน้าอะไร ยังไม่ได้สอบสวนว่าฝ่ายใดประมาณ ข้อปรึกษาดังนี้ค่ะ
    1. หากจะขอค่าซ่อมรถ จากทางคู่กรณีสามารถทำได้ไหมค่ะ
    2. ทางคู่กรณีเจ็บมากกว่า ทางดิฉัน
    3. หากทางคู่กรณีไม่ยอมจ่าย สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างค่ะ
    4. ถ้าผลสอบสวนว่าทางคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด ทางคู่กรณีสามารถเรียกร้องจากดิฉันได้ไหมค่ะ
    5. คดีความแบบนี้มีอายุความกี่ปีค่ะ

    ขอบคุณค่ะ


    • คุณส้ม

      ๑ จะต้องชี้ก่อนว่า ใครฝ่ายถูก ใครฝ่ายผิด หรือว่าผิดทั้งคู่ คำว่าผิดในที่นี้ก็คือ “ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒” ฉะนั้นไปหาซื้อกฏหมายฉบับนี้อ่าน อย่างน้อย ๒ เที่ยว

      ๒ คดีของคุณน่าจะปรับเข้าได้กับ มาตรา ๕๒ “ในทางที่เดินรถสวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ กลับรถ หรือ เลี้ยวรถทางขวา ในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมา ในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น”

      ๓ เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูกแล้ว คุณมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย ทั้งค่ารักษาบาดแผล ค่าซ่อมรถ โดยไม่คำนึงถึงว่าฝ่ายผิดจะเจ็บมากหรือน้อยกว่า เมื่อผิดก็ต้องชดใช้

      ๔ กรณีไม่ยอมจ่ายก็ต้องฟ้องร้องกัน ประการแรกต้องให้ตำรวจสอบสวนก่อน ตำรวจจะชี้ขาดว่าใครผิด ใครถูก ตามที่ผมบอกไปข้อ ๑ ถ้าคู่กรณีไม่เชื่อตามคำตัดสินของตำรวจก็ต้องไปพิจารณากันที่ศาล ถึงตอนนี้คุณต้องจ้างทนายความ อย่าไปสู้คดีเอง ขั้นตอนบนศาลมีเยอะ คนที่จะไปศาลเขาเรียกว่า “ค้าความ” เมื่อจะค้าความก็ต้องลงทุนจ้างทนาย

      ๕ เมื่อเป็นฝ่ายผิดแล้วเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังมีโทษทางอาญาอีก

      ๖ อายุความขึ้นอยู่กับความหนักเบาของการบาดเจ็บ สาหัสหรือไม่สาหัส สอบถามทางตำรวจ เขาชี้แจงคุณได้ทุกเรื่อง ถ้าร้อยเวรไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ คุณก็พบผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไปตามลำดับชั้น ตำรวจมีหน้าที่รับใช้ประชาชน คุณใช้สิทธิ์ให้ถูก สำคัญ คุณรู้เรื่องการจราจรแค่ไหน อ่านกฏหมายจราจรเสียก่อนนะครับ.


  137. ขับรถกระบะตามถนนสายพิษณุโลก-นครสวรรค์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุสี่แยกหนองอ้อ ขณะที่ขับมาได้สัญญาณไฟเขียวพอเข้าถึงแยกเป็นสัญญาณไฟเหลืองขณะที่ขับผ่านแยกมีรถบรรทุกอย่อในช่องทางด้านซ้ายรถกระบะขับในช่องทางที่ 2 เมือจะพ้นแยกปรากฏว่ามีรถ จยย.ขับออกมาเฉี่ยวชน (จยย.อ้างได้สัญญาณไฟเขียว)ไม่ทราบว่าคนขับรถกระบะ เป็นฝ่ายผิดตาม พงส.แจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่


    • คุณธวัชครับ

      เรื่องขับรถโดนกันในทางแยกที่มีสัญญาณไฟ เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนปวดหัวมาก ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าได้สัญญาณไฟเขียว จึงต้องหาพยานอื่นประกอบ เช่น พยานบุคคล แต่พยานบุคคลก็เชื่อไม่ค่อยได้เพราะมีการเสริมแต่งกันได้ จะเอาเวลาที่รถโดนกันเป็นตัวตั้งแล้วนำไปสู่การคำนวณเวลาว่า ขณะเกิดเหตุช่องทางใดได้สัญญาณไฟเขียว ก็อาจจะคลาดเคลื่อนได้เพราะเวลาที่รถโดนกันไม่แน่นอน เป็นเพียงการประมาณ

      บางครั้งต้องนำหลักสามัญสำนึก หรือ กฏธรรมชาติของมนุษย์มาปรับใช้ ตามปกติเมื่อรถหยุดรอสัญญาณไฟ กฏหมายให้หยุดรถสนิทอยู่กับที่ หลังเส้นสีขาวปากทางแยก ปลดเยร์เป็นเกียร์ว่าง แต่ยังคงติดเครื่องยนต์อยู่ เมื่อได้สัญญาณไฟเขียวแล้วจึงเข้าเกียร์ขับเคลื่อนออกไป กรณีหากมีรถขวางอยู่ในบริเวณกลางทางแยก รถที่ขับเคลื่อนออกไปต้องใช้ความระมัดระวัง

      คนธรรมดาเมื่อเห็นว่ามีรถอื่นขวางอยู่ข้างหน้าไม่มีใครขับเข้าไปชนหรอกครับ เพราะกลัวเจ็บ กลัวรถตนเองเสียหายด้วย ที่ชนกันเพราะไม่เห็น การที่ไม่เห็นก็หมายถึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูให้ปลอดภัยเสียก่อน ถือว่าประมาท

      ในกรณีที่ไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดประมาท ตำรวจมักจะตั้งข้อหาผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายว่า “ขับรถประมาท เป็นเหตุให้ชนกันทรัพย์สินเสียหาย ฯ แล้วค่อยสอบสวนไป เมื่อชัดเจนว่าฝ่ายใดน่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องระมัดระวังมากกว่าก็จะฟ้องฝ่ายนั้น ถ้าเป็นว่าไม่ได้ระมัดระวัง หรือมีความบกพร่องทั้งสองฝ่ายก็จะฟ้องทั้งคู่

      ศาลจะเป็นผู้พิจารณาเองว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทครับ


  138. บน สิงหาคม 18, 2010 at 11:11 pm | ตอบกลับ ขาย Nokia N97 เครื่องแท้ 5000บาท

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีครับ


  139. ขออนุญาตเรียนถามเรื่อง อุบัติเหตุรถชนค่ะ รถยนต์ชนกับมอร์เตอร์บริเวณสี่แยก ในหมู่บ้านการเคหะ2 ไม่ได้เป็นผู้ประสบอุบัติเหตุเอง แต่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ สภาพที่ปรากฎคือ รถยนต์วิ่งมาทางถนนหลักจะข้ามแยก มอร์ไซต์วิ่งมาจากถนนอีกเส้นหนึ่งจะข้ามแยกเช่นเดียวกัน รถยนต์ชนกลางค้นมอร์เซอร์ไซต์ (ยังไม่เลยสี่แยก ทางที่มอร์เตอร์ไซต์วิ่งมาเป็นถนนเลนเดียว ไม่ใช่ทางวันเวย์) รถไม่เสียหายมากทั้งสองค้น เพราะคนขี่มอร์เตอร์ไซต์บอกว่า มองไม่เห็นว่ามีรถยนต์วิ่งมา แต่รถยนต์เห็นว่ามีมอร์เตอร์ไซต์กำลังจะข้ามแยก เมื่อคนขี่มอร์เตอร์ไซต์เห็นรถยนต์ ก็เบรค ซึ่งตรงจุดโดนชนก็เบรคจนรถมอร์เตอร์ไซต์เกือบหยุดแล้ว สรุปว่าเมื่อเจ้าของรถทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ร้อยเวร ให้ไปที่ สภ.เมืองจันทบุรี แล้วร้อยเวรจะให้ผู้ขับขี่มอร์เตอร์ไซต์จ่ายค่าปรับฝ่ายเดียว โทษฐานขับรถโดยประมาท ส่วนเจ้าของรถยนต์ไม่มีความผิดใด ๆ ร้อยเวรบอกว่า ดูที่เกิดเหตุไม่มีรอยรถยนต์เบรค ถ้าขับรถโดยประมาท ต้องมีรอยเบรครถ ก็ไม่ทราบว่าใครผิดใครถูกนะคะ…ถามร้อยเวรว่า แล้วถ้าไม่ยอมล่ะคะ ร้อยเวรตอบว่า ร้อยเวรพิจารณาแล้วคุณคือคนผิดคนเดียว ก็เลยยอมเสียค่าซ่อมรถให้ฝ่ายถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ (ร้อยเวรยืนยันแบบนี้) ไป 3,000 บาท แล้วก็ไม่เอาความกันต่อไป…แต่ติดใจจริง ๆ ค่ะ อยากได้แนวทางในการพิจารณาคดีความแบบนี้ ประดับสติปัญญาจริง ๆ ค่ะ…


    • คุณจิตติมาครับ

      ๑ กรณีรถชนกันในบริเวณทางแยก ขอให้ดูรายละเอียดที่ผมได้ตอบให้กับคุณวิชัยฯไปแล้ว กฎเกณฑ์กติกาอันเดียวกัน

      ๒ กฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่รถทุกคันชลอความเร็วขณะจะขับขี่ผ่านทางแยก(เว้นแต่กรณีได้สัญญาณไฟเขียว ในขณะที่ขับขี่ผ่านแยกที่มีสัญญาณไฟควบคุม)

      ๓ แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟควบคุม รถในทางโทต้องยอมให้รถทางเอกผ่านไปก่อน

      ๔ การที่ปรากฏรอยห้ามล้อในพื้นถนนที่เกิดเหตุแสดงว่าขับขี่ผ่านทางแยกด้วยความเร็วสูง รอยห้ามล้อที่ปรากฏนั้นเกิดจากการที่ระบบกลไกจับล้อจนหยุดหมุน แต่ด้วยแรงเฉื่อยของความเร็วพาล้อไถไปกับพื้นจนเกิดเป็นรอย พนักงานสอบสวนมีสูตรในการคำนวณว่ารอยที่ปรากฏนั้นความเร็วของรถควรจะเท่าไร จากหลักฐานอันนี้เองทำให้พนักงานสอบสวนฟันธงว่ามอเตอร์ไซด์ผิดฝ่ายเดียวถึงแม้จะเป็นฝ่ายถูกชนก็ตาม


  140. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร
    ขอเรียนปรึกษาครับ พ่อของผมเป็นข้าราชการบำนาญ ตชด.ค่ายนเรศวร เออรี่มาตั้งแต่ปี 2547 โดนรถตู้โดยสายชนเสียชีวิต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ โดยตกลงกันไม่ได้ เล่าเรื่องดังนี้ เมือวันที่ ๑ ตุลาคม พ่อของผมได้โดนรถยนต์ตู้โดยสารหัวหิน กรุงเทพ ฯ ไม่ได้จดทะเบียนป้ายเหลืองชน บริเวณ ก่อนขึ่นสะพานข้ามทางรถไฟ เข้าเขต อำเภอชะอำ (คอสะพานมีคนเห็นเหตุการณ์ ให้ความว่ารถตู้ เสียหลัก มาชนรถจักรยานต์ยนต์ พ่อผมกระเด็นออกจากจักรยานต์ยนต์ ไปกระแทกกับปูนกั้นข้างสะพานหมวกกันน็อกหลุด เสียชีวิต ทัน ทีในที่เกิดเหตุ สภาพภายนอกไม่เป็นอะไร ภายในกระดูกหัก กระโหลกแตก แต่คนขับรถตู้ยังไห้การปฏิเสธ (อ้างว่าทางพ่อผมขับจักรยานยน์ตัดหน้า ทั้ง ๆ ที่ตรงเกิดเหตุ ไม่ได้มี่ทางตัดแยก (วันนั้นฝนตกปรอย ๆ ) แต่ผมมีพยานที่เกิดเหตุ เป็นเจ้าของอู่ เห็นเหตุการณ์ตลอด เนื่องจากบริเวณดังกล่าว เคยมีอุบัติเหตุเป็นประจำเวลาที่มีฝนตก ทั้งรถหมุน เสียหลัก เนื่องจากเวลาฝนตกจะมีน้ำใหล ลงมาจากบนสะพาน เป็นประจำ และ เจ้าของอู่คนนี้จะเข้าไปช่วยผู้ประสพเหตุเป็นประจำ โดยให้ความว่า รถตู้เสียหลักมาชนท้ายรถของพ่อผม แต่ทางคนขับรถชื่งเป็นลูกจ้าง ได้มีพยานในรถตู้โดยสาร โดยให้การว่าพ่อผมเป็นคนขับรถตัดหน้า ทั้ง ๒ คน ซึ่งหลังจากนั้นผมได้ซืบหาคนที่นั่งในรถ มาให้ร้อยเวรสอบอีกหนึ่งคน แต่ให้การไม่ตรงกับพยานที่นั่งอยู่ในรถทั้งสองคนนั้น แต่ให้การสอดคล้องกับเจ้าของอู่รถ หลังจากนั้นตกลงกับคนขับรถไม่ได้ จึงได้มีการฟ้องร้องกัน ขณะนี้ ก็เข้า ไป ๑๐ เดือนหลังจากที่เกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ร้อยเวร เจ้าของคดี เพิ่งยื่นเรื่องต่ออัยการเพื่อทำการฟ้องอาญา ทางผมก็ฟ้องแพ่ง เหตุที่ฟ้องเนื่องจากวันที่ตกลงกันไม่ได้ ทางแม่ของผมจะไม่ได้ติดใจอะไรกัน แต่ทางประกันประจำรถตู้แสดงอาการไม่สำรวมมีการพูดคุยกับคนขับรถอย่างสนุกสนาน ซึ่งทางผมเป็นผู้เสียหาย (พ่อเสียชีวิต) จึงเรียกร้องกันและตกลงกันไม่ได้ ทางเจ้าของรถตู้เข้ามาเป็นเจ้าภาพงานศพ ๑ วัน และ ช่วยเงินใส่ซอง ๓๐๐๐ บาท หลังจากนั้นไม่ได้มีการติดต่ออะไรกันเลย รอ ส่งฟ้องจนกระทั่ง ๑๐ เดือน ครับ ผมจึงเรียนถามท่านว่า ลักษณะรูปการณ์ อุบัติเหตุครั้งนี้ ที่ฟ้องอาญา ทางผมจะมีโอกาสชนะหรือไม่ ตำรวจตั้ง ว่าคนขับรถตู้ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ และ เสียชีวิต ครับ (หมายเหตุ พยานในที่เกิดเหตุนอกจากจะมีเจ้าของอู่แล้วยังมีเจ้าของร้านเครื่องเสียง และ อีกหลาย ๆ คนครับ) จึงเรียนมาเพื่อขอความารู้ และ ขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ. โอกาสนี้ (ลูกชาย ด.ต.สมนึก ทนงจิตต์)


    • คุณชาติณรงค์ครับ

      ๑ ไม่ทราบว่าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคนขับรถตู้ต่อศาลหรือยัง ควรติดตามเรื่อง ไปพบกับพนักงานอัยการเพื่อปรึกษารูปคดี พนักงานอัยการจะให้คำแนะนำได้ (พนักงานอัยการมีสิทธิ์ที่จะมีความเห็นในทางคดีที่ไม่ตรงกับพนักงานสอบสวนได้)

      เวลาเดียวกัน คู่กรณีก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าหาอัยการเหมือนกัน ไปพบพนักงานอัยการ พูดคุยดูก็พอจะเดาได้ว่ามีช่องทางชนะคดีแค่ไหน เพียงใด ถ้าฟังแล้วไม่ค่อยแน่ใจ แนะนำให้หาทนายความเป็นโจทก์ร่วมเสริมเข้าไปอีก

      ๒ พยานในคดีก็มีความสำคัญ อย่าลืมดูแลพยาน ไปมาหาสู่ อย่าให้เขาเปลี่ยนใจนะครับ

      ๓ เรื่องการได้เปรียบ หรือเสียเปรียบในทางคดี มีหลักพิจารณาใหญ่ๆคือ เรื่องของช่องทาง จุดที่เกิดเหตุอยู่ในช่องทางของใคร ใครมีสิทธิ์ในช่องทางมากกว่ากัน ใครเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากัน ใครเป็นฝ่ายที่ไม่ปฎิบัติตามกฎจราจรจนเป็นเหตุให้โดนกัน หลักของการขับขี่รถก็อยู่ใน พ.ร.บ.จราจรทางบกฯนั่นแหละ คิดว่าคงอ่านไปหลายเที่ยวแล้ว ขอเอาใจช่วยครับ.


  141. เรียนท่าน พล.ต.ต.อังกูร

    ขอเรียนปรึกษาค่ะ เมื่อวานหนูโดนมอเตอร์ไซค์ย้อนศรใชน ในขณะที่กำลังจอดรอเลี้ยวขวาเข้าซอย รถหนูจอดใกล้กับรั้วกั้นกลางถนน ซึ่งเป็นจุดให้จอดรอเลี้ยว รถชนตรงบริเวณด้านหน้าประตูด้านคนขับ ทำให้เปิดประตูไม่ได้ ชนแล้วหนี แต่หนูจับทะเบียนรถเค้าได้ หนูโทรแจ้งประกันเสร็จแล้วก็รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เค้าเช็คทะเบียนเสร็จก็ทราบว่าเป็นของใคร เจ้าของรถกับคนที่ชนเป็นคนละคนกัน ซึ่งคู่กรณียังไม่เข้ามาไกล่เกลี่ยกัน แต่ตำรวจพูดเหมือนกับว่าให้หนูยอม เพราะยังไงประกันก็ต้องซ่อมรถให้หนูอยู่แล้ว หนูอยากถามว่า
    1. หนูควรดำเนินคดีต่อหรือไม่ถ้าคู่กรณีไม่มาหรือมาแล้วพูดไม่ดี
    2. หนูจะสามารถจะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้บ้าง ( ค่าเสียเวลา, ค่าทำขวัญ ) แต่หนูไม่ได้บาดเจ็บ เพียงแค่เจ็บใจเพราะเป็นรถใหม่ป้ายแดง
    3. ราคาประเมินค่าซ่อมอยู่ที่ 4,500 บาท หนูสามารถเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีได้เท่าไหร่
    4. หนูจะผิดด้วยไม๊ค่ะ เพราะหนูยังไม่มีใบขับขี่ค่ะ ต้องเสียค่าปรับไม๊ค่ะ เท่าไหร่
    5. ถ้าเรื่องไม่จบ คู่กรณีไม่มา ประกันจะซ่อมรถให้หรือเปล่าค่ะ
    6. แล้วหนูจะดำเนินคดีต่ไปอย่างไร ต่อจากข้อ 5
    จึงเรียนมาเพื่อขอปรึกษา ขอคำแนะนำ และ ขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ. โอกาสนี้
    รบกวนรีบตอบด้วยนะค่ะ ตำรวจนัดตอน 9 โมงเช้า หนูยังเบลอๆไม่รู้จะพูดจะทำยังไงเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ


    • คุณกวิสสรา

      ๑ ถ้าเป็นกรณีชนแล้วหนี พนักงานสอบสวนจะต้องติดตามไปเอารถมายึดไว้จนกว่าจะมีการปฎิบัติการเรื่องค่าเสียหาย รายของคุณมีประกัน ยังไง ๆบริษัทประกันเขาก็ต้องเอาเรื่องอยู่แล้ว เพราะจะต้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายจากคู่กรณี แต่ถ้าคุณไม่ติดใจดำเนินคดี ตำรวจก็จะสบาย ไม่ต้องไปเสียเวลาติดตาม แต่คุณจะเจ็บใจเสียดายของ

      ๒ เรื่องค่าเสียเวลา ค่าทำขวัญคงไม่มี อาจจะเรียกเงินชดเชยในกรณีที่คุณต้องเสียเงินเช่ารถอื่นใช้ในขณะที่รถคุณต้องเข้าซ่อม แต่คุณต้องมีหลักฐาน สัญญาเช่ารถ ใบเสร็จค่าเช่า ฯ และจะต้องฟ้องร้องต่อศาลเท่านั้น ในชั้นโรงพักไม่เคยมีใครจ่าย ส่วนมากจะถ้าให้ไปฟ้อง เพราะการฟ้องเสียเวลา เสียเงินค่าทนาย

      ๓ ค่าซ่อมเท่าไรก็ต้องเท่านั้นส่วนเรื่องค่าเสียหายอื่น เช่นค่าเสื่อมสภาพ ต้องฟ้องศาลเรียกครับ

      ๔ เรื่องขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่สำคัญมากเลยนะครับ บริษัทประกันภัยจะไม่จ่ายค่าเสียหายใดๆทั้งสิ้น ติดต่อกันให้ดีนะครับ

      และ หากพิสูจน์ได้ว่าการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเพราะคุณไม่มีความรู้ ความสามารถในการขับขี่รถ จนเป็นเหตุให้รถโดนกัน คุณอาจมีส่วนประมาทได้ หากมีปัญหาในประเด็นนี้คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า คุณมีความรู้ ความสามารถในการขับขี่รถและรู้กฎจราจร

      ๕ ประกันซ่อมให้แน่นอนเมื่อมีคู่กรณี ถ้าคู่หนีก็เป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องติดตาม เรื่องที่ประกันไม่จ่ายมีเรื่องเดียวคือ ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถ

      ๖ ถ้าบริษัทประกันไม่จ่าย เพราะคุณไม่มีใบอนุญาตขับขี่ คุณมีสิทธิ์เรียกเอาจากคู่กรณีครับ


  142. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร ครับ
    กระผมมีเรื่องขอเรียนปรึกษาดังนี้ครับ
    เมื่อวันอังคารที่ 24 ส.ค. 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. กระผมได้ขับรถกระบะ 4 ประตูชนกับจักรยานยนต์ รายละเอียดดังนี้ ครับ
    1.สถานที่เกิดเหตุเป็นทางแยก(3 แยก) จะเป็นแยกซ้ายของเส้นทางเดินรถของกระผมและเป็นแยกขวาของทางเิดินรถที่ส่วนทางมา(ถนน 2 เลนครับ)
    2.เมื่อผมขับรถมาใกล้สถานที่เกิดเหตุได้ลดความเร็วลงมาประมาณที่ 30-40 กม./ชม. และมองดูรถเลนที่สวนมาและจะเลี้ยวจอดรอและให้สัญญาณไฟเลี้ยวเป็นรถกระบะแคปมีหลังคาแครี่บอยทรงสูง และจักรยานยนต์อีกประมาณ 2- 3 คันรอเลี้ยวครับ
    3.รถจักรยานยนต์คู่กรณีได้ขับมามามองเห็นตลอด(คู่กรณีก็จะเลี้ยวขวา)จนกระทั้งรถคู่กรณีลับสายตาผมเนื่องจากขับเข้าใกล้กับรถกระบะ(หลังคาแครี่บอยทรงสูง)ที่จอดรอเลี้ยว
    4.ผมจึงเข้าใจว่ารถทุกคันจอดเพื่อรอเลี้ยวหมดอล้วผมจึกขับตรงไป ปรากฎว่ารถจักรยานยนต์คู่กรณีขับออกมาจานกท้ายรถกระบะคันที่จอดรอและบังสายตาผมในระยะกระชั้นชิดผมพยายามหักหลบแต่ไม่พ้นเนื่องจากสถานที่จำกัด(กลัวชนเสาไฟฟ้า)ทำใหู้้คู่กรณีบาดเจ็บที่ช่อมทางเดินรถฝ่ายผมและผมได้จอดรถทันทีและลงไปอ้มผู้บาดเจ็บขี่รถไปส่งโรงพยาบาลทันทีจึงไม่ได้ดูรถผู้เจ็บมากนักรู้แต่ว่าเก่าพอสมควร)
    5.ผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิง ทราบภายหลังว่าอายุ 61 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านระแวกที่เกิดเหตุกับสามีซึ่งมีอาการป้ำๆเป๋อ(ภาษาบ้านว่าไม่เต็ม)มีลูก 2 คน ชายหนึ่งหญิง 1 ทำงานที่กรุงเทพหมด(ลืมบอกผมอยู่ต่างจังหวัดครับ)และมีหลานด้วย 1 คน ลูกของลูกสาวครับ
    6.โรงพยาบาลประจำอำเภอได้เอกซเรย์ปรากฏว่า ขาหัก แขนหัก จึงส่งตัวไปจังหวัด ผมได้ตามไปและอยู่คุยกับน้องชายผู้บาดเจ็บจนถึง 6 ทุ้ม แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงได้ เนื่องจากน้องชายผู้บาดเจ็บให้เหตุผลว่ารอลูกที่จะกลับมาถึงวันพรุ้งนี้ก่อนครับ ผมจึงได้ลากลับบ้าน
    7.วันรุ่งขึ้น(25 ส.ค.)ผมว่าจะไปเยี่ยมแต่รับโทรศัพย์จากน้องชายผู้เจ็บว่าไว้มาพรุ้งนี้(26 ส.ค.)ก็ได้อาการของผู้เจ็บดีขึ้นแล้วจึงไม่ได้ไปครับ
    8.ผมได้ถามน้องชายของผู้เจ็บว่าได้ไปแจ้งความหรือยังน้องผู้เจ็บบอกว่าแจ้งแล้วแต่ตำรวจลงบันทึกไว้ก่อนอยากให้ลองไกล่เกลี่ยกันก่อน
    9.แต่ทางโรงพยาบาลแนะนำให้แจ้งความและเอาใบแจ้งความมาเป็นหลักฐานในการเคลมประกันรักษาคู่กรณีครับ(ประกันชั้น 3)
    10.ผมอยากเรียนถามว่าถ้าผมแจ้งความหรือญาติคนเจ็บแจ้งความแล้วคดีจะต้องขึ้นศาลทุกครั้งหรือไม่ครับ
    11.ผมสงสารคนเจ็บมากเนื่องจากสูงอายุและชีวิตความเป็นอยู่(แต่เรื่องฐานะผู้เจ็บก็มีกินมีใช้สบายครับ)ถ้าผมให้การว่าโดนตักหน้าจนเจ็บจะผิดใหม่ครับ
    12.ถ้ามีการแจ้งความผมควรให้การอย่างไรครับเพื่อให้เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย
    13.ถ้ามีการยอมความกัน ควรจะมีค่าทำขวัญ(ผมยอมจ่าย)ประมาณเท่าไหร่ครับจึงจะเหมาะสม(ลืมให้ข้อมูลรถคู่กรณีเป็นรถขี่ไปไร่ไปนาจึงไม่มีเอกสารอะไรเลยแม้กระั้ทั้งใบขับขี่ทราบภายหลัง เิกิดเหตุในเขต ตำบลครับ)
    14.สุดท้ายผมควรจะดำเนินการอย่างไรดีครับกับเรื่องที่เกิดขึ้นยอมรับว่าวิตกมากเนื่องจากไม่เคยประสบณ์มาก่อนครับ
    สุดท้ายขอขอบพระคุณและขอให้ ท่านพล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท จงพบแต่ความสุขความเจริญที่ช่วยให้ความสว่างหรือแนวทางแก้ไขเหตุการต่างๆโดยตรงไปตรงมาพร้อมแทรกข้อคิดบวกกับคุณธรรมและจริยธรรมที่เพื่อนมนุษย์พึงมีต่อกันซึ่งปนอยู่ในคำตอบ
    ขอแสดงความนับถือ


    • เรียน นายช่าง

      ๑ จากคำอธิบาย ผมเข้าใจว่านายช่างขับขี่รถในเส้นทางตรง และจะขับขี่ตรงผ่านทางแยกไป รถอื่นจะต้องหยุดรถ ยอมให้รถในทางตรงผ่านไปก่อน เป็นหลักสากล พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯมีบัญญัติไว้ใน ม.๕๒ ดังนั้นรถคู่กรณีน่าจะเป็นฝ่ายที่ไม่ปฎิบัติตามกฏจราจรซึ่งถือว่าประมาทนะครับ

      ๒ เมื่อเกิดการชนกันขึ้น ไม่ว่าจะในลักษณะใดก็ตาม พนักงานสอบสวนชอบที่จะแจ้งข้อหาผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายว่า “ขับรถประมาท เป็นเหตุให้ชนกัน…” แล้วก็ทำการสอบสวนไป เมื่อฟังได้ว่าฝ่ายใดประมาทก็ฟ้องฝ่ายนั้น ฝ่ายไหนปฎิบัติตามกฎก็ถือว่าได้ใช้ความระมัดระวังแล้วก็จะสั่งไม่ฟ้อง เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ต้องกลัวหรอกครับ รถที่ขับในทางตรงย่อมได้เปรียบกว่ารถที่เลี้ยวครับ

      ๓ เรื่องความเห็นใจ ความสงสารก็เป็นอีกส่วนหนึ่งครับ รถนายช่างมีประกันประเภทสาม ซึ่งรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับคู่กรณี อันนี้ประกันจะจ่ายเมื่อฝ่ายที่เอาประกันเป็นฝ่ายผิดนะครับ ผมดูแล้วนายช่างไม่น่าจะผิด ไม่ทราบว่าบริษัทประกันจะยอมหรือไม่ เพราะบริษัทประกันก็มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเหมือนกัน ถ้าประกันยอมก็ไม่เป็นไร(แต่ผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้)

      ๔ คดีรถชน ถ้ามีผู้บาดเจ็บสาหัส (กระดูกหักถือว่าสาหัส) พนักงานสอบสวนจะต้องทำสำนวนการสอบสวน ส่งพนักงานอัยการ (ถ้าไม่สาหัสก็ไม่ต้องทำสำนวน จะเป็นคดีลหุโทษ เปรียบเทียบปรับชั้น สน.ได้) การทำสำนวนการสอบสวนก็มิได้หมายความว่าจะต้องไปขึ้นศาล ถ้าหากปรากฏว่าฝ่ายชนไม่ได้ประมาท เป็นเรื่องที่ผู้บาดเจ็บประมาทเลินเล่อเอง พนักงานสอบสวนจะสั่งไม่ฟ้องผู้ขับขี่ที่ขับไปชน เรื่องก็ไม่ไปถึงศาลครับ

      ๕ การให้การ ควรให้ไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ

      ๖ การที่ผู้ขับขี่รถไม่มีใบอนุญาตขับขี่ พนักงานสอบสวนจะต้องสอบให้ได้ความว่า ผู้นั้นมีความรู้ความสามารถในการขับรถ รู้กฎการจราจร ถ้าไม่ม่ความรู้ในการใช้รถ ใช้ถนน ไม่รู้กฏการขับรถเลยก็ถือได้ว่าประมาทเหมือนกัน

      ๗ ปกติค่าเสียหาย ค่าทำขวัญ ฝ่ายที่ทำผิด หรือฝ่ายที่กระทำละเมิดจะเป็นผู้จ่าย ถ้าไม่ใช่ฝ่ายผิดแล้วก็ไม่ควรจ่าย ส่วนเรื่องการให้เพราะความสงสารเห็นใจ เป็นเรื่องสมัครใจ ให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ จำนวนเท่าไรแล้วแต่ฝ่ายเราจะให้

      ๘ ผมว่านายช่างควรจะคุยกับพนักงานสอบสวน ถ้าเป็นกรณีนายช่างขับรถในทางตรง คู่กรณีจะเลี้ยวขวาได้ก็ต่อเมื่อรถนายช่างผ่านไปก่อน การที่คู่กรณีไม่ปฎิบัติตามกฏจราจรจึงเกิดการชน คู่กรณีน่าจะเป็นฝ่ายประมาท แล้วให้พนักงานสอบสวนชี้แจงให้คู่กรณีเข้าใจ ส่วนจะช่วยเหลือกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ


  143. เรียน ท่าน พล.ต.ต. อังกูร ครับ
    รบกวนสอบถามหน่อยครับ

    ผมขับรถยนต์ชนจักรยานไฟฟ้าครับ
    เรื่องมีอยู่ว่า ผมขับรถวนวงเวียนมา แล้วพอเข้าทางตรง ผมอยู่เลนที่ 2
    ถนนจะเป็นถนน 3 เลนครับ มองไปด้านหน้าเห็นรถยนต์อยู่เลนที่ 2
    และมองไปเลนที่ 3 ว่างยาว ผมจึงแซงขวาไปครับ ไปได้สัก 60-70 เมตรผมก็จะออกเลนซ้ายครับ ให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย และจังหวะนี้เองครับ ผมมองกระจกซ้าย ดูว่ามีรถตามหลังมารึเปล่า(มีรถตู้อยู่เลนที่ 2 ด้านซ้ายผม) พอผมมองกลับไปด้านหน้า ปรากฎว่า เลนที่ผมอยู่เลนที่ 3 เห็นรถจักรยาน อยู่ข้างหน้าผม (ประมาณ 10-20 เมตร) ผมจึงเบรกกระทันหัน จนเป็นเหตุให้ชนจักรยานคนดังกล่าว (ไม่แน่ใจว่า จักยานต์อยู่หน้ารถตู้แล้วปั่นออกมาเลนขวา หรือพึ่งกลับรถจากเลนตรงข้ามมา หรือว่าอยู่เลนขวานานแล้วแต่ผมไม่เห็น)
    ระยะเบรคที่เห็นที่พื้นประมาณ 15-20 เมตร

    ร้อยเวรไม่ได้มาที่เกิดเหตุครับ ผมจึงให้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อน
    และเรียกประกันไปที่โรงพยาบาลครับ

    เบื้องต้นผมให้คนเจ็บ scan สมอง กระดูก ทั่วตัว แพทย์บอกว่าสมองปกติ กระดูกไม่หัก ไม่ร้าว แต่มีที่กระดูกไหปลาร้าเคลื่อน
    แล้วก็เย็บศีรษะที่แตก สองแผลไป 10 เข็ม มีแผลถลอก ที่แขนขวา ที่ขา
    และใบหน้า
    ส่วนแขนขาขยับได้ตามปกติ แต่มีอาการปวดเมื่อตามตัว และคอ

    ผมจึงให้พักที่โรงพยาบาลก่อนรอดูอาการ (แพทย์เจ้งราวๆ 3 วัน)

    คราวนี้ผมก็คุยกับประกัน ทางประกันไม่ให้ผมรับผิด (ผมเล่าเหตุการณ์ให้เ้ค้าฟัง)

    และผมได้ไปกับญาติคนเจ็บ และประกัน ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.

    ลงบันทึกไว้ว่าเฉี่ยวชนกัน แต่ยังไม่ระบุคนผิด พอเสร็จประกันบอกจะไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล จนกว่าจะรู้ว่าใครถูกใครผิด คนไข้ต้องออกจากโรงพยาบาลมาให้ปากคำกับ ร้อยเวรก่อนซึ่งต้องให้ทางพนักงานสอบสวนลงความเห็นว่าทางผมประมาท
    เลยถามไปว่าแล้งใครจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดตอนออก ประกันบอกต้องคนเจ็บออกเอง ผมก็สงสารคนเจ็บ

    ซึ่งผมเองก็ไม่มีเงินมาก ถ้าสัก 20000 ผมมีจ่ายค่ารักษาได้ แต่นี่ดูเบื้องต้น คงไม่ต่ำกว่า 50000 บาท(รพ. เอกชนครับ)

    ผมจึงคุยกับญาตคนไข้ตรงๆ และผมไปที่ สน. อีกครั้ง ลงบันทึกเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวน ผู้ขับชน ประมาท และเอาบันทึกให้ทางประกันภัย ทางประกันภัยจึงยอมมาดูแลค่าใช้จ่ายให้

    สรุปนะครับ จากการที่คุยกับแพทย์ คงพักที่รพ. สัก 3 วันครับ หายดีแล้ว ก็ให้ผู้บาดเจ็บและญาติไปตกลงกันที่ สน. อีกครั้ง เรื่องสินไหมทดแทน และอื่นๆ

    ผมอยากถามว่าแบบนี้ผมต้องทำยังไงต่อครับ
    1.เมื่อบันทึกลงไปแล้วว่าผมประมาทผมจะมีความผิดอะไรบ้างครับ
    2.เมื่อไปที่ สน. พร้อมคนเจ็บ เพื่อตกลงงค่าสินไหมทดแทน ประกันจะเป็นคนจ่ายใช่มั้ยครับ แล้วค่าปลอบขวัญละครับ(เบื้องต้นผมให้เงินแม่คนเจ็บไป 2000 บาท เพื่อให้เดินทางมาเยี่ยมคนเจ็บ)
    3.ต้องลงบันทึกยินยอมความกันใช่มั้ยครับ สมควรลงว่ายังไงครับ

    รบกวนตอบที่ email ด้วยนะครับบ eng_ee4076@windowslive.com

    ขอบพระคุณครับ


    • คุณช่างไฟครับ

      ขอตอบในnetก่อนนะครับ

      ๑ คดีความบางเรื่องเมื่อผู้กระทำรับสารภาพผิดก็ไม่ต้องนำสืบ (เฉพาะบางเรื่องนะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องอาญาร้ายแรงแม้จะรับสารภาพก็ต้องนำสืบพยานหลักฐานก่อนว่ากระทำผิดจริง) สำหรับเรื่องขับขี่รถประมาทถ้าผู้ขับขี่รับสารภาพว่าประมาท ไม่ได้ระมัดระวังจนเป็นเหตุให้โดนกัน ก็ถือได้ว่าเป็นฝ่ายผิด ถ้าเป็นรถที่มีประกันต้องฟังเจ้าหน้าที่ประกันก่อนนะครับว่าเห็นพ้องกับคุณหรือไม่ จะรับผิดไปเสียทุกเรื่องไม่ได้ อย่างเช่นหากปรากฏชัดเจนว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดกฏจราจรเป็นเหตุให้โดนกัน ถ้าฝ่ายมีประกันไปรับผิดเสียเองเพื่อหวังให้ประกันจ่ายค่าเสียหาย ก็เท่ากับสมรู้กันฉ้อโกงทรัพย์บริษัทประกันภัย

      ผลจากการรับผิด ผู้ขับขี่รถจะมีความผิดฐานขับขี่รถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ โทษมีหลายขั้น ตั้งแต่ปรับ ถึงจำคุก ความหนักเบาของโทษขึ้นอยู่กับบาดแผลของผู้บาดเจ็บ ถ้าไม่ถึงสาหัสก็แค่เปรียบปรับ ถ้าสาหัสมีโทษจำคุกด้วยต้องไปศาล หากคดีไปถึงศาลก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจำคุกเพราะหากปรากฏว่าฝ่ายผิดได้ชดใช้ค่าเสียหายหรือตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อย ศาลจะพิพากษารอลงอาญา

      อย่างไรเรียกว่า”สาหัส” มีบัญญัติในกฏหมาย เช่น รักษา หรือต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน, หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว, เสียอวัยวะ ฯ (สอบถามพนักงานสอบสวนได้)

      ๒ เรื่องค่าเสียหายปกติจะทำระหว่างคู่กรณี คือฝ่ายขับขี่รถประมาทกับผู้บาดเจ็บเท่านั้น ส่วนบริษัทประกันนั้นเป็นเรื่องที่ผู้เอาประกันไปไล่เบี้ยเอาอีกที ปกติจะต้องไปตกลงพร้อมกัน ทั้งนี้บริษัทประกันมีเกณฑ์ที่จะจ่ายนะครับ บาดเจ็บขนาดไหนจ่ายเท่าใด ไม่ได้จ่ายตามอำเภอใจนะครับ ดังนั้นจำนวนเงินที่คุณจะจ่ายควรเป็นจำนวนที่ประกันรับได้ นอกเหนือไปจากนั้นคุณต้องจ่ายเอง

      ค่าทำขวัญ ค่าปลอบขวัญไม่มี มีแต่ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ เช่นทำให้ไปทำงานปกติไม่ได้ไป ๑๐ วัน ปกติจะมีรายได้จากการทำงานวันละ ๘๐๐ บาท ก็เอาจำนวนวันคูณเข้าไป เป็นต้น

      ๓ เมื่อตกลงกันได้ก็ต้องทำเป็นหนังสืออยู่แล้ว พนักงานสอบสวนจะเข้าใจจัดทำให้โดยให้ได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ตำรวจก็สามารถปิดคดี ฝ่ายผู้เสียหายก็พอใจไม่ต้องไปฟ้องร้อง ฝ่ายประกันก็นำไปยื่นบริษัทเป็นหลักฐานการจ่ายเงิน สำหรับคุณอาจจะต้องนำไปใช้ยื่นต่อศาลเมื่อคดีจะต้องไปถึงศาล

      ๔ แถมให้อีกข้อ หากคุณตกลงค่าเสียหายได้ในชั้นสถานีตำรวจ บางทีก็ไม่ต้องไปถึงศาล เพียงขอร้องพนักงานสอบสวน พูดจากันให้ดีๆ พนักงานสอบสวนสามารถทำให้เรื่องยุติในชั้นสถานีตำรวจได้ (ถ้าจะทำ)


  144. รบกวนสอบถามเรื่องค่าทำขวัญด้วยค่ะ
    กรณีรถเราชนท้ายเค้าและอีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บ
    แต่เค้ากลับมาเรียกค่าเสียเวลา ค่าเสียงานที่เค้าต้องใช้รถทำ
    เช่นนี้เราต้องจ่ายให้เค้าไหมคะ หรือประกันชั้น1ครอบคลุมอยู่แล้ว


    • คุณkan

      ค่าเสียหายอะไรก็ตามที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ สามารถเรียกร้องได้ เช่น รถเสียต้องเข้าซ่อม ระหว่างนั้นมีความจำเป็นต้องใช้รถจึงต้องไปเช่า มีหลักฐานการเช่ารถ อย่างนี้เรียกได้

      ค่าทำขวัญ ค่าตกใจ ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงิน ก็ยังเรียกได้ แต่ความลำบากที่ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นตัววัดว่าควรมากน้อยเพียงใดเลยเป็นปัญหา

      ผมใช้คำว่า “เรียกได้” แต่คู่กรณีจะจ่ายหรือไม่ต้องพิจารณาว่า ความเสียหายนั้นเกิดจาก “ความประมาท” หรือ “ละเมิด”ของคู่กรณีอย่างแท้จริงหรือไม่ และเป็นการสมเหตุสมผลหรือไม่

      ค่าเสียหายนั้น คู่กรณีจะเรียกจากฝ่ายที่กระทำละเมิดหรือประมาท กรณีฝ่ายประมาทได้ทำประกันไว้ผู้เอาประกันก็จะไปไล่เบี้ยเอาจากบริษัทประกันอีกที การที่จะชดใช้หรือตกลงอะไรกับคู่กรณีควรปรึกษาบริษัทประกันทุกครั้งว่ากรมธรรม์ที่ทำไว้ครอบคลุมหรือไม่ และ วงเงินที่จะจ่ายเหมาะสม หรือว่าสูงเกินไป บริษัทประกันมีกฏเกณฑ์ในการจ่าย มีเหมือนกันที่บริษัทประกันจ่ายให้ต่ำ ผู้เอาประกันจึงต้องควักเงินส่วนตัวเติมเข้าไป ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาการฟ้องร้อง

      การเจรจาค่าเสียหายที่ไม่ได้มีการฟ้องร้อง(นอกศาล) ชอบที่จะต่อรองกันได้ ทุกฝ่ายทราบดี หากไปถึงศาลต้องเสียเวลามากๆๆๆๆๆๆ และเสียเงินค่าทนาย ค่ายานพาหนะอีก หลายคดีจึงใช้วิธีเจรจากันนอกศาล หมั่นเจรจาครับ หลายๆครั้งก็ได้


  145. รบกวนสอบถามเพิ่มเติมครับ
    ณ ปัจจุบัน คนเจ็บได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วครับ
    พักที่โรงพยาบาล 1 คืน ครับ
    เย็บที่ศีรษะ 10 เข็ม มีแผลฉลอกที่ใบหน้า และแขนครับ
    หมอให้พักผ่อน 10 วัน รวมกับวันที่พักที่โรงพยาบาล 2 วัน ก็จะได้ 12 วัน
    แบบนี้ถือว่าไม่สาหัสใช่มั้ยครับ เพราะไม่ถึง 20 วัน

    แต่ที่ดูแล้วน่าเป็นห่วงที่สุด คงเป็นกระดูกไหปลาร้าครับ มันไม่หัก แต่ว่ามันเคลื่อนครับ ทางหมอเจ้าของไข้เค้าแจ้งว่าไม่ต้องผ่าตัด ต้องรอให้มันเข้าที่เอง
    ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึงจะเข้าที่ครับ แล้วแบบนี้มันจะเข้ากรณีสาหัสรึเปล่าครับ

    คราวนี้ผมก็นัดทางคู่กรณีไปที่ สน ครับ
    แล้วก็นัดประกันด้วยครับ

    จากที่คุยกับทางคู่กรณีแล้ว ทั้งคนเจ็บและทางแม่คนเจ็บเค้าไม่เรียกร้องอะไรครับ
    อาจจะเพราะที่ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ผมก็ไปดูแลคนเจ็บทุกวัน และไปส่งแม่คนเจ็บที่บ้านทุกวัน ไปนั่งคุยกับที่บ้านคนเจ็บ และก็ให้ค่าเดินทางแม่คนเจ็บไป สองพัน เพราะตอนเช้าผมไม่ได้ไปรับครับ

    คราวนี้ผมก็นัดเจรจาที่ สน ครับ ผมอยากถามว่า
    1.ทางคนเจ็บจะเรียกร้องอะไรจากทางผมบ้างครับ
    2.ค่าเสียเวลาไม่สามารถทำงานได้นี่ ทางประกันออกให้ใช่มั้ยครับ คิดเป็นรายวันตามที่หยุดจริง ที่แพทระบุ หรือตามที่คนเจ็บพักครับ
    3.แล้วค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องครับ ดูแล้วทางคู่กรณี พี่เค้าน่าจะต้องไปโรงพยาบาลอีก หลายครั้งครับ ส่วนที่ประกันหรือผมต้องจ่ายครับ
    4.เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต้องลงบันทึกว่ายังไงบ้างครับ
    5.ผมต้องเสียค่าปรับใช่มั้ยครับ กรณีที่ผมเป็นฝ่ายประมาท

    ขอบพระคุณครับ
    4.


    • เรียนคุณช่างไฟ

      ๑ คำว่าสาหัสหรือไม่จะต้องพิจารณาจาก
      (๑) ความเห็นของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะออกความเห็นก็ต่อเมื่อได้เห็นว่าอาการบาดเจ็บจะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นแล้ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา
      (๒) อาการที่เป็นจริง เช่น แพทย์ลงความเห็นว่าบาดแผลดังกล่าวนั้นใช้เวลารักษาไม่เกิน ๑๕ วันก็จะหายเป็นปกติ (ซึ่งเป็นความเห็นทางวิชาการ ที่มันควรจะเป็นเช่นนั้น) แต่ในความเป็นจริงผู้บาดเจ็บต้องไปนอนรักษาตัวที่บ้าน เดินเหิรไปไหนก็ไม่ได้ ต้องทนทุกขเวทนาเกิน ๒๐ วัน อย่างนี้ก็ถือว่าสาหัสตามกฏหมาย
      (๓) มีบาดแผลที่หน้า ทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
      (๔) มีอีกหลายข้อ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน(ตำรวจ) จะต้องไปสอบ บางทีคุยกันรู้เรื่อง ผู้บาดเจ็บไม่ติดใจ ตำรวจก็ใจดีพูดง่าย มันก็จบลงง่ายๆครับ

      ๒ ผู้บาดเจ็บจะเรียกร้องอะไรจากคุณได้บ้างนี่ขึ้นอยู่กับ คุณเป็นฝ่ายประมาท หรือเป็นฝ่ายผิด หรือไม่ สำคัญนะครับ ผิดหรือไม่ผิด สอบถามพนักงานสอบสวนเพราะท่านเป็นผู้ทำสำนวน และ บริษัทประกันภัยเห็นตรงกันด้วย ถ้าบริษัทประกันเห็นว่ากรณีดังกล่าวนี้ไม่ผิด ก็จะมีการเจรจากันระหว่างตำรวจกับประกัน (อย่าลืมบริษัทประกันภัยเป็นบริษัทมหาชน มีผู้รู้ ทนายความ ผู้เชี่ยวชาญอยู่ ถ้าเห็นว่าไม่ผิดชัดเจนเขาก็ยอมไม่ได้ครับ แต่ถ้าก้ำกึ่งก็เจรจากัน

      -ค่าเสียหายที่เรียกก็คือ ค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่จ่ายไปแล้ว และจะต้องจ่ายในอนาคต บางทีเราใช้เหมารวมไปเลย
      -ค่าเสียโอกาส ชาวบ้านมักจะเรียกค่าทำขวัญ ผมหมายถึงว่า เนื่องจากผลของอุบัติเหตุทำให้ผู้บาดเจ็บไปประกอบอาชีพไม่ได้ ตามปกติได้รับค่าจ้างวันละเท่าไร ไม่ได้ทำงานกี่วันก็คูณเข้าไป
      -การคำนวณไม่มีหลักที่แน่นอน ฝ่ายหนึ่งอาจจะยกขึ้นมาเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจน ส่วนคู่กรณีก็มีสิทธิ์ต่อรอง อย่างที่นักต่อรองชอบพูดเสมอว่า “พบกันครึ่งทาง” ต่างฝ่ายต่างลดลงมา
      -คู่กรณีจะเรียกจากคู่กรณีอีกฝ่ายโดยตรง ถ้าฝ่ายใดมีประกันก็ควรต้องเอาบริษัทประกันไปด้วย อย่าลืมถ้าไม่ผิด บริษัทประกันภัยจ่ายไม่ได้ครับ

      ๓ ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง ในกรณีที่จะต้องจ่ายส่วนมากใช้วิธีเหมาจ่ายล่วงหน้าไป หรือถ้าเหมาจ่ายไม่ได้ก็อาจจะใช้วิธีมีหลักฐานการค่ายเท่าใดก็เรียกนำมาเรียกเป็นครั้งๆไป และก็ต้องให้บริษัทประกันเห็นชอบ มิฉนั้นคุณต้องไปฟ้องไล่เบี้ยจากบริษัทประกันอีก

      ๔ บันทึกตกลงค่าเสียหายต้องทำที่สถานีตำรวจอยู่แล้วเพราะมันเกี่ยวข้องกับคดีอาญาด้วย ตำรวจและประกันเข้าใจดี ส่วนมากจะลงในตอนท้ายว่า คู่กรณีไม่ติดใจเอาความหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอีกต่อไป

      ๕ ผู้ขับรถประมาทมีโทษทางอาญาอีกส่วนหนึ่ง ถ้าบาดเจ็บธรรมดาก็แค่ปรับ แต่ถ้าเข้าขั้นสาหัสปรับไม่ได้จะต้องไปที่ศาลเพราะมีโทษจำคุกอยู่ด้วย แต่ตำรวจสามารถช่วยได้ พูดจาสอบถามกันดีๆ


  146. ขอบคุณมากครับ

    ล่าสุดนัดไกล่เกลี่ยกับทางคู่กรณีแล้วครับ สรุปได้ว่า
    1.ตกลงค่าเสียหาย ประกันจ่ายให้ 15000 บาทครับ

    2.ผมช่วยเหลือเพิ่มเติมไป 5000 ครับ

    3.ผู้เสียหายอยากให้จบวันนี้ครับ ทั้งๆที่ผมบอกว่ารอให้รักษาต่อมั้ย จะได้ดูว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมรึเปล่า แต่คู่กรณียืนยันว่า จะให้จบเลยครับ

    4.ร้อยเวรเลยบันทึกประจำวันไว้ครับ เนื้อหาคือ ผมเป็นฝ่ายประมาท ทำให้อีกฝ่ายได้รีบบาดเจ็บ และตกลงค่าเสียหายกัน และทางประกันได้ชดใช้ค่าสินไหม และค่าอนามัยเป็นจำนวนเงิน 15000 บาทครับ แต่ไม่ได้ลงท้ายไว้ว่า “คู่กรณีไม่ติดใจเอาความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอีกต่อไป” ซึ่งตรงนี้แสดงว่า ถ้าคู่กรณีจะเรียกร้องเพิ่มเติมนี้ สามารถทำได้มั้ยครับ ส่วน 5000 บาทไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะผมให้หลังจากที่ออกมาจาก lo ครับ

    5.ทางประกันให้ทางคู่กรณี และทางผม เซ็นต์เอกสารของทางบริษัทประกันครับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เขียนไว้ที่หัวกระดาษว่า

    เป็นเอกสาร ยอมความครับ ประมาณว่าคู่กรณี ยอมวาม ไม่ติดใจฟ้องร้อง เอกสารตัวนี้มีผลทางกฏหมายมั้ยครับ

    อยากทราบว่า ถ้าเกิดคู่กรณี ไปหาหมอแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หลายๆครั้งราวแล้วมากกว่า 15000 บาท และ 5000 ที่ได้จ่ายไป คู่กรณีสามารถเรียกร้อง ฟ้องร้องเพิ่มเติมมั้ยครับ

    สุดท้ายขอบคุณมากครับ สำหรับคำแนะนำทั้งหมด


    • คุณช่างไฟ

      -สบายใจได้เลยครับ ท่าทางผู้เสียหายรายนี้ไม่หัวหมอ เท่าที่ผมรับราชการมาทำไปหลายเรื่อง จบแล้วจบเลย ไม่หวลกลับมาเรียกร้องอีก และที่บันทึกไว้กับบริษัทประกันใช้ได้ หากเกิดอะไรขึ้นก็โยงไปท่บริษัทประกันได้

      – เรื่องนี้คงแค่บาดเจ็บธรรมดา ไม่ถึงสาหัส เสร็จที่โรงพักได้ บางทีอาจไม่ต้องปรับก็ได้เพราะอาจจะยังไม่ได้รับเลขคดี

      -สบายใจเถอะครับ


  147. รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ

    คือว่ารถเราเป็นรถเก๋ง คู่กรณีเป็นจักรยานยนต์ค่ะ

    เราก็ขับของเรามาดีๆ จะเลี้ยวขวาเข้าซอยบ้าน เปิดไฟเลี้ยงปกติ เลี้ยวออกมาครึ่งล้อแล้ว รถจักรยานยนต์กลับจะปาดขวาเพื่อแซงไป ทำให้รถโดนกัน คนขับ(วิน) ล้มลงไป ส่วนคนซ้อนบาดเจ็บ คนซ้อนมีโรคประจำตัวอยู่แล้วคือ รูมาตอย (ไขข้อกระดูกเสื่อม)

    ทางน้าเราจึงรีบพาคนเจ็บไปส่งรพ.ก่อน และรอจนกระทั่งส่งตัวเข้าแอดมิด

    เมื่อตร.มาถึงที่เกิดเหตุและชี้ว่าทางจักรยานยนต์ผิด ภรรยาของคนขับวินกลัวไม่มีเงินรักษาคนเจ็บจึงได้ขอให้ทางเราช่วยค่ารักษาพยาบาลด้วย บอกให้ช่วยกัน ทางเราก็รับปาก

    ตอนที่ทำบันทึกประจำวันตำรวจเองก็สอบถามคนขับวินแล้วว่ารู้ใช่ไหมว่าตัวเองผิด เค้าก็ยอมรับไป แต่มิได้จ่ายค่าปรับ 400 บาท เนื่องจากเค้าขอให้คนรู้จักช่วยเพราะเค้าว่าเค้าไม่มีเงินพอ

    หลังจากเสร็จเรื่องที่สถานีตำรวจ เราก็ตามน้าไปที่รพ.ค่ะ เราขอโทษคนเจ็บ แต่เค้าว่า ไม่ต้องขอโทษหรอก เพราะน้องไม่ได้ผิด ทางมอเตอร์ไซต์เค้าขับน่าหวาดเสียวซิกแซกมาตั้งแต่ออกมาแล้ว

    วันต่อมาน้าเราก็ไปเยี่ยมเค้าที่รพ. และช่วยค่ารักษาจำนวน 1000 บาทค่ะ เพราะเราเห็นว่าเราไม่ได้ผิด อีกทั้งจักรยานยนต์ก็มีพรบ.คุ้มครองแล้ว

    เมื่อเค้าออกจากรพ. น้าเราก็ไปรับออกมา แล้วยังพาไปรักษาโรคประจำตัวต่ออีกที่รพ.อื่น (พาไปส่งค่ะ)

    แต่ว่าการที่เค้ามีโรคประจำตัวอยู่ แล้วยังมารถชนอีก ทำให้เค้าอาจเป็นหนักขึ้น

    เรื่องผ่านมาประมาณ 1 เดือน วันนี้ภรรยาคนขับวินโทรมาขอให้เราช่วยค่ารักษา และต่อว่าเราว่าทำไมทำกับเค้าแบบนี้ เค้าอุตส่าห์ยอมรับผิดเพื่อเราแล้ว เราก็ไม่ค่อยเข้าใจค่ะว่า ทั้งๆที่ตร.ชี้แล้วว่าเค้าเป็นฝ่ายผิด เค้าจะพูดว่ายอมรับผิดเพื่อเราได้ยังไง

    ทั้งยังต่อว่าเรื่องที่ประกันภัยเราเรียกเก็บค่าซ่อมรถเราจากเค้าอีก 6000 บาท เค้าจะให้เราจ่าย6000นี้ให้เค้า เพราะเค้าอ้างว่าเค้าไม่มี ต้องกู้นอกระบบมาให้ค่ารักษาคนเจ็บแล้ว 5000

    คนเจ็บเองตอนนี้กลับคำพูดว่า ทางเราผิดเพราะเปิดไฟแล้วเลี้ยวเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เค้าพูดว่าคนขับวิน ขับปาดไปมา แล้วบอกว่าเราไม่ผิด

    เรื่องมีอยู่ว่า เค้าจะมาที่บ้านค่ะ เพราะวันนั้นเราชนที่หน้าซอยบ้านเรา เค้าจึงรู้ว่าบ้านเราหลังไหน เนื่องจากเราอยู่ต้นซอยเลย

    เราควรทำไงดีคะ กลัวมาก เพราะว่าเราอยู่ในที่สว่าง เค้ารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่นี่ แต่เราไม่รู้ว่าเค้าอยู่ที่ไหน ที่บ้านเองก็มีแต่เด็กและผู้หญิงทั้งบ้านเลย คนแก่ก็ด้วย

    กลัวมากว่าเค้าจะมาทำอะไร ด้วยความที่เค้าเป็นวินมอเตอร์ไซต์ด้วย

    เค้ายากให้เราจ่าย 6000 ให้เค้าค่ะ

    ทำยังไงดีคะ แก้ยังไงดีคะท่านสารวัตร


    • เรียนคุณลูนี

      ๑ ลองทบทวนดูนะครับว่าคุณได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฏจราจรว่าด้วยเรื่องการเลี้ยวขวาหรือไม่
      มาตรา ๕๑ (๒) มีสาระโดยย่อดังนี้
      – ขับรถชิดแนวกึ่งกลางของทางเดินรถก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร
      – เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวา
      – กรณีมีรถสวนมาต้องให้รถที่สวนมาผ่านไปก่อน
      – เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงเลี้ยวรถไปได้
      – กรณีมีรถเลี้ยวซ้ายและรถเลี้ยวขวาพร้อมกัน รถที่เลี้ยวซ้ายต้องให้ทางรถเลี้ยวขวา

      สำหรับรถที่จะแซงขึ้นหน้ารถอื่น มาตรา ๔๔ กฏหมายจราจรให้แซงขึ้นหน้าด้านขวา แต่มีมาตรา ๔๖ มีบัญญัติไว้ชัดเจน ห้ามแซงขึ้นหน้ารถอื่นในระยะ ๓๐ เมตรก่อนถึงทางแยก

      ทั้งหมดนี้คุณยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ได้ หา พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านนะครับ

      ๒ ฝ่ายผิดหรือฝ่ายประมาทไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นอีกส่วนหนึ่ง ให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้

      ๓ ถ้ามีการอ้างว่าไม่ผิดก็ต้องพิสูจน์กันว่าใครเป็นฝ่ายประมาท โดยยึดถือหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑

      ๔ กรณีผู้บาดเจ็บมีโรคประจำตัว ต้องพยายามแยกให้ได้ว่าอันไหนเป็นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อันไหนเกิดจากโรคประจำตัว แต่ถ้าคุณไม่ผิดอยู่แล้วก็ไม่ต้องจ่าย

      ๕ เรื่องของการข่มขู่ รังแก เป็นเรื่องของคนพาล ซึ่งปัจจุบันนิสิยคนไทยเปลี่ยนไป ไม่เคารพกฏหมาย ถ้าคู่กรณียังติดใจสงสัยว่าไม่ผิด ควรให้ตำรวจเป็นผู้ชี้แจงแสดงเหตุผล ส่วนการที่จะมาดักทำอันตรายหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ตัวบุคคล ก็อย่างที่ผมบอก ยังมีพวกที่ไม่เคารพกฏหมาย ชอบใช้กฏหมู่ ทำให้สังคมไทยไม่น่าอยู่ แนะนำให้ระวังตัวไว้บ้าง แจ้งข้อกังวลนี้ให้ตำรวจทราบ คิดว่ายังมีตำรวจดีๆที่เห็นความทุกข์ร้อนประชาชนและคอยชั่วเหลือ ให้ตำรวจพูดจาให้ฝ่ายรถจักรยานยนต์เข้าใจ

      ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกและยังจะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายต่างๆอีกผมก็ว่ามันไม่คอยเป็นธรรม แต่จะเป็นต้องจ่ายเพื่อความสบายใจก็ควรให้ตำรวจเป็นกลางเจรจา อย่างที่ตำรวจชอบพูดว่า “พบกันครึ่งทาง” เห็นใจครับ


  148. ขอบคุณมากๆเลยนะคะท่านสารวัตร

    ตอนนี้น้าเราตกลงยอมเสีย 6000 ค่าซ่อมรถเองแล้วค่ะ
    เค้ากลัวว่าพวกนี้จะมาดักที่บ้านน่ะค่ะ
    เราควรไปจ่ายเงินให้เค้าที่สถานีตำรวจหรือไม่คะ เพื่อจะให้ตร.เป็นพยานว่าเรายอมจ่ายค่าซ่อมรถเอง ส่วนค่ารักษาก็ให้ฝ่ายนั้นเค้าเสียไป


    • คุณลูนี่

      ไม่รู่ว่าตอบช้าไปหรือเปล่า น่าจะลองคุยกับประกัน เอารถไปซ่อมเองกับอู่ที่คุ้นเคยอาจจะราคาถูกกว่า

      สังคมไทยเราก็เป็นแบบนี้ บางครั้งอาจต้องจำยอมเพื่อตัดความรำคาญและความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้น

      การจ่ายเงินควรให้ตำรวจรับรู้ พวกมอเตอร์ไซด์รับจ้างจะเกรงกลัวตำรวจ และคิดว่าตำรวจดีๆที่คอยเหลือผู้คนยังพอมีครับ


  149. เรียงท่าน สารวัตร

    ขออนุญาตเรียนปรึกษาครับ กรณีขับรถจักรยายนต์ชนรถยนต์ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันที่11-09-2553 ผมได้เกิดอุบัติเหตุรถจักรยายนต์ชนรถยนต์ รถของผมมาทางตรงอยู่เลนในสุดด้านซ้ายและขับเร็วประมาณ 50-60 นี้แหละครับ แต่รถอีกฝ่ายนึงขับมาทางขวาจะเลี้ยวเข้าซอยที่อยู่ด้านช้ายที่ผมขับมาแต่ผมมองไม่เห็นเนื่องจากเขาเลี้ยวเข้ามากระทันหันผมซึ่งเห็นก็เป็นระยะใกล้แล้ว ผมเสียหักชนรถยนต์เข้าไปเต็มๆผมบาดเจ็บและมีเจ้าหน้าที่มานำส่งโรงพยาบาลเลยไม่คุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับแจ้งเนื่องจากผมบาดเจ็บค่อนข้างหนัก คือผมอยากจะทราบว่าผมจะต้องทำอย่างไรและติดต่อประสานงานเกี่ยวกับคดีอย่างไรบ้างจะสู้ ดคีนี้ใครถูกหรือผิดครับ
    รบกวนติดต่อกลับด้วยนะครับ
    ยิ่งยศ 0847553867 0807864977
    อีเมล์มาก็ได้ครับ yingyos22@live.com
    ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ


    • คุณยิ่งยศครับ

      ๑ หลักๆก็คือ พิจารณาดูการขับขี่ของตัวเราเองก่อนว่าขับขี่ถูกตามกฏหรือไม่ คือ ขับรถขอบทางด้านซ้าย, ความเร็วไม่เกินกำหนด เมื่อเราขับขี่ตามกฏแล้วไปดูการขับขี่ของคู่กรณี

      ๒ หลักใหญ่ของการขับขี่รถในถนนสาธารณะ

      – จะต้องให้สิทธิ์รถในทางตรง, รถทางเอก, รถในเส้นทางหลัก ก่อนเสมอ

      – การเลี้ยวรถมีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๕๑,๕๒,๕๓ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ โดยเฉพาะในมาตรา ๕๒ “ในทางเดินรถสวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น” (นอกนั้นยังจะต้องให้สัญญาณก่อนอีกด้วย)

      ถ้ารูปการณ์เป็นเช่นนี้ รถเลี้ยวน่าจะเสียเปรียบ คู่กรณีจะอ้างได้อย่างเดียวคือ คุณขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด ถ้านำสืบในข้อนี้ได้จะกลายเป็นประมาทร่วม คือผิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย

      การจะชี้ขาดว่าใครถูก ใครผิด ขอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพราะจะต้องฟังข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก่อน ถึงอย่างไรคุณก็ได้เปรียบในเรื่องของเส้นทาง

      ผมมักจะแนะนำผู้ขับขี่รถเสมอๆ ให้หาซื้อ พ.ร.บ.จราจรมาอ่าน และต้องอ่านบ่อยๆ พยายามทำความเข้าใจ จะทำให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พ.ร.บ.จราจรหาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือทั่วๆไป หรืออ่านจากทางnetก็ได้ครับ

      ตอนนี้คุณก็คงต้องรักษาบาดแผลก่อน ปกติพนักงานสอบสวนจะไปดูอาการผู้บาดเจ็บเพื่อนำไปตั้งข้อหากับคู่กรณี เช่นบาดเจ็บธรรมดา หรือบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้เนื่องจากการพิจารณาปล่อยชั่วคราวคู่กรณีขึ้นอยู่กับความหนักเบาของการบาดเจ็บ เมื่อคุณอาการดีพอที่จะไปพบพนักงานสอบสวนได้ก็ไปติดต่อยังที่ทำการพนักงานสอบสวน ต้องเข้าใจนะครับว่าพนักงานสอบสวนมีงานเข้ามากแทบจะไม่มีเวลาว่าง อาจจะไม่มีเวลาไปพบคุณที่โรงพยาบาลบ่อยนัก บางทีเรื่องใหม่ๆ หนักๆเข้ามาเยอะๆเลยลืมเรื่องของคุณไป คุณไปพบหรือโทรสอบถามได้ ถ้าไม่ได้รับความสะดวกหรือเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็พบผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนได้


  150. เรียนท่าน พล.ต.ต อังกูร

    ขออนุญาติปรึกษาครับ เรื่องมีอยู่ว่ารถมอเตอร์ไซค์ขับตัดหน้าครับ ที่เกิดเหตุเป็นสามแยกครับรถผมวิ่งมาเลนขวาเป็นถนนสี่เลนวิ่งสวนกันข้างละสองเลนมีร่องแบ่งกลางถนน อยุ่ๆก็มีรถมอเตอไซค์วิ่งตัดหน้าเข้ามาอย่างกะชั้นชิด ซึ่งซ้ายมือก็มีรถสิบล้อวิ่งอยู่ ก็คือตัดหน้าสิบล้อพ้นแต่ไม่พ้นรถของผมที่วิ่งคู่กันมา ทำให้ด้านหน้าล้อของมอเตอร์ไซค์ชนเข้ากับแก้มซ้ายของรถปิคอัพผม ซึ่งผมพยายามหักหลบมาทางด้านขาามือและเหยียบเบลคแต่ก็ไม่พ้นทำให้ชนมอเตอร์ไซค์ และรถผมเสียหลักไปชนเข้ากับเสาไฟแสงสว่างตรงกลางสามแยกบริเวนด้านขวาจนทำให้รถกระแทกหันหน้ากลับตกอยู่ในร่องกลางถนน ส่วนมอเตอร์ไซค์นั้นแทนที่จะขับมาจอดรอบริเวณช่องทางตรงกลางที่ให้หยุดรถรอเพื่อดูว่ารถทางเอกที่วิ่งมาไปก่อนแล้วจึงออกรถไปได้ กลับขับออกมาจากเลนขวามือซึ่งเป็นเลนที่ทำไว้ให้รถรถที่จะเลี้ยวซ้ายที่เป็นสามแยกนั้นขับแยกไป ผมขับมาประมาณ 80 ครับ มากับแฟนกำลังจะไปทำงานจะถึงที่ทำงานอยู่แล้วอีกปรมาณ 200 เมตรก็จะถึงที่ทำงานอู่แล้วครับ แฟนท้องได้ 2 เดือนยังดีที่ไม่เป็นไรแค่ตกใจและช็อคเล็กน้อย แฟนนั้งด้านซ้ายที่ชนพอดีครับ คนเจ็บสองคนครับคนแรกเป็นหญิงแขนขวาหัก ไหปลาล้าขวาหัก อีกคนเป็นชายขาขวาหักสมองไดรับการกระทบกระเทือนยังไม่ฟื้นหมอบอก 50-50 ครับ ผมอยากถามว่า
    1 ใครเป็นฝ่ายผิดมากกว่ากันครับ
    2 รถผมไม่มีประกันครับ พรบ. ต่อทะเบียน ใบขับขี่ครบครับ
    3 รถมอเตอร์ไซค์คู่กรณีก็ยืมเขามา ไม่รู้มีใบขับขี่หรือเปล่า แต่ พรบ ทะเบียนครบ เขาใช้พรบของเขารักษาครับ
    4 ถ้าคู่กรณีเรียกค่าเสียหายต้องจ่ายหรือไม่ พรบ ต้องจ่ายค่ารักษาไปแล้ว และค่าปลงศพกรณีเสียชิวิติ และในกรณีที่ผมไม่ผิดต้องจ่ายหรือไม่ ขนาดจะหาเงินไปซ่อมรถยังไม่รู้จะไปยืมใคร คุยทางญาติก็ขอเงินช่วยจะให้เท่าไรดีครับ ญาตฺเขาบอกว่าไม่อยากเรื่องมากเหมือนกันช่วยๆกันไปเขาว่างั้น ( คนอำเภอเดียวกันครับ แต่อยู่คนละตำบล )
    5 นำรถออกไปให้ชั่งประเมินค่าซ่อมประมาณ 60,000 กว่าครับ ต้องซ่อมเองเพราะเท่าที่ดูคู่กรณีก็หาเช้ากินค่ำครับ
    6 กรณีเสียชีวิตผมต้องทำอย่างไรบ้าง ไปเยี่ยม 1 ครั้งตอนหลังก็โทรไปถามอาการเอาครับเพราะต้องทำงาน
    7 ถ้าคู่กรณีเสียชีวิติ และเราตกลงจ่ายค่าทำศพและญาติไม่ติดใจไม่อยากฟ้องพนักงานสอบสวนจะสั่งฟ้องไหมครับ
    8 พนักงานสอบสวนแจ้งเบื้องต้น ประมาทร่วมครับถูกต้องหรือเปล่า และให้รอดูอาการของคนเจ็บอีกคนก่อนครับ เหตุเกิด 27 กันยายน 53 07.59 น.วันนี้ 3 กันยายน 53 ยังไม่ฟื้นเลยครับ
    รบกวนท่าน ช่วยตอบด้วยครับ เครียดมาก
    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ


    • คุณYai ครับ

      ๑ การจะชี้ชัดว่าฝ่ายใด ผิด ถูก ต้องพิจารณาหลายด้าน โดยเฉพาะต้องเห็นสภาพที่เกิดเหตุและทราบการขับขี่ของทั้งสองฝ่ายว่าได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่ มีข้อพิจารณาจากหลักใหญ่ๆดังนี้.
      ๑.๑ รถที่จะเลี้ยวต้องให้สิทธิ์รถในทางตรงผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าสามารถกระทำได้อย่างปลอดภัยจึงเลี้ยวรถได้
      ๑.๒ รถที่ขับขี่ในเส้นทางโท หรือทางแยก หรือถนนซอย ต้องให้สิทธิ์รถในทางเอก ทางตรง ถนนเส้นทางหลัก ขับขี่ผ่านไปก่อนจึงค่อยเลี้ยวรถ
      ๑.๓ รถทุกคันขณะขับขี่ผ่านทางแยกจะต้องชลอความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวัง
      ๑.๔ เส้นทางใดมี “เส้นชะลอความเร็ว”(ลักษณะเป็นเส้นหลายๆเส้นขวางช่องทางเดินรถ) ผู้ขับขี่ในเส้นทางต้องชลอความเร็วและเพิ่มความระมัดระวัง

      ทั้งหมดนี้ศึกษาได้จาก พ.ร.บ.จราจรทางบก

      ๒ ควรจะทำประกันภัยไว้ อย่างน้อยประเภท ๓
      ๓ การขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ผู้ขับขี่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความรู้ความสามารถในการขับขี่รถและรู้กฏหมายจราจร
      ๔ การเรียกร้องค่าเสียหาย ใครที่เสียหายมักจะเรียก แต่ตามปกติฝ่ายที่ขับขี่รถประมาท(ฝ่ายผิด)เป็นฝ่ายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย (ใครผิด ใครถูก ถ้าไม่ชัดเจนก็ต้องฟังศาลตัดสิน) ถ้าไม่ผิดไม่ต้องจ่าย เว้นแต่เรื่องมนุษยธรรมหรือช่วยเหลือกันย่อมทำได้เสมอ
      ๕ จะเห็นคุณประโยชน์ของการประกันก็ตรงนี้แหละครับ
      ๖ กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิต การเยี่ยมเยียนเป็นการแสดงความมีน้ำใจ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรับผิด ควรไปแสดงน้ำใจครับ (การทำให้คนตายหลักศาสนาถือว่าบาปครับ)
      ๗ ค่าทำศพ ค่าเสียหาย ปกติไม่ผิดไม่จำเป็นต้องจ่ายเว้นแต่การอยากช่วยเหลือ
      ๘ พนักงานสอบสวนทำถูกต้องแล้วครับ คือแจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองฝ่ายแล้วทำการสอบสวน เมื่อได้ความว่าฝ่ายใดประมาทก็ฟ้องฝ่ายนั้น ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่ามีส่วนประมาททั้งสองฝ่ายก็ฟ้องทั้งสองฝ่าย พนักงานสอบสวนก็มีคุณธรรมเหมือนกัน ถ้าหากเห็นว่าคู่กรณีตกลงกันได้ส่วนมากจะช่วยทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง หากตกลงกันไม่ได้ก็จะสั่งฟ้องเพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน


  151. -เรียนท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ที่เคารพครับ
    ผมขับรถจักรยานยนต์ คู่กรณีขับรถกระบะเป็นผู้หญิงขับ (สภาพรถน่าจะมากกว่า10ปีเป็นรถประเภทส่งของ)
    เหตุเกิดขึ้น ที่ถนนกาญจณา ถนน 4เลน ผมขับรถจักรยานยนต์เลนที่2 (ไม่เกิน50กม/ชั่วโมง) เพราะเลนที่1ซ้ายสุด *รถจอดกันตลอดแนวถนน แต่ขับชิดเส้นปะสีขาวฝั่งซ้าย แต่คู่กรณีมาจากข้างหลังขับมาค่อนข้างเร็วแล้วเลี้ยงซ้ายเพือจะเข้าซอยข้างหน้า จึงทำให้มาเบียบรถผม และชนกับกระจกมองข้างของรถคู่กรณี (รถกระบะ) ผมจึงเสียหลักล้มและทะไหลไปกับพื้นถนน ได้รับความเสียหายทั้งรถและปวดเจ็บ เจ้าหน้ากู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาล (แพทย์ได้ให้ใบรับรองให้หยุดรักษาตัวเป็นเวลา14วัน) จึงต้องหยุดงาน และคู่กรณีค่อนข้างหัวหมอ ไปลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่ผมอยู่ในโรงพยาบาล และไม่มาดูอาการและติดต่อกับฝ่ายผู้หญิงไม่ได้เลย โดยได้เบอร์จากตำรวจมาตอนหลัง และโทรไปคุยก็จะเจอกับฝ่ายผู้ชายที่เป็นสามีตลอด โดยทั้งที่ในรถมีผู้หญิงขับอยู่คนเดียว แต่ผู้ชายค่อนข้างหัวหมอ

    ขอคำปรึกษาด้วยน่ะครับ หนักใจมาเจอคนหัวหมอ
    คำถาม
    1.ผมสามารถใช้กฎหมายมาตราไหนได้มั่งครับ ที่จะใช้เล่นงานกับคนหัวหมอ และ จะใช้คำพูดไหนที่จะไม่ไช่การประมาณร่วมกัน เพราะกลัวว่าคู่กรณีจะไม่ยอมรับ ค่าเสียหายที่เรียก
    2.สามารถเรียกค่าเสียหาย อะไรได้มั่งครับ ในกรณีนี้
    3.ถ้าคู่กรณีไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย ถ้าเป็นคดีความขึ้นศาสแล้ว เราจำเป็นต้องเตรียมหลักฐานอะไรมั่งครับ และต้องใช้ทนายความหรือเปล่าครับ

    หนักใจมากครับ ขอคำปรึกษาด้วยน่ะครับท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ที่เคารพครับ


    • คุณโอ

      ๑ พิจารณาการขับขี่ของคุณโอก่อนนะครับ เมื่อมีรถยนต์อื่นจอดอยู่ในช่องซ้ายสุดการที่คุณโอขับอยู่ในช่องถัดมา(ช่องที่ติดกับรถจอด)ก็น่าจะถูกต้อง

      – เมื่อครั้งที่ผมทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผมจะยึดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า”รถมอเตอร์ไซด์”ก็เหมือนกับ”รถยนตร์” คือแทนที่จะคิดว่าเป็นมอเตอร์ไซด์เราก็คิดเสียว่านั่นเป็นรถยนตร์ ๑ คัน เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วการที่เราปฏิบัติต่อรถยนตร์อย่างไรก็ควรปฏิบัติต่อมอเตอร์ไซด์เช่นนั้น

      การที่รถคู่กรณีขับขี่ตามหลังแล้วแซงขึ้นหน้าไปแล้วเลี้ยวซ้าย น่าจะถือว่าเป็นการแซงรถในทางตรงแล้วเลี้ยวตัดหน้า

      เอา มาตรา ๕๑ พ.ร.บ.จราจรมาปรับใช้ได้ (หา พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่าน) การเลี้ยวซ้ายต้องปฏิบัติดังนี้
      – ผู้ขับขี่ต้องขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย
      – ต้องนำรถเข้าไปอยู่ในช่องทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร

      มาตรา ๓๖ การเลี้ยวรถ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยวรถไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร

      ๒ ต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่าฝ่ายคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดแล้วจึงจะเรียกร้องค่าเสียหายได้ เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาบาดแผล ค่าชดเชยเนื่องจากขาดรายได้เพราะต้องรักษาบาดแผลไปทำงานไม่ได้ทำให้ขาดรายได้ ฯลฯ

      ๓ ถ้าคู่กรณีไม่ยอมจ่ายนั่นก็คือคู่กรณีไม่ยอมรับเป็นฝ่ายผิด อันแรกขอให้ฟังความเห็นของพนักงานสอบสวนก่อน ถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนว่าฝ่ายใดประมาทถือว่ามีน้ำหนัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่ศาลจะพิจารณาไปเช่นนั้น แต่ก็ไม่แน่เมื่อถึงศาลแล้วอาจพลิกกลับก็ได้ อยู่ที่การนำสืบ ฉนั้นจึงจำเป็นต้องมีทนายความเก่งๆด้วย


  152. เรียนท่าน พล.ต.ต อังกูร

    ขออนุญาติปรึกษาครับ เรื่องของผมคล้ายๆกับเรื่องของคุณ Yai ข้างบนคือขับรถยนต์ชนรถมอเตอร์ไซด์ แต่รายละเอียดจะต่างกันดังนี เรื่องมีอยู่ว่ารถมอเตอร์ไซค์ขับฝ่าไฟแดงมาตัดหน้าครับ ที่เกิดเหตุเป็นสามแยกซึ่งมีไฟเขียวไฟแดงปกติครับ เป็นถนน 6 เลน มีเกาะกลางคั่น(ข้างละ 3 เลน)เป็นทางเอก มีถนนทางโท 2 เลนตัดเป็นสามแยก รถผมวิ่งอยู่ในทางเอก ในขณะใกล้สามแยกนั้นรถผมได้ไฟเขียวอยู่ เนื่องจากไฟจราจรเป็นแบบมีตัวเลขกำกับ จึงจำได้ว่าตัวเลขไฟเขียวเหลือประมาณ 53 วินาทีในขณะที่มองเห็น รถผมวิ่งมาไม่เกิน 80 กม/ชม. ทันใดนั้นรถมอเตอณ์ไซด์มาจากทางโทวิ่งข้ามถนนมาตัดหน้ารถผมกระทันหัน สันนิฉานว่าน่าจะฝ่าไฟแดงมา ผมจึงเบรครถในทันที่ที่เห็นว่าจะชน ตำรวจบอกว่ารอยเบรค 8 เมตร ไปถึงรถหยุด 21 เมตร รถผมชนมอเตอร์ไซด์อย่างจังเพราะกระชั้นชิดมาก คนขับมอเตอร์ไซด์และรถมอเตอร์ไซด์กระเด็นไปชนข้างขอบฟุตบาต ผมก็ลงไปดูและจะพาส่งโรงพยาบาล แต่มีคนบอกว่าอย่าเข้าไปจับเพราะกลัวว่าจะเคลื่อนย้ายคนเจ็บแบบผิดวิธีจะทำให้เกิดผลเสีย จึงรอรถกู้ชีพมาช่วยเหลือ ในขณะที่ชนนั้นยังมีรถสิบล้อวิ่งตามหลังมาได้หักหลบรถผมพ้นไป ไม่ชน มีคนเห็นเหตุการณ์อยู่ ส่วนคนเจ็บนั้นภายหลังเสียชีวิตที่โรงพยาบาล โดยผมก็ไปดูแลอยู่ แต่เรื่องมีอยู่ว่า
    1. ไม่มีใครยอมมาเป็นพยานให้ พนักงานสอบสวนก็ว่าอย่างนั้น
    2. กล้องวงจรปิดที่สามแยกนั้นก็เสียไม่สามารถเปิดดูได้
    3. เนื่องจากกล้องเสีย ฝ่ายคู่กรณีก็พยายามจะฟ้องร้องให้เราผิดฝ่ายเดียวเพราะรถเรามีพรบ.คุ้มครอง 200,000 บาท (อาจจะมีการจ้างพยานเท็จเพื่อเอาเงินก้อนนี้พร้อมทั้งเงินช่วยเหลือจากผม) ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
    4. พนักงานสอบสวนบอกว่าฝ่ายผมผิดตรงที่ไม่ได้ชะลอรถเมื่อใกล้ทางแยกทางร่วม ตรงนี้แยกมีไฟจราจรกำกับ ตามกฎหมายบอกว่าให้ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร ผมผิดหรือไม่ ผมได้ไฟเขียว ผู้ตายฝ่าไฟแดง
    5. ผมตรวจสอบค่าตามมาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ หากรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 70 ไมล์/ชม. หรือ 112.63 กม./ชม. กว่ารถจะหยุดนิ่งสนิทจะต้องใช้ระยะทางถึง 315 ฟุต หรือราวๆ 96 เมตร เลยทีเดียวล่ะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าระยะทางนี้จะตายตัวนะครับ เป็นเพียงค่าเฉลี่ยครับ รถแต่ละรุ่นอาจจะใช้ระยะทางสั้นหรือยาวก็นี้ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของยาง-เบรก, สภาพถนน, ทักษะของผู้ขับ
    6 รถผมวิ่งไม่เกิน 80 กม./ชม.ระยะหยุดตามมาตรฐาน 54 เมตร แต่ตามหลักฐานของผมแค่ 20 กว่าเมตร ผมประมาทหรือไม่ เพราะ 80 กม./ชม. ไม่เกินกฎหมายกำหนด ปัญหาจึงอยู่ตรงที่ว่าต้องชะลอหรือไม่ตรงไฟสัญญาณ ในขณะได้ไฟเขียว ความเร็วปกติและผู้ตายฝ่าไฟแดง และพนักงานสอบสวนพยายามเอาผิดผมข้อนี้
    7 พนักงานสอบสวนแจ้งเบื้องต้น ประมาทร่วมครับถูกต้องหรือเปล่า

    หมายเหตุ รถมี พรบ และใบขับขี่ถูกต้องทั้งคู่


  153. คุณ Phop ครับ

    ๑ เรื่องพยานบุคคลหายากมากครับ ความจริงเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนแต่ก็ต้องเห็นใจพนักงานสอบสวนเพราะกว่าจะถึงที่เกิดเหตุเวลาผ่านไปนานแล้ว ทางที่ดีควรจดทะเบียนรถคันที่เห็นเหตุการณ์ จดชื่อพยานไว้ แต่ก็มีปัญหาครับ พอเชิญตัวมาสอบมักจะบอกว่าไม่เห็น

    ๒ กล้องวงจรปิดจะเป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุด แต่กล้องเกิดเสียถือว่าโชคร้ายจริงๆ

    ๓ การหาพยานมานำสืบข้อเท็จจริงเป็นสำคัญเพราะจะทำให้วินิจฉัยคดีได้ถูกต้อง การพิสูจน์ว่าเป็นพยานเท็จทำลำบากแต่มีวิธีทำให้คำให้การพยานนั้นไม่น่าเชื่อถือคือไม่ตรงกับความจริง คุณPhopควรหาพยานเข้ามานำสืบก็ไม่ผิดกติกา เป็นการยืนยันความถูกต้องครับ

    ๔ กรณีขับรถผ่านทางแยกที่สีสัญญาณไฟควบคุม รถทุกคันต้องปฏิบัติตามสัญญาณไฟนั้น แต่มันมีเรื่องของความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ ดูมาตรา ๗๐ พ.ร.บ.จราจรทางบก “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วม ทางแยก…ต้องลดความเร็วของรถ” จะลดความเร็วมากน้อยเท่าใดไม่ได้บอกไว้ เปิดโอกาศให้ผู้บังคับใช้กฏหมายได้ใช้ดุลยพินิจ

    ๕ ความคำนวณความเร็วจากรอยห้ามล้อรถยนตร์เป็นเรื่องของผู้ชำนาญการ สามารถนำผู้ชำนาญเข้าสืบในชั้นศาลได้ สำหรับในชั้นสอบสวนตำรวจมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ต้องใช้ของตำรวจ สิ่งสำคัญอันหนึ่งอย่ามองข้าม รอยห้ามล้อที่ปรากฏจริงระยะเท่าไร รอยดำหรือรอยจางๆ วัดระยะถูกต้องหรือไม่

    ๖ พิจารณาตามที่ผมได้แนะนำไว้ในข้อ ๔ มันมีเรื่องความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อนี้ก็ควรระวังนะครับ เป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจ

    ๗ พนักงานสอบสวนชอบที่จะแจ้งข้อหาผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย และมักจะกระทำลักษณะนี้เป็นประจำ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้งสองฝ่ายขับขี่รถ ส่วนใครจะขับประมาทต้องสอบสวนก่อน เมื่อได้ความว่าฝ่ายไหนประมาทก็ฟ้องฝ่ายนั้น ไม่ประมาทก็ไม่ฟ้อง ถ้าประมาททั้งสองฝ่ายก็ฟ้องทั้งคู่ ถ้าไม่ผิดชัดเจนมักจะไม่แจ้งข้อหาฝ่ายเดียวเพราะโดนฟ้องร้องกันมากเรื่องนี้


  154. ขอบคุณมากครับ ท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ที่เคารพครับ

    รบกวนปรึกษาต่อน่ะครับ

    วันนี้ไปนัดเจรจาต่อรองกันมาและสอบปากคำ แต่ทางคู่กรณีไม่ยอมรับว่าผิดบอกว่าไม่ได้ชนผม แล้วทางสารวัตรสอบสวนก็ถามกลับว่าไม่ชนแล้วมอไซร์จะล้มได้ไง ทางคู่กรณีก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด แล้วจะไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายต่างๆ และทางคู่กรณีก็บอกว่า ผมล้มมาเองแล้วไปชนกับรถเค้า เค้าไม่ได้ชน เค้าบอกว่าเค้าไม่ผิด และจะให้ทางผมยอมรับว่าประมาทเอง และวันนี้ทางสารวัตรที่สอบสวนก็ให้ทางตำรวจจราจรมาตรวจสภาพรถทั้ง2ฝ่าย ทางคู่กรณีก็ยืนยันบอกว่าผมล้มมาจากที่อื่นแล้วไปชนกับรถเค้า
    แต่ทางตำรวจที่มาตรวจสภาพรถก็บอกว่า เกิดการชนกันจริง เนื่องจากมีรอยสีรถผมติดอยู่กับรถเค้า และมีรอยบิ่นตรงล้อแม็กด้วย แต่คู่กรณีก็ยืนยันว่าไม่ได้ชนอยู่ดี

    คำถาม
    1.ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ คือทางคู่กรณีไม่ยอมรับว่าผิด ผมก็ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ไช่หรือเปล่าครับ
    2.ถ้าเป็นคดีความขึ้นศาลแล้ว ผมต้องจ่ายเสียค่าส่วนไหนหรือเปล่าครับ กับทางตำรวจ และในกรณีนี้จำเป็นต้องมีทนายความหรือเปล่าครับ

    ขอบคุณท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท มากครับ ด้วยความเคารพ


    • คุณโอ

      – กรณีรถมีการโดนกันหีอไม่ พนักงานสอบสวนต้ดสินโดยอาศัยร่องรอยซึ่งจะปรากฏอยู่ที่รถทั้งสองฝ่าย (ตามทฤษฎีการสัมผัส อนูของสิ่งหนึ่งจะไปติดพื้นผิวของอีกสิ่งหนึ่ง) ส่วนปัญหาว่าโดนกันก่อนแล้วรถมอเตอร์ไชด์ล้ม หรือ รถมอเตอร์ไซด์ล้มเองแล้วลื่นไถลไปโดน พิจารณาจากความสูงของตำแหน่งที่โดนกันที่ปรากฏอยู่ที่รถยนตร์ก็พอจะทราบว่า โดนในขณะรถมอเตอร์ไซด์กำลังขับขี่หรือล้มแล้ว

      ๑ เรื่องค่าเสียหายนั้น เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็ย่อมจะเรียกได้ ผู้ที่จะต้องชดใช้คือฝ่ายประมาท(ฝ่ายผิด) เมื่อคู่กรณีไม่ยอมรับผิดส่วนมากพนักงานสอบสวนก็จะสอบให้ปรากฏอยู่ในคำให้การว่ารถได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง ค่าเสียหายประมาณเท่าใด สิ่งสำคัญที่สุดความเห็นของพนักงานสอบสวนตอนสรุปสำนวน ว่าสั่งฟ้องฝ่ายใด ถ้าฟ้องฝ่ายคู่กรณีฝ่ายเดียวคุณก็สบาย ถ้าฟ้องทั้งสองฝ่ายขอให้พยายามตกลงกันชั้นโรงพักดีกว่า

      ๒ ถ้าเป็นคดีจะต้องขึ้นศาล ประการแรกคอยติดตามความเห็นของพนักงานสอบสวนตามที่บอกไว้ในข้อ ๑ แล้วยังต้องติดตามไปถึงพนักงานอัยการด้วยเพราะพนักงานอัยการอาจมีความเห็นไม่ตรงกับพนักงานสอบสวนได้ และสมัยนี้มีการวิ่งเต้นกันได้
      – ค่าใช้จ่ายในชั้นสอบสวนไม่มี ชั้นอัยการ ชั้นศาลก็ไม่มี คงมีแต่ค่าทนาย ถ้าคดีขึ้นสู่ศาลควรจะมีทนายครับ


  155. เรียนท่านสารวัตร
    เหตุการมีอยู่ว่าแม่ดิฉันขับรถผ่านไฟแดงมาโดยออกมาจากเลนซ้านแล้วพอพ้นแยกไผแดงก็ให้สัญญาณไฟเล้วขวาเพื่อจะไปกลับรถ ข้างหน้าแต่ทางกลับรถมีเส้น ทางคับขัน คือห้ามเล้วและห้ามจอด และตอนข้ามเลนมาก็มองดูว่าไม่มีรถตามมาเลย และก็ขับชะลอมาเลนขวาเรื่อยๆพอแตะเบลคจะข้ามเล้วแต่ไม่ทันเล้วก็มีรถยนมาชนท้ายรถแม่ แบบนี้เราเสียเปรียบหรือเปล่าคะ รบกวนตอบหน่อยค่ะ คือต้องไปคุยกันที่ สถานีตำรวจ แล้วค่ะ หรือ ส่งเบอร์โทรศัพท์เข้าอีเมลล์แล้วให้หนูโทรกลับก็ได้ค่ะ

    ขอบคุณค่ะ


    • คุณผักบุ้งครับ

      ผมอาจจะตอบช้าไปแต่ก็เคยบอกกับผู้ที่เข้ามาดูในwebอยู่เสมอๆว่า ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนต้องอ่าน พ.ร.บ.จราจรทางบก ไม่ใช่อ่านเที่ยวเดียวนะครับ ต้องอ่านอย่างน้อยเดือนละ ๒ ครั้ง รายละเอียดเยอะมาก พ.ร.บ.จราจรทางบกเป็นกฏเกณฑ์กติกาที่ ตำรวจ อัยการ ศาล ใช้ในการพิจารณาตัดสิน

      การตอบของผมอาจไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่องก็ได้ กฏหมายเล่มเดียวกันแต่การตีความอาจไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ หลักใหญ่ๆแล้วจะเหมือนกัน พนักงานสอบสวนจะชัดเจนกว่าเพราะได้ไปเห็นสถานที่เกิดเหตุ ผู้ที่ไม่เห็นสภาพถนนที่เกิดเหตุอาจพลาดได้

      หลักสำคัญ คือ

      ๑ ใครเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากัน
      ๒ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ใช้ความระมัดระวัง หรือก็คือประมาทนั่นเอง
      ๓ บางกรณีผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ก็ผิดอีก
      ๔ แม้จะใช้ความระมัดระวังเต็มที่แล้วอุบัติเหตุก็ยังเกิด อย่างนี้เรียกว่าเหตุสุดวิสัย ก็จะไม่มีความผิดเรื่องประมาท

      ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำ คุณผักบุ้งต้องพิจารณาว่าอันไหนควรเอาไปใช้

      ๑ กรณีขับรถตามกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควร ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ (มาตรา ๔๐)
      ๒ มาตรา ๓๖ การเลี้ยวรถ,ให้รัถอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า,เปลี่ยนช่องเดินรถ,ลดความเร็วของรถ,จอดรถหรือหยุดรถ ต้องให้ไฟสัญญาณ หรือ สัญญาณอย่างอื่นก่อน เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร และสัญญาณดังกล่าวนี้ต้องให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ในระยะ ๖๐ เมตร

      รีบหา พ.ร.บ.จราจรทางบกอ่านก่อนนะครับ จะได้มีเรื่องพูดคุยกับพนักงานสอบสวนชนิดที่คุยแล้วไม่เข้าตัว


  156. เรียนท่านพล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ที่เคารพ
    ผมมีเรื่องรบกวนขอเรียนปรึกษาและขอคำแนะนำดังนี้ครับ ช่วงเวลาประมาณ 19:00 น. ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน(รถเก๋ง) เนื่องจากใกล้จะถึงบ้านแล้วจึงขับเลนซ้ายและเมื่อถึงทางขึ้นเนินและเป็นทางโค้ง ได้ชนด้านขวาของรถกระบะที่จอดไว้โดยไม่เปิดสัญญาณไฟ ไม่มีคนอยู่ในรถ รถไม่มีฝาท้าย
    และอยู่ในช่วงที่มีเสาลาย ผมหักรถลงข้างทาง ไม่ได้รับบาดเจ็บมาก รถพัง
    ยับ ส่วนรถคันที่จอดอยู่ได้ ไหลไปชนเสาลายอีกเสาและแฉลบไปอยูเกาะกลางถนน ร้อยเวรได้นัดคุยหลังจากนั้นอีก 2 วัน ได้ไปเจอร้อยเวรที่โรงพัก ท่านได้คุยกับคู่กรณีก่อนและตามด้วยผม โดยท่านแจ้งผมว่า ตามที่ท่านพิจารณาแล้วท่านว่ารถผม ออกนอกเลนแล้วมาชน ซึ่งทานพิจารณาจากรอยบนกลางไหล่ทาง และพูดในลักษณะว่าผมผิดให้ผมรับทั้งหมด ผมไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่ได้อธิบายว่าเป็นช่วงทางโค้งและผมขับแอบซ้ายเพราะใกล้ถึงบ้าน รถคันที่จอดอยู่ไม่เปิดสัญญาณไฟ และอยู่บนไหล่ทางซึงล้อขวาน่าจะอยู่ใกล้เส้นทึบ และจอดตั้งแต่เวลา 17:00น. และที่สำคัญเป็นทางขึ้นเนินและทางโค้ง ท่านก็ได้บอกว่าเป็นคืนเดือนหงายและรถมีสีขาว น่าจะมองเห็น ผมก็ได้แต่พยักหน้าและพูดคำว่าครับๆๆ หลังจากนั้นก็ได้คุยกับคู่กรณีซึ่งเป็นคนที่จอดรถ เขาบอกว่าจอดรถทิ้งไว้เพื่อรอรับคนงาน และก็จอดเป็นประจำทุกวัน และว่าได้จอดรถโดยล้อขวาอยู่บนไหล่ทางนิดหน่อยและล้อซ้ายอยู่บนหญ้าข้างทาง ซึ่งร้อยเวรก็ค่อนข้างเชื่อว่าอย่างนั้น และได้บันทึกว่าผมขับรถออกนอกเส้นทาง ส่วนผมแย้งว่า จอดรถไม่มีสัญญาณไฟ และเป็นทางขึ้นเนินและทางโค้งช่วงกลางคืน และผมขอให้ต่างคนต่างซ่อม เพราะรถผมเสียหายมากกว่า 2 เท่าและคู่กรณีก็มีส่วนประมาทด้วย แต่ทางคู่กรณีไม่รับ ผมก็แจ้งว่าขอให้ต่อสู้กันตามกฏหมาย ร้อยเวรก็เลยบอกว่าให้ลองไตร่ตรองดูและนัดคุยกันอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป หลังจากนั้นผมก็ไปดูที่เกิดเหตุ ได้พบรอยขูดของรถผมที่พังอยู่ตรงกลางไหล่ทางและมีทิศทางที่เบียดลงข้างทาง ก่อนจะถึงเสาลายถัดไปที่หัก 1 ต้น ซึ่งน่าจะเกิดจากรถคันที่จอดอยู่ไถลไปชนและแฉลบไปที่เกาะกลางถนน เพราะเมื่อดูรถคู่กรณี พบว่าที่ล้อหน้าซ้ายบุบ ส่วนด้านหน้าและขวาไม่เป็นอะไรและเสาลายก็หักในทิศทางที่แน่ชัดว่ารถจอดอยู่บนไหล่ทาง ทางร้อยเวรก็ไม่ได้ฉีดสเปรย์ที่เกิดเหตุเลย ดังนั้นผมสรุปได้เลยว่ารถคันนี้จอดอยู่บนไหล่ทาง ไม่ได้จอดอยู่ข้างทางอย่างที่ร้อยเวรและคู่กรณีกล่าวอ้าง ซึ่งในระหว่างเกิดเหตุมีผมเท่านั้นที่อยู่ในเหตุการ และมีลุงคนนึงซึ่งผมซึ้งน้ำใจแกมาก ที่เป็นพยานให้ผมในตอนที่ร้อยเวรมาดูที่เกิดเหตุ และให้ข้อมูลว่าจริงๆรถจอดอยู่บนไหล่ทางตั้งแต่เวลา 15:00 น. และแกได้บอกคนจอดให้ไปจอดอีกด้านฝั่งหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ข้างถนน แต่ไม่ทำตาม แต่ถึงอย่างไรผมก็คงไม่ให้ลุงเป็นพยานเพราะห่วงความปลอดภัย ผมอยากจะขอคำแนะนำท่านครับว่าควรทำอย่างไรต่อไป โดยผมขอให้เป็นไปตามกฏหมายและเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายครับ ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ารถผมไม่สามารถซ่อมได้

    ขอบพระคุณท่าน พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ไว้ล่วงหน้าครับ


    • คุณSawai

      -ไม่ได้บอกความกว้างของถนน (ทางเดินรถ)มา แต่ก็พอจะเดาได้ว่า คงแคบมาก

      – คงจะต้องทำความเข้าใจกันตั้งแต่คำนิยามของกฏหมายจราจรเลยนะครับ ตั้งแต่ความหมายของ ทางเดินรถ, ขอบทาง, ไหล่ทาง ซึ่งมีความสำคัญเพราะกฏหมายจราจรให้ขับรถใน “ทางเดินรถ”เท่านั้น จะเห็นว่าแต่ละมาตราที่เกี่ยวกับการขับรถจะพูดถึงแต่ ทางเดินรถ, ช่องทางเดินรถ ส่วน “ไหล่ทาง”นั้นมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน รถเสีย, รถเครื่องยนตร์ขัดข้องขับเคลื่อนไม่ได้ ต้องนำออกไหล่ทาง ในทำนองเดียวกันก็ ห้ามหยุดรถ จอดรถ ในช่องทางเดินรถ ถ้าจะจอดจะต้องปฎิบัติตามกฏหมายว่าด้วยการให้สัญญาณ การติดโคมไฟ

      เรื่องนี้ประเด็นสำคัญ คือ “จุดชน” จุดชนอยู่ในทางเดินรถ หรือบนไหล่ทาง คดีรถชนกันพนักงานสอบสวนจะต้องหาจุดชนก่อน แล้วพิจารณาว่าจุดชนอยู่ในเส้นทางของฝ่ายใด

      กรณีของคุณSawai ถ้าจุดชนอยู่ในช่องทางเดินรถ รถยนตร์คันที่จอดจะมีส่วนประมาท กฏหมายห้ามจอดรถในทางเดินรถ มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก หมวด ๔ ว่าด้วยการหยุดรถและจอดรถ ตั้งแต่มาตรา ๕๔ ถึง ๖๔ แต่ถ้าจุดชนอยู่บนไหล่ทาง คุณSawaiจะตกเป็นผู้ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเพราะไม่เดินรถในทางเดินรถ และยิ่งถ้าบริเวณจุดชนเป็น ทางขึ้นเนิน ลงเนิน ทางลาด ทางโค้ง มีมาตรา ๖๙ บัญญัติไว้ ผู้ขับขี่จะต้องลดความเร็วรถในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย นั่นก็หมายความว่าผู้ขับขี่รถต้องเป็นฝ่ายใช้ความระมัดระวัง

      การที่จะพิจารณาว่าฝ่ายใดประมาท(ผิด) จะดูที่
      ๑ การปฏิบัติของผู้นั้นถูกต้องตามกฏข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน หรือบทบัญญัติหรือไม่ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ผิด

      ๒ พิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากัน

      กรณีของคุณSawaiน่าจะเกี่ยวข้องกับความเร็วด้วย ดูจากความเสียหายเป็นลักษณะการชนรุนแรง ระวังมาตรา ๖๙ กฏหมายให้ลดความเร็วให้เกิดความปลอดภัย คุณน่าจะโดนข้อนี้ ถ้าจุดชนอยู่บนไหล่ทางด้วย คุณก็จะโดนอีก เป็น ๒ ข้อ

      ทองนำเดียวกัน หากฝ่ายจอดรถ จอดอยู่ใน “ทางเดินรถ” ไม่ติดโคมไฟให้เห็นได้ตามที่กฏหมายกำหนด ก็จะมีส่วนประมาทด้วย แต่ถ้าไปชนบนไหล่ทางก็ลำบากใจด้วยนะครับ

      นี่เป็นเพียงความเห็นฐานะที่เป็นผู้มีประสบการณ์เท่านั้น จะเอากันเด็ดขาดก็ต้องเป็นการพิจารณาของศาล แต่การพิจารณามันก็มีหลัก คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก ควรอ่านกฏหมายนี้สัก ๒-๓ เที่ยว เมื่อเห็นว่ามีทางสู้ค่อยสู้ดีกว่าครับ


  157. สวัสดีครับ คือผมโดนรถแท็กซี่ชนแต่ผมจำเหตุการณ์ที่ถูกชนไม่ได้ ผมให้การไม่ได้เพราะผมจำเหตุการณ์ไม่ได้จริงๆ แต่แท็กซี่อ้างว่าผมไปกลับรถตัดหน้ารถเขาแล้วไม่กลับทางช่องกรวย แต่ไปกลับช่องที่ถัดไปหน้ากรวย แล้วแท็กซี่คันนั้นชนข้างหลังผมอย่างจัง ผมบาดเจ็บสาหัส เลือดคลั่งในสมอง กระดูกคอร้าว แล้วก็กระดูกสันหลัง พักฟื้นกว่าสี่เดือนถึงจะกลับมาเดินได้ตามปกตินัดมาตกลงแล้วก็ยอมที่จะจ่ายค่าเสียหายและซ่อมรถ (ค่าเสียหายนั้นไม่ได้เยอะเลยแค่หนึ่งหมื่นบาทเอง)ให้กลับมาเป็นอย่างเดิม เลยวันนัดมาสามวันแล้ว จนผมเดินได้เป็นปกติแล้วแต่รถเค้ายังไม่มาซ่อมสักที ติดต่อไม่ได้เลยปิดเครื่องตลอด ผมควรจะทำ อย่างไรดีครับ ถ้าผมขึ้นศาลผมจะมีสิทธิ์ชนะเค้าไหมครับ


    • คุณธนันธร

      กรณีของคุณธนาธร น่าจะเป็นกรณีขับรถสวนทางกันแล้วคุณธนันธรเลี้ยวกลับรถ กรณีไม่ยาก ใช้มาตรา ๕๒ พ.ร.บ.จราจรทางบกเป็นหลัก ” ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ กลับรถ หรือ เลี้ยวรถทางขวา ในเมื่อมีรถอื่น สวน หรือ ตามมา ในระยะน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัย….”

      จึงเห็นได้ว่า ผู้เลี้ยวรถมีความเสี่ยงมาก ใครจะทำได้ที่จะต้องเลี้ยวก่อนในระยะห่างจากรถสวน หรือรถตาม ในระยะ ๑๐๐ เมตร ทุกวันนี้ชิงเลี้ยวในระยะเพียงแค่ไม่กี่เมตร เมื่อเกิดการโดนกันขึ้นมาก็ต้องเอากฏหมายเข้ามาจับ

      หาซื้อ พ.ร.บ.จราจรมาอ่านก่อน ผมเห็นว่าทางคุณเสียเปรียบครับ


  158. เรียนท่านอังกูรครับ

    ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาดังนี้ครับ
    ได้เกิดเหตุรถชนกันโดยที่รถของผมขับมาทางเลนส์ด้านซ้ายสุดของถนนและได้เบรคเพื่อชะลอความเร็วถูกรถจักรยานยนต์ที่ขี่ตามมาด้านหลังหักหลบแล้วมาเฉี่ยวทางด้านท้ายตรงมุมขวาของรถและจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ล้มลงที่เลนส์ที่สอง แต่ผู้ขี่ไถลไปเลนส์ที่สามและได้ถูกรถยนต์ที่อยู่เลนส์ที่สามเฉี่ยวชน
    จากนั้นทางรถทางมูลนิธิก็ได้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ผมได้โทรแจ้งประกันและบอกให้ทางประกันแจ้งตำรวจด้วย กว่าตำรวจจะมาผมต้องรออยู่ตรงที่เกิดเหตุประมาณครึ่งชั่วโมงพอทางร้อยเวรมาถึงก็ได้เข้ามาถามผมถึงเหตุการณ์ผมก็อธิบายให้ฟัง แล้วผมก็ขับรถตามร้อยเวรไปที่โรงพักจากนั้นทางร้อยเวรบอกว่าต้องทิ้งรถไว้ตรวจสภาพและมากระซิบที่ข้างหูผมว่า น้องอย่าไปเชื่ออะไรประกันมาก ผมก็เลยสงสัยว่าเขาไม่เชื่อที่ผมพูดไปหรือเปล่าครับ เพราะผมก็ไม่ได้ฟังอะไรจากประกันเลยเล่าตามเหตุการณ์ที่เกิดแล้วก็บอกว่าต้องรอคุยกับทางอีกฝ่ายก่อนจึงจะบอกได้ว่าใครผิด ผมเลยสงสัยดังนี้ครับ
    1. ถ้าทางคนบาดเจ็บที่ขี่จักรยานยนต์ได้แจ้งกับทางร้อยเวรว่าผมขับรถเปลี่ยนช่องทางกระทันหันเลยทำให้เขาต้องหักหลบทางตำรวจจะเชื่อทางนั้นมากกว่าแล้วให้ผมผิดหรือไม่ครับ เพราะทางนั้นเขาก็เจ็บสาหัสเพราะรถที่มาชนเขาอีกทีแต่รถที่มาชนได้ขับหลบหนีไป
    2. ถ้าผมถูกหาว่าผิดจะต้องผิดในข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ครับ
    3. ถ้าผมปฎิเสธไม่รับผมจะทำยังไงครับเพราะผมไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะยืนยันคำพูดผมเพราะตำรวจกว่าจะมา ที่เกิดเหตุก็ไม่มีการพ่นสีไว้ มีแต่เศษไฟท้ายรถผมที่อยู่ตรงบริเวณริมเส้นแบ่งระหว่างเลนส์ซ้ายสุดและเลนส์ถัดมา คือน่าจะเป็นไปได้ว่าจักรยานยนต์ขี่มาตรงเส้นขาวแบ่งเลนส์ครับแล้วหักหลบเฉี่ยวท้ายรถด้านมุมขวา
    4. ถ้าผมรับผิดประกันจะทำหน้าที่จ่ายค่าสินไหมของผู้บาดเจ็บทั้งหมดแทนผมใช่ไหมครับประกันชั้น 1 ครับ
    5. ผมจะต้องขึ้นศาลใช่ไหมครับไม่ว่าผมจะรับผิดหรือไม่รับก็ตาม

    ปล.ผมได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บและคุยกับทางญาติแล้วค่ารักษาแพงมากเป็นหลักแสนผมก็รู้สึกไม่สบายใจครับ

    ขอบคุณมากครับจะรอคำตอบนะครับ


    • คุณเล็ก

      ผมอาจจะตอบช้าไปเนื่องจากติดภาระกิจเตรียมงานปลูกป่าในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษาฯที่ต่างจังหวัด เรื่องการขับขี่รถนั้นกฏเกณฑ์กติกามีอยู่คัมภีเดียวคือ พ.ร.บ.จราจรทางบก พนักงานสอบสวน อัยการ ทนาย และ ศาล ใช้กฏหมายเล่มเดียวกัน แต่ที่แปลกคือคนขับขี่รถไม่ค่อยได้อ่านกฏหมายฉบับนี้

      สำหรับกรณีของคุณเล็กฯ บอกไม่ชัดเจน เข้าใจว่าคุณเล็กฯคงจะเลี้ยวรถไปทางซ้ายหรือไม่ก็จอดรถ เพราะบอกเพียงว่า “ขับอยู่ด้านซ้ายสุดของถนนและได้เบรคเพื่อชลอความเร็ว รถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ตามหลังมาหักหลบเฉี่ยวชนท้ายรถตรงมุมขวา”

      ให้ดูในลักษณะ ๓ การใช้ทางเดินรถ
      หมวด ๑ ว่าด้วยการขับรถ
      มาตรา ๓๖ จะเลี้ยวรถ, เปลี่ยนช่องเดินรถ, จอดรถ, หยุดรถ, ลดความเร็วรถ ฯลฯ ต้องให้สัญญาณก่อนในระยะทางไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร (หมายถึง คุณต้องขับรถอยู่ในสภาพปกติที่คุณขับอยู่ แล้วก็ให้สัญญาณแก่รถอื่นได้รู้ก่อนเป็นระยะทาง ๓๐ เมตรแล้วคุณถึงจะนำรถเปลี่ยนช่องทาง หรือเลี้ยว หรือหยุดรถ ไม่ใช่ให้สัญญาณพร้อมกับเปลี่ยนช่องทาง หรือเลี้ยวไปพร้อมกัน คงเข้าใจนะครับ)
      มาตรา ๕๑ การเลี้ยวรถ จะต้องนำรถเข้าช่องทางให้ถูกต้องก่อนเป็นระยะทาง ๓๐ เมตร ถึงจะเลี้ยวรถได้
      มาตรา ๕๕ ห้ามผู้ขับขี่หยุดรถ
      (๑) ในช่องทางเดินรถ (เมื่อหยุดรถยังทำไม่ได้ เรื่องจอดยิ่งทำไม่ได้ใหญ่)

      ทุกกรณีไม่ว่า การเปลี่ยนช่องทางเดินรถ การเลี้ยวรถ การหยุดหรือจอดรถ นอกจากจะให้สัญญาณตามกฏหมายกำหนดแล้ว ยังต้องดูให้เป็นการปลอดภัยเสียก่อนจึงเปลี่ยนช่องทางเดินรถ เลี้ยวรถ หยุดหรือจอดรถ

      คุณเล็กฯก็ลองพิจารณาดู ที่คุณเล็กฯปฏิบัติไปนั้น คุณต้องการจะทำอะไร และคุณได้ปฏิบัติตามกฏข้อบังคับหรือไม่ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามกฏมันก็น่าจะไม่ถูกต้อง

      ส่วนเรื่องของจักรยานยนต์กฏหมายบังคับให้ขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ รถจักรยานยนต์ก็อยู่ช่องทางเดินรถด้านซ้าย รถยนต์ก็อยู่ในช่องทางด้านซ้ายด้วยเหมือนกัน ก็เลยเป็นการขับคู่กันไป เมื่อรถยนต์เลี้ยวซ้ายก็จะเกิดการโดนกัน ถ้ารถเลี้ยวซ้ายให้สัญญาณก่อนเลี้ยวเป็นระยะทาง ๓๐ เมตรและดูให้เป็นการปลอดภัยก่อนถึงเลี้ยวรถ ก็ไม่น่าจะเกิดการโดนกัน

      ๑ ถ้าคงเล็กไม่ได้ปฏิบัติตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วก็น่าจะผิด และเมื่อการขับขี่ของคุณเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องได้รับบาดเจ็บ ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องรับผิด

      ๒ ข้อหาก็คือขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงสาหัส

      ๓ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้หาพยานหลักฐานและนำสืบให้ได้ว่า ใครผิด ใครถูก ดูสถานที่เกิดเหตุ ฟังข้อเท็จจริงประกอบก็พอจะทราบว่า ใครขับไปทางไหน ขับไปทิศทางเดียวกันมันไม่เกิดการชนหรอกครับ เพราะมันมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนช่องทาง หรือเลี้ยว หรือหยุดรถ กระทันหัน(ไม่บอกให้อีกฝ่ายรู้ก่อนในระยะ ๓๐ เมตร มันจึงชนกัน)

      ๔ เมื่อคุณเล็กฯเป็นฝ่ายประมาทต้องรับผิด และ มีประกันประเภท ๑ บริษัทประกันจะรับชดใช้ตามวงเงินที่ทำสัญญาไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกแล้วจะไปรับผิดเพื่อให้บริษัทประกันจ่ายมันก็ไม่ได้ บริษัทประกันก็มีเจ้าหน้าที่ๆรู้กฏหมายจราจรเช่นกัน จะผิดหรือถูกเจ้าหน้าที่ๆไปดูที่เกิดเหตุก็พอจะทราบ สำหรับการจ่ายเงินชดเชยบริษัทประกันก็มีกฏเกณฑ์กติกาการจ่ายอยู่ด้วยเหมือนกัน บางครั้งผู้เสียหายเรียกสูงมาก บริษัทประกันจ่ายน้อย ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตกลงกันได้ชั้นพนักงานสอบสวน ไม่ต้องไปฟ้องร้องกัน

      ๕ กรณีขับรถประมาทบาดเจ็บสาหัสเป็นคดีอาญาซึ่งไม่สามารถที่จะจบได้ในชั้นพนักงานสอบสวน ต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ เพื่อทำความเห็น ฟ้อง หรือไม่ฟ้อง
      คุณไม่ต้องตกใจหรอกครับ ถ้าคุณตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณีได้ คู่กรณีไม่ติดใจเอาความ คุณก็ไปขอความกรุณาจากพนักงานสอบสวนให้ช่วยเรื่องคดีอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ถ้าพูดกันรู้เรื่องตำรวจก็สามารถทำให้มันจบชั้นโรงพักได้ นี่แหละ จึงเป็นการนำไปสู่การเจรจาตกลงค่าเสียหายกันให้ได้ เพราะเจรจาตกลงค่าเสียหายไม่ได้ ตำรวจจะไม่ช่วยเรื่องคดี จะส่งไปให้ศาลตัดสิน เมื่อไปถึงศาล คุณต้องมีทนาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก ถ้าศาลฟังได้ว่าคุณถูกก็แล้วกันไป ถ้าฟังได้ว่าคุณผิดก็มีโทษจำคุกด้วยครับ

      เรื่องการขับขี่รถควรสนใจ รีบหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาอ่านเสียก่อนสัก ๒-๓ เที่ยวนะครับ.


  159. เรียนท่าน พล.ต.ต อังกูร ผมมีเรื่องจะรบกวนขอคำปรึกษาดังนี้ครับ

    เมื่อวันที่ 20/11/2553 เวลา 17.00 คุณพ่อของผมประสบอุบัติเหตุ
    ซึ่งจากคำบอกเล่าของแม่และผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า

    พ่อของผมขี่จักรยานสองล้อออกกำลังกายริมถนนตามปกติกำลังจะกลับบ้าน
    และขี่ชิดริมถนนฝั่งซ้ายมือและไม่ได้ขี่สวนเลน
    (ตรงนี้มีพยานเห็นว่าพ่อผมขี่จักรยานตามเลนปกติ แต่ไม่เห็นตอนเกิดเหตุ)

    ขณะนั้นเองได้มีรถมอเตอร์ไซด์ขับสวนเลนมา 2 คัน
    โดยคันที่ชิดทางฝั่งขวาได้เฉี่ยวชนกับพ่อผม
    ทำให้พ่อผมหัวฟาดพื้นสมองเสียเลือดมากจนถึงแก่ชีวิต
    (มอเตอร์ไซด์ขับมาอย่างไรตอนเกิดเหตุไม่มีพยานรู้เห็นเป็นเพียงการสัณนิฐานจากพยานด้านบน)

    ซึ่งผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์คันที่ชนพ่อผม
    คนขับขี่เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี และไม่มีใบขับขี่ ขับขี่มาคนเดียว
    ส่วนอีกคันเป็นเพื่อนของผู้หญิงคนนี้ซึ่งซ้อน 3 มา

    หลังจากเกิดเหตุทางรถร่วมได้นำตัวผู้บาดเจ็บซึ่งคือพ่อผมและน้องผู้หญิงคนนี้
    ส่งโรงพยาบายเด็กผู้หญิงเย็บที่หน้า 7 เข็ม
    แต่พ่อผมศีรษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรงทำให้สมองเสียเลือดมาก
    และเสียชีวิตที่ รพ ในเวลาต่อมา

    ตอนนี้ฝ่ายคู่กรณีจะให้ผมรับเงินจาก พรบ อย่างเดียว
    โดยมีทาง สจ และทางเพื่อนบ้าน 1 คน มาช่วยไกล่เกลีย
    ว่าให้ทางผม (ผู้เสียหาย) ยอมรับเงิน พรบ อย่างเดียว
    ห้ามเรียกร้องเงินอื่นๆอีก ซึ่งทาง สจ จะคุยกับอัยการให้คดีจบไวๆ
    ซึ่งผมตรวจสอบแล้ว พรบ ของรถคนนี้ทำเมื่อวันที่ 16/02/2553
    โดยจะได้ค่าเสียชีวิตประมาณ 200,000 บาท

    จริงๆทางผมไม่ติดใจเอาความอะไรแค่ต้องการเงิน พรบ และ
    ค่าชดเชยในกรณีที่คุณพ่อได้เสียชีวิตเพิ่มอีกประมาณ 100,000 บาท
    ซึ่งถือว่าไม่มากมายอะไร เพราะจริงๆค่าจัดงานศพรวมค่ารักษาพยาบาลที่ผมต้องจ่ายเองก็เป็นแสนแล้ว

    แต่ทางคู่กรณีจะไม่ยอมจ่ายท่าเดียว โดยบอกกับทางผมว่า
    ไหนตกลงกับ สจ แล้วไงว่าจะรับแค่เงิน พรบ อย่างเดียว
    (ซึ่งตอนนั้นทางเพื่อนบ้านพาแม่ผมเข้าไปคุยกับทาง สจ และแม่ผมก็ไม่รู้ค่อยกฎหมาย)
    ทางคู่กรณีขู่ว่าจะสู้ที่ศาล สมบัติอะไรก็โอนให้ภรรยาหมอแล้ว เค้าจะยอมติดคุก
    และทางเค้าก็จะเล่นเส้นสายต่างๆนาๆ

    *** คำถามของผมคือ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
    ซึ่งผมคุยกับที่บ้านแล้วว่า ถ้าทางเค้ากดดันมาขนาดนี้ เราก็เอาแค่ พรบ ก็พอ
    เพื่อไม่ให้เรื่องมันยุ่งยาก คดีความจะได้จบๆ ถือว่าทำบุญไป
    ทำแบบนี้ถูกไหมครับ


    • คุณเอกชัย

      การเรียกค่าเสียหายกรณีชดเชยชีวิตมากน้อยเพียงใดไม่มีกฏเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับผู้เสียชีวิตมีความสำคัญเพียงใด มีอาชีพรายได้ขนาดไหน อายุมากหรือน้อย มีความรับผิดชอบมากน้อยอย่างไร รวมทั้งการตายทำให้ต้องสูญเสียโอกาสอีกด้วยหรือไม่ ตลอดจนความประมาทเลินเล่อของคู่กรณีมากน้อยขนาดไหน ทั้งหมดนี้นำมารวมพิจารณา

      ผู้ที่จะเป็นคนตัดสินใจเรื่องค่าเสียหาย คือ ผู้เสียหายแทนผู้ตายตามกฏหมาย ซึ่งได้แก่ สามีหรือภรรยา ผู้บุพการี (พ่อแม่) ผู้สืบสันดาน (ลูกหลานเหลน) คนอื่นไม่มีอำนาจ

      ผู้ขับขี่ชนอายุ ๑๔ ปี กฏหมายห้ามขับขี่รถอยู่แล้ว ไม่มีใบอนุญาตขับขี่แน่นอน ถึงจะขับรถได้ก็ไม่สามารถทำใบอนุญาตขับขี่ได้เนื่องจากขาดคุณสมบัติเรื่องอายุ ถือได้ว่าเป็นฝ่ายประมาท

      กรณีผู้กระทำผิดอายุไม่เกิน ๑๔ ปี ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษแต่ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติได้

      ฝ่ายกระทำผิดน่าจะมีน้ำใจ ทำลายชีวิตคนทั้งคนซึ่งจะเป็นบาปไปจนชั่วชีวิตของเขาเลยทีเดียว ควรจะได้สำนึกทำบุญ ไถ่บาป ควักเงินตนเองบ้างไม่ใช่เอาแต่เงินหลวงอย่างเดียว ถ้ามีแล้วไม่ยอมจ่ายน่าฟ้อง แต่ถ้าไม่มีจริงก็ควรอโหสิครับ.


  160. ผมเรียนสอบถามดังนี้ครับ

    คือผมได้รับโทรศัพท์จากสารวัตรท่านหนึ่งบอกว่า มีคนแจ้งมาว่าผมขับรถปาดหน้าเค้า เค้าไม่พอใจอย่างมากจึงไปแจ้งตำรวจว่าผมขับรถประมาท และอยากให้ผมไปคุยด้วยที่โรงพัก ผมได้ถามไปว่าผมไปขับรถชนเค้ารึเปล่าหรือเฉี่ยวตรงไหนสารวัตรท่านนั้นก็ตอบว่าไม่มีการชนกัน เค้าแจ้งแต่เพียงว่าขับรถหวาดเสียวและคนขับรถคนนั้นเค้าเป็นทหารต้องการคุยด้วย

    ผมคิดว่าผมไม่ได้ขับรถปาดหน้าใคร เวลาขับผมก็ขับตรงตามเลนหรือว่าผมขับไปปาดหน้าเค้าโดยไม่ตั้งใจก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งผมก็ได้เสนอกับทางสารวัตรไปว่าโทรศัพท์คุยกันก่อนดีกว่าเพราะอาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้ จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคู่รวมทั้งเสียเวลาตำรวจด้วยแต่ทางนายทหารเค้าก็ไม่ยอมต้องการจะพบท่าเดียว

    ใจนึงก็เกรงใจสารวัตรเพราะน้ำเสียงท่านก็เหมือนโดนกดดันมาเหมือนกันแต่ใจนึงก็ไม่อยากเสียเวลาไปเพื่อความสะใจหรือพอใจของคนๆนึง และเราก็ต้องหยุดงานขาดรายได้

    ผมจึงอยากสอบถามว่ามีความจำเป็นที่ผมต้องเข้าไปพบทหารคนนั้นรึเปล่าครับเพราะผมคงต้องลางานเพื่อไปพบน่ะครับ

    และถ้าไปประโยชน์ที่จะเกิดจากการคุยกันคืออะไรครับ

    หรือถ้าไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นครับ

    สำหรับผมมองว่าเป็นเรื่องบนท้องถนนเพราะผมเองก็เคยถูกขับปาดหน้าแทบทุกวัน ผมว่าเอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่าครับ

    ปล. ดูเหมือนสารวัตรท่านนั้นจะเกรงใจนายทหารคนนี้เหมือนกัน


    • คุณอนุชิต

      พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา ๔๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถ
      (๑)……….
      (๒)………
      (๓)………
      (๔) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
      (๕)……..

      ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๔๐๐ บาทถึง ๑๐๐๐ บาท (ตามมาตรา ๑๕๗)

      ขับรถในลักษณะใด ที่จะถือว่าเป็นการขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน ส่วนมากจะถือเอาตามความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญทั่วๆไป หรือที่เราเรียกกันว่า “สามัญสำนึก” เช่น ขับรถจี้ท้ายรถข้างหน้าในขณะที่ใช้ความเร็วสูงๆ ขับรถปาดหน้ารถอื่นในระยะใกล้มากๆ ขับรถด้วยความเร็วสูงแซงรถซ้ายขวา ขับรถแซงรถผู้อื่นบนสะพาน หรือแซงในที่ห้ามแซง ขับรถย้อนศร เป็นต้น ส่วนมากจะเป็นการขับรถที่ฝ่าฝืนกฏหมายจราจร เมื่อขับรถในลักษณะนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปโดนกับรถของผู้ใด ก็อาจถือได้ว่า ขับรถประมาทหรือน่าหวาดเสียว ฯ พนักงานสอบสวนสามารถเรียกตัวมาแจ้งข้อหาดำเนินคดีได้ เป็นคดีลหุโทษ โทษแค่ปรับหรือจะว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ ผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน

      ส่วนกรณีของคุณ อาจเป็นการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือทำไปเพราะไม่เห็นรถของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ซึ่งผมเองก็เคยพลาดส่วนมากจะเป็นการเปลี่ยนช่องทางเดินรถไปเข้าช่องทางขวามักจะมองไม่เห็นรถที่กำลังขับขี่ตามมาทางหลังด้านขวา จะมีจุดบอดอยู่จุดหนึ่ง มารู้ตัวเอาตอนที่ผู้ขับขี่รถอีกฝ่ายบีบแตร ผมก็จะให้สัญญาณลักษณะขอโทษเพราะไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

      ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่คนกลาง เมื่อมีผู้แจ้งมา หรือร้องเรียนมาก็ต้องปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นก็มีความผิดฐานละเว้น ควรบอกกับตำรวจไปว่า ไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้นเลย แต่อาจเพราะไม่ทันเห็น และฝากคำขอโทษไปด้วย ครั้งต่อๆไปจะเพิ่มความระมัดระวังให้มาก หลีกเลี่ยงการประจันหน้าเพราะอาจทำให้เกิดอารมณ์ เกิดการโต้เถียงจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้


  161. เรียนท่านพล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท

    รบกวนปรึกษาคะ เรื่องมีอยู่ว่า แ่ม่ของดิฉันถูกเด็กอายุ 16 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ชน ซึ่งคู่กรณีขี่รถผิดเลน และชนแม่ของดิฉันที่หน้าบ้านของดิฉันเอง แม่ข้ามถนนไปซื้อของ และข้ามกลับมาอีกฝั่งหนึ่ง ที่บ้านแล้ว แต่ มอไซค์ขี่ ผิดเลนพุ่งชนด้วยความเร็วและแรง จนสลบทั้งคู่ ปราฎว่าแม่ของดิฉัน ขาหัก 2 ท่อน
    (แม่ของดิฉันอายุ 66 ปีคะ)
    แต่่ว่ารถจักรยานยนต์ที่คู่กรณีขับมาชนไม่มี พรบ คะ แต่ว่าทางมารดาเด็กได้ไปยืมรถของเพื่อนบ้านที่มี พรบ และเปลี่ยนซึ่งได้รับคำแนะนำจาก ตำรวจคนหนึ่งว่าให้เปลี่ยนรถ ซึ่งจะได้นำ พรบ มารักษา แต่พอแม่ดิฉันออกมาจากโรงพยาบาลจึงเรียกค่าเสียหาย 100,000 คะ แต่เค้าต่อรอง 20,000 แต่ว่าทางดิฉันไม่ยอม จึงลดลงเหลือ 50,000 แต่มารดาของคู่กรณี บอกว่าให้ 10,000 เพราะว่าทางบ้านคู่กรณีเขาไม่มีเงิน ทางดิฉันจึงไม่ยอม และตกลงกันว่า ดิฉันจะดำเนินเรื่อง ฟ้องรวมถึงตำรวจคนนั้นด้วย ดิฉันจะต้องทำอย่างไรบ้างคะ หรือว่าดิฉันจะต้องทำอย่างไรดีคะ ความจริงทางเราไม่อยากเอาเรื่อง เพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ให้มันจบจบ แต่ว่าเงินที่เค้าให้มา มันไม่คุ้มกันเรยกับที่ทางเราเสียไป แม่อยู่ต่างจังหวัด ตัวดิฉันเองอยู่กทม เวลาดำเนินเรื่องทีต้องกลับไปต่างจังหวัดต้องเสียเงินอีกเยอะคะ จะทำยังไงดีคะ


    • คุณya

      ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ชนอายุเพียง ๑๖ ปี ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ถึงจะขับรถได้กฏหมายก็ยังไม่ยอมให้ขับเพราะคุณสมบัติไม่ได้ ยังฝ่าฝืนขับรถ ถือว่าประมาทปราศจากความระมัดระวัง

      อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ขอแนะนำ ถ้าเรื่องแดงขึ้นมาจะโดนข้อหาทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ มีความผิดอาญาบทหนัก

      คนที่ทำผิดต้องรับผิดชอบมิฉนั้นไม่เข็ดหลาบ ไม่หลาบจำ จะทำผิดอยู่เรื่อยๆ ควรให้ทนายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ปกครอง

      เด็กอายุต่ำกว่า ๑๗ ปีกระทำความผิด ศาลอาจว่ากล่าวตักเตือน วางเงื่อนไขคุมความประพฤติ หรืออาจจะลดหย่อนโทษลงก็ได้

      การเจรจา ถ้าเห็นว่าคู่กรณีไม่สำนึกในความผิด ไม่ยอมควักกระเป๋าเลย ก็ควรเอาเรื่อง มิฉนั้นคนกระทำผิดได้ใจ


  162. ขอบคุณน่ะค่ะ


  163. รบกวนปรึกษาค่ะ

    วันที่ 11หนูซ้อนท้ายมอไซค์ไปกับแฟน แฟนขับรถด้วยความเร็วประมาณไม่เกิน 40 มีรถมอไซค์อยู่ข้างหน้า แล้วแฟนหนูก็จะแซง แซงไปได้ประมาณเกือบครึ่งคัน จู่ๆเค้าก็ขับเอนมาทางด้านขวา จึงทำให้รถล้ม ไฟเบอร์ทางซ้ายของรถหนูแตก พอเคลียร์รถมาไว้ข้างทาง เค้าก็ทำสีหน้าตกใจ ถาม เป็นอะไรมั๊ยมากมั๊ยคะ แล้วพอคุยกัน เค้าก็ถามจะเรียกประกันเลยมั๊ย หนูก็บอกเดี๋ยวรอป้ามาก่อนเพราะหนูไม่กล้าตัดสินใจเรื่องแบบนี้ พอป้าหนูมาเค้าก็ถามจะเอายังไง เค้าก็ยอมรับว่าเค้าไม่ได้ดู ป้าหนูก็บอกว่างั้นซ่อมรถให้ละกัน ส่วนพวกหนูก็บาดเจ็บแต่ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ เค้าก็บอกว่าเค้าไม่มีเงิน เงินออกวันที่15 หนูก็เลยจดชื่อที่อยู่เบอร์โทรเึ้ค้าไว้ แต่หนูไม่ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะเค้าไม่อยากให้ถึงตำรวจ เค้าก็รับปากอย่างดีว่าไม่หนีแน่นอน

    พอถึงวันที่15พ่อหนูโทไป เค้าก็กลับหาว่าฝ่ายหนูเป็นคนผิด เค้าบอกว่าเค้าเปิดไฟเลี้ยวแล้ว แต่หนู ไปชนเค้าเอง แล้วเงิน เค้าก็ไม่มี ไม่มีบ้านอยู่ ที่อยู่ที่ให้ไว้ก็เปนของญาติ เค้าบอก ถ้าจะเอาก็มาเอาตู้เย็นไปละกัน

    รถหนูล้มมาทางด้านขวา ส่วนไฟเบอร์ด้านซ้ายแตก ส่วนรถเค้าแทบไม่เป็นอะไร <<อย่างนี้หนูเป็นคนชนเค้าหรอคะ

    หนูควรทำอย่างไรต่อไป หนูไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบแบบนี้ รถก็พัง คนก็เจ็บ

    กลุ้มใจมากค่ะ รบกวนด้วยนะคะ


    • คุณpahn

      ๑ หลักพื้นฐานของการขับขี่รถในทางสาธารณะก็คือ รถทุกคันต้องขับขี่อยู่ในช่องทางของตน การเปลี่ยนช่องทางเดินรถต้องให้สิทธิ์ในรถทางหลักก่อน และ ก่อนเปลี่ยนช่องทางเดินรถต้องให้สัญญาณให้รถอื่นทราบก่อนในระยะ ๓๐ เมตรก่อนจะเปลี่ยนช่องทาง และยังจะต้องดูให้เกิดความปลอดภัยเสียก่อนจึงค่อยนำรถเปลี่ยนช่องทาง ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ คือ
      – สภาพถนนบางเส้นทางมิได้ตีช่องทางเดินรถไว้ กฏหมายให้สมมุติว่ามันมีอยู่
      – ผู้ขับขี่รถยนต์จะไม่เคยคิดเลยว่ารถจักรยานยนต์ที่ขับขี่อยู่นั้นก็มีช่องทางของเขาอยู่เหมือนกัน กลับไปคิดว่าจักรยานยนต์คล้ายแมงหวี่แมงวันบินแทรกไปแทรกมา ถ้าคิดเสียว่ารถจักรยานยนต์ก็คือรถยนต์ ๑ คัน ปัญหาการโดนกันจะลดลง
      – ข้อที่ผิดพลาดที่พบเสมอๆก็คือ รถยนต์ที่เปลี่ยนช่องทางมักจะให้สัญญาณเปลี่ยนช่องทางพร้อมๆกับการเปลี่ยนช่องทาง ไม่ได้ให้สัญญาณก่อน อย่างนี้ผิด ต้องให้สัญญาณก่อนและยังจะต้องดูให้ปลอดภัยอีกด้วย ถ้าเห็นว่าจะไม่ปลอดภัยก็ยังเปลี่ยนช่องทางไม่ได้

      ๒ หากมีการเจรจากันอีกก็ควรถือ พ.ร.บ.จราจรทางบก ไปให้คู่กรณีอ่านด้วย เปิดให้ดูในลักษณะ ๓ “การใช้ทางเดินรถ” ตั้งแต่มาตรา ๓๑ เป็นต้นไป มีความสำคัญทุกมาตรา มันสัมพันธ์กันไปหมด

      ๓ มีปัญหาใดๆก็ไปพบพนักงานสอบสวน (ผู้ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรในท้องที่ๆเกิดเหตุ) อาจจะถูกบ่นเรื่องตอนเกิดเหตุทำไมไม่รีบแจ้ง ก็เป็นเรื่องอ้างของตำรวจ ถ้าเรายืนยันตำรวจก็ต้องจัดการให้ โดยออกหมายเรียกคู่กรณีมาเจรจากัน

      * ระวังจะโดนขู่ว่าไม่ปฏิบัติตาม มาตรา ๗๘ “ผู้ขับขี่ ฯลฯ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น ฯลฯ ไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที………”


  164. ขอบคุณมากครับ โล่งใจขึ้นเยอะครับ


  165. บน ธันวาคม 21, 2010 at 11:27 am | ตอบกลับ ลำดวน ก้อนคำ

    รบกวนปรึกษาค่ะ

    เนื่องด้วยสามีของดิฉันขับรถขณะมึนเมาแล้วประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถวีโก้ 4 ประตู มีคนในรถเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่มีส่วนไหนหัก จากที่ตำรวจได้สืบตามหลักฐานพบว่า เราและเขาขับรถมาเลนกลางบนทางด่วน ประมาณ 90 กม/ชม. เหมือนกัน (ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นเราหลับในหรือเราเป็นฝ่ายผิดไปชนท้ายเขาเปล่า แต่เราเหมือนจำได้ว่ามีรถมาปาดหน้ารถเราเราเลิกหักหลบไปชนท้ายอีกคันหรือเปล่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และจำรถที่ปาดหน้าไม่ได้มันเป็นช่วงวูบเดียว แต่ในที่เกิดเหตุพบรถเรากับรถคู่กรณี 2 คัน ห่างกันประมาณ 300-400 เมตร ตำรวจบอกว่าเราชนท้ายเขาแล้วทำให้รถคู่กรณีพลิกคว่ำ บาดเจ็บ 4 ราย เล็กน้อย แต่มีเด็กคนหนึ่งเขามีบาดแผลที่ขารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเพชรเวท 9 วัน คู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายดังนี้
    1. เจ้าของรถเรียกค่าเสียหาย 300,000 บาท เขาบอกว่ารถเขาประกันชั้น 1 ออกรถ 2 เดือน (มีเงินดาวน์ 200,000 บาท จ่ายค่างวดรถ 2 งวดเดือนละ 11,026 บาท ) เนื่องจากเขาบอกว่าจะต้องคืนซากรถยนต์ ส่วนวงเงินประกันคุ้มครองรถประมาณ 650,000 บาท ซึ่งเขาจ่ายไป 2 งวด ตอนนี้ค่างวดรถคู่กรณีเหลือในวงเงิน 640,000 บาท แต่เราไม่รู้นะว่าประกันของคู่กรณีให้อะไรเขาอีกหรือเปล่า
    แต่เราก็ต่อรองเหลือเขียนบันทึกว่าจะจ่าย 185,000 บาท กำหนดจ่าย 29 ธันวาคม 2553 (เราไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายเราไม่แน่ใจว่าเราจะเสียเปรียบคู่กรณีหรือเปล่า….เราก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อจะนำมาจ่ายเขา และมีผู้โดยสารรถคู่กรณีบาดเจ็บเล็กน้อยเราก็ให้ค่าทำขวัยไปแล้ว 2 คน ไม่ติดใจเอาความ แต่มีผู้บาดเจ็บ 2 รายแม่กับลูก ผู้เป็นแม่ไม่ขอเรียกร้องอะไรแต่จะเรียกร้องให้ลูกซึ่งพักอยู่โรงพยาบาล 9 วัน เขาได้เรียกร้องค่าเสียหาย 100,000 บาท ซึ่งเราไม่มีจ่ายถึงขนาดนั้น เราจะให้ค่าทำขวัญ10,000 บาท (เราคนจนหาเช้ากินค่ำไม่มีเงินขนาดนั้น) ผู้เสียหายบอกว่าจะฟ้อง.. แต่เราอยากจะให้ดเรื่องจบๆ หนูจะทำยังไงค่ะ…วอนผู้รู้ช่วยชี้ทางสว่างที เลยอยากจะถามท่านว่า…

    คำถาม…1. คดีนี้เป็นคดีอาญาด้วยหรือเปล่าค่ะ (ขอรายละเอียดค่ะ)
    2. ถ้าคู่กรณีและผู้เสียหายฟ้องเราเราจะเสียค่าใช่จ่ายมากกว่านี้หรือเปล่าคะ
    3. แล้วถ้าเราจ่ายให้คู่กรณีแล้วประกันคู่กรณีจะฟ้องร้องเรียกเงินจากเราอีกหรือเปล่าเพราะรถเราไม่มีประกัน …และเป็นคดีอะไรได้บ้าง และจะทำอย่างไรเราถึงจะไม่ได้เสีย 2ทาง 3 ทางอย่างนี้ เราไม่มีเงินเลย…

    ขอบคุณสำหรับคำตอบหรือความกระจ่างในทุกๆ คำถาม นะคะ..วอนผู้รู้ช่วยทีขอบพระคุณอย่างสูง


    • คุณลำดวน

      – การขับขี่รถในขณะที่ร่างกายมีแอลกอฮอร์ในเลือดเกิน ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กฏหมายจราจรถือหย่อนความสามารถในอันที่จะขับรถ ถ้ายังฝืนขับก็จะเหตุประมาทเหตุหนึ่ง

      – การมีแอลกอฮอร์ ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น เพียงแค่คุณดื่มเบียร์เพียง ๒ แก้วก็วัดเจอแล้วครับ มันคนละเรื่องกับคำว่า “เมา”ตามความรู้สึกของคนทั่วไปเลยนะครับ บางคนดื่มเบียร์เข้าไป ๒ ขวดยังไม่เมาเลย

      ดังนั้นคุณเพียงดื่มเบียร์ไปแค่แก้วเดียวก็อาจตรวจพบถ้าร่างกายคุณดูดซึมแอลกอฮอร์ได้ดี กรณีขับขี่รถห้ามดื่มเครื่องดื่มที่แอลกอฮอร์เด็ดขาด

      – กรณีเกิดเหตุรถชนกันอาจมีเหตุประมาทมากกว่า ๑ เหตุเสมอ รายของสามีคุณอาจจะมีตั้งหลายสาเหตุ
      (๑) มีแอลกอฮอร์ในเลือดเกินกฏหมายกำหนด (ไม่จำเป็นต้องเมา)
      (๒) ใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด ที่คุณว่าใช้ความเร็ว ๙๐ กม.ต่อ ชม.บนทางด่วนนั้น เป็นไปได้ยากครับ ส่วนมากจะ ๑๒๐ กม.ต่อ ชม. หลายคนใช้ความเร็วสูง ถ้าไม่เกิดเหตุไม่เป็นไร เมื่อเกิดเหตุก็เอากฏหมายมาจับ ใครไม่ปฏิบัติตามถือประมาท เป็นฝ่ายผืด
      (๓) การขับขี่รถต้องขับตรงไปข้างหน้าในช่องทางของตน (เว้นแต่ต้องการจะเลี้ยว) โดยต้องเว้นระยะห่างพอสมควร เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับรถคันที่ขับขี่อยู่ข้างหน้าจะได้หยุดรถได้ทัน ทางปฏิบัติขับจี้ท้ายรถข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุรถที่ขับตามหลังก็ต้องรับผิดไป
      (๓) การเปลี่ยนช่องทางเดินรถ ต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเปลี่ยนช่องทางเป็นระยะถึง ๓๐ เมตร แล้วยังจะต้องดูรถในเส้นทางที่จะเปลี่ยนเข้าไปให้ปลอดภัยเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนช่องทางได้ ถ้าเห็นว่ายังไม่ปลอดภัยก็ยังเปลี่ยนช่องทางเดินรถไม่ได้
      เอาแค่ตรวจพบแอลกอฮอร์ในเลือดเกินปริมาณที่กำหนดเรื่องเดียวก็ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ เพราะแอลกอฮอร์จะทำให้ประสาทที่รับรู้สั่งการมึมชา การตัดสินใจช้ากว่าคนปกติ

      ๑ คดีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ เป็นคดีอาญาครับ คือ มันมีโทษจำคุกอยู่ด้วย และ เป็นคดีที่เลิกกันไม่ได้ ความมากน้อยของโทษขึ้นอยู่กับคู่กรณีได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด ในทางปฏิบัติถ้าสามารถตกลงค่าเสียหายกันได้ บาดเจ็บเล็กน้อย(รักษาไม่เกิน ๒๐ วัน) ตำรวจเปรียบเทียบปรับชั้นโรงพัก ถ้ากระดูกหักหีอรักษาเกิน ๒๐ วันเข้าขั้นสาหัส ตำรวจก็จะทำสำนวนส่งฟ้องต่อศาล (ถ้าตำรวจช่วยก็จะทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง คุณไม่ต้องไปศาล อันนี้ต้องอ้อนวอนตำรวจ) ถ้าตำรวจไม่ช่วยเรื่องต้องไปถึงศาล คุณสามารถยื่นคำร้องขอความปราณีต่อศาล ๆอาจจะรอการลงอาญาให้ก็ได้ ถ้าตกลงค่าเสียหายไม่ได้ก็เสี่ยงคุกหน่อย

      ๒ เรื่องค่าเสียหายไม่มีเกณฑ์มาตรฐาน มากน้อยอยู่ที่การเจรจากับความสามารถในการจ่าย ในชั้นตำรวจจะจัดให้มีการเจรจาค่าเสียหาย หากตกลงกันไม่ได้ตำรวจก็จะบันทึกไว้แล้วรวมเข้าสำนวนส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการของรัฐ ถ้าเป็นคดีอาญารัฐต้องดำเนินการ แต่ผู้เสียหายก็สามารถฟ้องได้ทั้งคดีแพ่งและอาญา เมื่อคู่กรณีฟ้องสิ่งที่คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าทนาย คุณต้องมีทนายช่วยแก้ต่างให้ ถูกผิดหรือต้องชดใช้มากน้อยเพียงใดอยู่ในดุลยพินิจของศาล อาจมากกว่า หรือ น้อยกว่าในชั้นโรงพักก็ได้ แต่ค่าทนายคุณต้องเสียแน่ๆ อยู่ในราว ๓ หมื่นบาทขึ้น

      ๓ กรณีเมื่อมีการชดใช้ค่าเสียหายตำรวจจะทำบันทึกเป็นหลักฐานแต่ก็ไม่จำกัดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอีกหากยังมีความเสียเกิดขึ้นอีกจากเหตุที่เราได้ทำประมาทลงไป

      ข้อแนะนำ
      ๑ ถ้าจะขับรถห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์เด็ดขาด
      ๒ อ่าน พ.ร.บ.จราจรทางบกวันละ ๒ จบทุกวันเป็นเวลา ๑ เดือน
      ๓ จ้างทนายความไว้เป็นที่ปรึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ
      -


  166. รบกวนขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ

    …. เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 7 มค 54 แม่น้อง ได้ไปส่งหลานที่โรงเรียน แต่เผอิญ มีรถยนต์ จอดอยู่ซ้ายมือ ได้ทำการเปิดประตูออกมาในช่วงจังหวะที่แม่ขับผ่านพอดี เป็นเหตุให้ประตูรถกระแทกกับแฮนรถแม่ล้มลง และเจ็บที่ซึ่โครง ส่วนหลานกระช้ำที่บริเวณซี่โครงนิดหน่อย เป็นแค่อาการถลอก ช้ำ และได้มีพลเมืองดี โทรแจ้ง อพปร นำส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 3 วัน ได้มีการทำบันทึกประจำวัน เนื่องจาก ทางรถยนต์บอกว่า เค้ามีประกันประเภท 1 จะให้ประกันเป็นคนเคลียร์ ซึ่งระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ไม่เคยมีใครมาดู หรือถามไถ่กันเลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เปิดประตูมาโดนแม่ หรือ ประกัน จนมาวันนี้ได้โทรไปบอก ว่าจะเอาอย่างไรเรื่องรถ เนื่องจาก บังโคลนหน้าแตก เบาะขาด กันชนหลังตรงแผ่นป้ายทะเบียน แตก เนื่องมาจากการล้ม แต่เค้าได้บอกมาว่า ประกันบอกว่าอาจจะเป็นการประมาทร่วม อยากทราบว่า เค้าเปิดประตูมากระแทกรถ ซึ่งเป็นเหตุให้นิ้วก้อยฉีก และ ล้มจนบาดเจ็บ ส่วนหลานก็เจ็บ แถมยังไม่มาดูแล สนใจกันเลย จะบอกว่าเราประมาท จะให้ข้อหาประมาทร่วม ต่างคนต่างจ่าย ในเมื่อเราก็ขับมาปกติ ถ้าเค้าไม่เปิดประตูออกมาโดยไม่มองหน้ามองหลังเราก็ไม่เจ็บ ถ้าเป็นอย่างนี้ เราสามารถเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ แล้วเราสามารถเรียกค่าทำขวัญได้หรือเปล่า


  167. รบกวนขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ

    …. เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 7 มค 54 แม่น้อง ได้ไปส่งหลานที่โรงเรียน แต่เผอิญ มีรถยนต์ จอดอยู่ซ้ายมือ ได้ทำการเปิดประตูออกมาในช่วงจังหวะที่แม่ขับผ่านพอดี เป็นเหตุให้ประตูรถกระแทกกับแฮนรถแม่ล้มลง และเจ็บที่ซึ่โครง ส่วนหลานกระช้ำที่บริเวณซี่โครงนิดหน่อย เป็นแค่อาการถลอก ช้ำ และได้มีพลเมืองดี โทรแจ้ง อพปร นำส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 3 วัน ได้มีการทำบันทึกประจำวัน เนื่องจาก ทางรถยนต์บอกว่า เค้ามีประกันประเภท 1 จะให้ประกันเป็นคนเคลียร์ ซึ่งระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ไม่เคยมีใครมาดู หรือถามไถ่กันเลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เปิดประตูมาโดนแม่ หรือ ประกัน จนมาวันนี้ได้โทรไปบอก ว่าจะเอาอย่างไรเรื่องรถ เนื่องจาก บังโคลนหน้าแตก เบาะขาด กันชนหลังตรงแผ่นป้ายทะเบียน แตก เนื่องมาจากการล้ม แต่เค้าได้บอกมาว่า ประกันบอกว่าอาจจะเป็นการประมาทร่วม อยากทราบว่า เค้าเปิดประตูมากระแทกรถ ซึ่งเป็นเหตุให้นิ้วก้อยฉีก และ ล้มจนบาดเจ็บ ส่วนหลานก็เจ็บ แถมยังไม่มาดูแล สนใ