ว่างเว้นไปนาน โผล่มาพร้อมกับสิ้นปี ๕๑ คราวนี้สัญญาจะ up-date อย่างต่อเนื่อง
ช่วงสิ้นปีเก่า ย่างเข้าปีใหม่ ไปงานไหนๆก็มีคนมาขอพรปีใหม่ คำอวยพรของผมฟังดูจะขวางๆหู แต่เป็นโลกของความจริง คำอวยพรทั่วๆไปที่ได้รับส่วนมากจะไม่พ้น “….ขอให้มีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่จน…” อะไรทำนองนี้
ส่วนของผมจะบอกว่า “พรทั้งหมดจะไม่บังเกิดผลกับตัวท่าน ถ้าท่านไม่ช่วยตัวท่านเองก่อน ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาช่วยท่านได้ ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรง ก็จงหมั่นออกกำลังมายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารเสริม วิตามิน เมื่อร่างกายแข็งแรงแล้วก็สามารถประกอบอาชีพได้ เมื่อประกอบอาชีพสุจริตและไปถูกทาง กิจการก็จะค่อยดีขึ้น ก็จะมีเงินมีทองใช้ มีเงินใช้ก็จะสบายใจ สุขภาพจิตดี ชีวีก็จะเป็นสุข” ชีวิตก็มีความสุข
ปีใหม่คนชอบยึดเอาเป็นการเริ่มต้น หมายความว่า เมื่อปีที่ผ่านไปมันกะพร่องกะแพร่ง อยากเริ่มต้นใหม่ให้มันดีกว่าเก่า หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ก็เอาเป็นปีใหม่นี่แหละ ก็ใช้ได้ครับ คล้ายๆกับเอาฤกษ์เอาชัย อย่างเช่นกับผมนี่ก็เหมือนกัน รับว่าปีใหม่นี้จะ up-date ทุกสัปดาห์
ปีใหม่ปีนี้การรณรงค์เกี่ยวกับเทศกาลน้อยไปหน่อย ความจริงการรณรงค์เขาทำกันต่อเนื่อง แต่สื่อไม่ว่าง มัวไปเสนอข่าวเกี่ยวกับพวกเสื้อสีมากไปหน่อย ข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้านอื่นๆเลยถูกเบียด พูดถึงสีเสื้อนี่ทำให้เสื้อผมที่เป็นสีพื้นๆสีเดียวกันทั้งตัวใช้ไม่ได้ไป ๒ สี คือสีแดงกับสีเหลือง ปกติผมชอบใส่เสื้อผ้าสีตามวัน เดี๋ยวนี้ใส่ไม่ได้ กลัวคนเขม่นว่าฝักไฝ่สีโน้นสีนี้ แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งทั้งสองสี โดยเอามาประยุกต์สองสีไว้ในตัวเดียวกัน เหลืองกับแดง หรือแดงกับเหลือง เป็นชาวธรรมศาสตร์ หรือ จปร.ไปเลย เรื่องความขัดแย้งเหล่านี้จะหมดไปทันที ถ้าสื่อหยุดเสนอข่าว เองจะมีกิจกรรมอะไรก็ว่าของเองไป สื่องดเสนอข่าวอย่างเด็ดขาด เวลาเดียวกันก็ห้ามแต่ละกลุ่มกระจายข่าวด้วยสื่อของตนเอง (คนเบื่อแล้ว) ปัจจุบันนี้ผมก็ทำหน้าที่สื่อเหมือนกันน๊ะ ที่ Cable TV h+Channel ของ Asia Television เราจะไม่พูดเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง
โครงการรับฝากบ้านไว้กับตำรวจหายไป ตำรวจคงสบายใจขึ้นเยอะ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ การดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นหน้าที่อยู่แล้ว คนที่เขาไม่ได้ฝากบ้านตำรวจก็ต้องดูแล มันทำให้เกิดความคิดว่า ต้องดูแลเฉพาะบ้านที่เข้าโครงการเท่านั้นหรือ ผมสงสารตำรวจชั้นผู้น้อย สนองนโยบายเอาหน้าของตำรวจผู้ใหญ่ เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้ออกทีวีและเป็นข่าว พอแถลงข่าวเสร็จแล้วก็แล้วไป ตำรวจผู้น้อยกลายเป็นยาม ไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางคนต้องลงทุนจ้างยาม จ้างมอเตอร์ไซด์รับจ้างมาช่วย ปีนี้ตำรวจอ้างติดเรื่องม๊อบ ไม่มีกำลัง โล่งอกไปเรื่อง
มาถึงเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุในช่วงวันหยุดปีใหม่บ้าง รัฐบาลไม่ได้โหมหนักเรื่อง ” เจ็ดวันอันตราย” เพราะมัวยุ่งกับการแถลงนโยบาย แถลงได้ไม่ได้สำคัญกว่า แต่ข้าราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบมีอยู่ เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่ตามปกติ หน่วยงานหลักๆก็คือ กรมทางหลวง ตำรวจแห่งชาติ มีตำรวจทางหลวง ตำรวจท้องที่ มีทั้งนครบาลและภูธร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณะสุข ปีนี้กระทรวงสาธารณะสุขมีโครงการเก๋ไก๋ ภายใต้ชื่อ “จุดตรวจวัดความสุข” ให้บริการตรวจผู้เดินทาง จัดน้ำดื่มให้ รวมทั้งผ้าเย็น เพื่อแก้ง่วงผู้ขับขี่ วัดความดัน นวดหลัง นวดไหล่ นวดขมับ รวมทั้งปฐมพยาบาล เป็นกิจกรรมใหญ่ไปเลย และยังมีหน่วยราชการและองค์กรเอกชนอีกหลายหน่วย ทั้งหมดก็เพื่อที่จะลดจำนวนอุบัติเหตุ
พูดถึงตัววัดความเสียหายจากอุบัติเหตุ ในเจ็ดวันอันตราย ปีต้องชมว่า ผู้ร่วมโครงการและสื่อเริ่มเข้าใจแล้ว เสนอข่าวถูกต้อง แต่ยังมีที่เชยๆหลงออกมาบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ผมได้พยายามต่อสู้ในที่ประชุมมาหลายครั้งตอนที่ยังรับราชการอยู่ คือยังมีหลายคนและสื่อหลายฉบับยังวัดจำนวนความเสียหายด้วยจำนวนศพ ถ้าตายมาก เจ็บมาก ถือว่าการป้องกันบกพร่อง ผมบอกว่า จำนวนคนตาย คนเจ็บ มันไม่ใช่ตัววัดเรื่องการขับขี่ประมาท แต่มันเป็นการวัดความสามารถในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เป็นเรื่องของหน่วยกู้ภัย หมอ และพยาบาล ส่วนการวัดเรื่องความประมาทของการขับขี่ ต้องวัดที่จำนวนครั้ง หรือ จำนวนราย ที่เกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่าง ในพื้นที่หนึ่ง รถโดยสารคันหนึ่งมีคนนั่งไป ๔๐ คน คนขับขี่ขับประมาท รถตกเขา ตายหมดทั้งคัน ๔๐ คน ถือว่า เป็นการประมาทของผู้ขับขี่เพียงคนเดียว และเป็นอุบัติเหตุรายเดียวเท่านั้น ส่วนอีกพื้นที่หนึ่ง มีเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถปิกอับ รถยนต์เก๋งชนกัน รวมแล้ว ๑๐ คดี มีคนตายไป ๑ คน ต้องถือว่าพื้นที่ๆสองที่มีคนตายเพียง ๑ คนนั้น การป้องกันเรื่องการขับขี่ประมาทด้อยกว่าพื้นที่แรก แม้พื้นที่แรกจะตายตั้ง ๔๐ คน
เรื่องการเกิดอุบัติเหตุเพราะผู้ขับขี่มึนเมาในขณะขับขี่นั้น ข้อมูลนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะพบว่า มีการตรวจวัดแอลกอฮอร์จากคนเจ็บคนตายที่ไปรักษาที่โรงพยาบาล ขอโทษทีเถอะครับ หมอหรือพยาบาลรู้ได้ไงว่า ใครเป็นคนขับขี่ (คนขับขี่หนีไปแล้วคร๊าบ) ที่เหลืออยู่นั้น เป็นผู้โดยสารทั้งน๊าน
สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากคน (ผู้ขับขี่ ) ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จากรถพาหนะที่ขับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จากสภาพถนนสภาพดินฟ้าอากาศและอื่นๆรวม ๕ เปอร์เซ็นต์
สาเหตุเกี่ยวกับคนก็คือ
๑ ขับรถในขณะร่างกายหย่อนความสามารถในอันจะขับ เช่น ง่วงนอน (หลับใน) ร่างกายอ่อนเพลีย ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาแก้ไข้ แก้ปวด ขับรถหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ขับรถติดต่อกันเกิน ๒ ชั่วโมงโดยไม่พักยืดเส้นยืดสาย หรือทำให้ร่างกายกระปี้กระเปล่า
๒ ไม่ชำนาญทาง ไม่คุ้นเคยทาง ขับรถไปมองหาป้ายบอกทางไปด้วย ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าลาดชัน ทางโค้ง หรือทางลื่น ขับรถไม่เก่ง ไม่ไคยขับรถคันนั้นมาก่อน (ไม่รู้ใจรถ) หรือมือใหม่หัดขับ
๓ ไม่สนใจเครื่องหมายเตือนการจราจร เช่นป้ายบอกทางข้างหน้าเป็นทางโค้ง ทางขึ้นลงเขา ป้ายเตือนเรื่องความเร็ว
๔ ขับรถด้วยความคึกคะนอง ขาดความระมัดระวัง แซงซ้ายป่ายขวา ขับรถจี้ท้ายรถที่ขับอยู่ข้างหน้า
๕ ขับรถโดยใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด
๖ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ หรือแซงรถโดยไม่ได้ให้สัญญาณก่อน หรือแซงรถในที่คับขัน ที่ห้ามแซง
สาเหตุเกี่ยวกับรถ
๑ รถสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง ช่วงล่างหมดสภาพไม่ยึดเกาะถนน ระบบห้ามล้อไม่ดี
๒ ยางรถที่ใช้หมดสภาพ ขับไปนานๆเกิดความร้อนเกิดการระเบิด
สาเหตุเกี่ยวกับสภาพถนนและเหตุภายนอกอื่นๆ
๑ ถนนเป็นหลุมบ่อ คนขับไม่รู้ทาง ขับรถตกหลุมหรือหลบหลุมตกเหว หรือชนกับรถอื่นที่สวนหรือขับขี่ตาม
๒ ฝนตกใหม่ๆทำให้ดินที่เครือบอยู่บนพื้นผิวถนนกลายเป็นโคลน ถนนลื่น เมื่อใช้ความเร็วสูงอาจเกิดการลื่นไถล
ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ถ้าจะถามว่า ทำไมจะต้องมาเกิดมากตอนช่วงเทศกาล คำตอบก็คือ เมื่อใดก็ตามเมื่อมีการใช้รถใช้ถนนอย่างหนาแน่น หรือจำนวนมาก เมื่อนั้นย่อมจะมีอุบัติเหตุมากตามไปด้วย เวลาเดียวกัน ในช่วงเทศกาล ใน กทม.รถยวดยานพาหนะจะบางตาแต่ก็ไม่วายเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้เนื่องจากว่า พอถนนว่างผู้ขับขี่ก็ขับรถด้วยความเร็วสูง ไม่เชื่อฟังป้ายสัญญาณเตือน รถจึงชนกัน เพราะใน กทม.มีถนนที่มีจุดตัดกันมากที่สุด
อย่าลืมว่า ในวันธรรมดาๆ ไม่ใช่เทศกาลก็เกิดอุบัติเหตุ จากสถิติอุบัติเหตุจราจร วันธรรมดาจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุชั่วโมงละ ๑ คนครึ่ง แต่ในช่วงเทศกาล จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุชั่วโมงละ ๓ คน หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว
รู้อย่างนี้แล้ว ขับรถโดยใช้ความระมัดระวังให้มากนะครับ และอย่าลืมว่า ถึงแม้เราจะระมัดระวังแล้วก็ยังพลอยโดน เพราะอีกฝ่ายขาดความระมัดระวังมาเสียบเอาเราเข้า อยู่ดีๆอาจตายได้ การเดินทางควรเตรียมตัวให้พร้อม เกิดอุบัติเหตุในที่เปลี่ยวๆ โทร ๑๑๙๓ เบอร์เดียวทั่วประเทศ ตำรวจทางหลวงที่ใกล้ที่สุดจะมาช่วยเหลือท่าน (ของหน่วยอื่นก็มีเบอร์ แต่ผมจำไม่ได้) และอย่าลืมพกบัตรประจำตัว จดเบอร์โทรศัพท์ญาติ เก็บไว้ในตัวท่านด้วย หากท่านเป็นอะไรไป สลบไปทั้งคัน คนไปช่วยจะได้แจ้งญาติๆท่านได้ถูก แล้วฝากบอกไปยังหน่วยกู้ภัยต่างๆ ใครไปถึงที่เกิดเหตุก่อน อย่าไปมัวเก็บทรัพย์คนเจ็บคนตาย ช่วยเหลือให้เขารอดชีวิตก่อนเถอะ
ขอให้ท่านที่ไปท่องเที่ยวหรือ เดินทาง จงกลับมาอย่างปลอดภัยครบอาการ ๓๒ ไปกี่คนก็กลับให้ครบในภาพเป็นๆ เน้น อย่าได้ประมาท จงใช้ความระมัดระวังอยู่เสมอ ถนอมชีวิตไว้เถอะ ตายแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถูกเผาเป็นขี้เถ้า แล้วเขายังเอาขี้เถ้าไปทิ้งน้ำ เก็บไว้นิดเดียว ไม่ถึงกล่องไม้ขีด ขอให้โชคดีนะครับ.
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
เพิ่งสมัครเป็นครั้งแรกฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ
สวัสดีปีใหม่ครับ คุณลุงอังกูร …
กลับมาพร้อมกับสาระเช่นเคยนะครับ
ปีนี้ขอเป็นแฟน blog คุณลุงต่อไปนะครับ