ผมไปญี่ปุ่นตอนที่หวัดสายพันธุ์แม็กซิโกระบาด (ระหว่าง ๘ – ๑๙ พ.ค.) แถมยังสวนกระแสเที่ยวไทยครึกครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก จำเป็นต้องไปเพราะลูกชายต้องไปติดต่อธุรกิจด้วย กลัวตายก็กลัวแต่ถ้าไม่ไปต้องสูญเงินคนละหลายหมื่นบาท ในที่สุดเสียดายเงินมากกว่ากลัวตายเลยต้องไป คราวนี้เดินทางกันเองไม่ต้องพึ่งทัวร์ ทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่างถ้าไปกับทัวร์คงไม่ได้ ผมไปญี่ปุ่นครั้งสุดท้ายเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ภาพที่เห็นวันนี้แตกต่างไปเยอะ นั่นคือเรื่องการจราจร เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่น(โดยเฉพาะโตเกียวซึ่งเป็นเมืองที่ประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก)ไม่มีปัญหาเรื่องรถติด เพราะผู้คนไปใช้รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน มีหลายสิบเส้นทางเชื่อมต่อกันทั้งเมือง ส่วนถนนก็มีการยกระดับซ้อนขึ้นไปบนอากาศ ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง ข้ามกันไปข้ามกันมา ไม่มีจุดตัดให้การจราจรต้องชะงักเว้นแต่ในตัวเมือง
สิ่งที่เจริญหูเจริญตาคือความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเอาบ้านเราเป็นตัวเปรียบเทียบ ญี่ปุ่นสะอาดเป็นระเบียบมาก ผู้คนมีวินัย ลงจากเครื่องที่สนามบินนาริตะ สนามบินของเขาสู้สุวรรณภูมิเราไม่ได้ในด้านสถาปัตยกรรมแถมของเรายังมีศูนย์การค้าและภัตตาคารอีกด้วย แต่เรื่องการคมนาคมจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองของเราก็สู้เขาไม่ได้ ญี่ปุ่นมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง (มากกว่า ๑๐๐ กม./ชม) ออกทุกๆ ๑๐ นาที หรือจะเดินทางด้วยรถบัสก็ได้ ผมเลือกรถบัสเพราะสะดวกสบาย มีเจ้าหน้าที่ยกกระเป๋าให้เรียบร้อย ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษโดยรถไม่ได้หยุดที่ใดเลย เส้นทางจากสนามบินเข้าสู่เมืองเป็น Drive Thru คือขับตะลุยแหลก ไม่มีถนนตัดผ่านหรือต้องหยุดรอสัญญาณไฟ สองข้างทางไม่มีเสาไฟฟ้าพาดสายให้ระเกะระกะเพราะเอาลงใต้ดินหมด การขับรถที่นี่เป็นระเบียบรักษาช่องทางเดินรถ ไม่แซงซ้ายแซงขวาเหมือนในกรุงเทพฯ
ผมเข้าพักที่โรงแรมอยู่ใจกลางเมืองชินจูกุซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าการติดต่อธุรกิจของโตเกียว ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ค่าใช้จ่ายสูงกว่าบ้านเรา ๓ เท่าตัว ตัวอย่างน้ำดื่มขวดเล็กๆที่บ้านเราขาย ๘ – ๑๐ บาทที่ญี่ปุ่น ๓๕-๓๘ บาท (อัตรา ๑๐๐ เยนต่อ ๓๒ บาท) โรงแรมห้องค่อนข้างเล็กแต่ที่ผมชอบ คือ โถส้วม มีที่ฉีดล้างก้นปรับน้ำให้อุ่นร้อนเย็นตามต้องการ มีหลายปุ่มให้เลือกจะฉีดล้างก้นเมื่อเสร็จจากการถ่าย หรือสุภาพสตรีจะฉีดล้างเมื่อปัสสาวะเสร็จ ปรับน้ำให้อ่อนแรงได้ ถ้าไม่ตรงจุดก็มีปุ่มเลื่อนปรับให้พอดี ผมจึงชอบตอนเข้าห้องน้ำ เปิดน้ำฉีดก้นเพลินดี
เรื่องเกี่ยวกับห้องน้ำผมมีประสบการณ์อย่างที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ “รู้ไว้ไม่ตายโหง” คือ ผมต้องสำรวจดูช่องเพดานในห้องน้ำซึ่งเป็นช่องที่ช่างขึ้นไปเซอร์วิสระบบท่อต่างๆ ที่บ้านเราเคยมีคดีที่คนร้ายเลื้อยจากห้องข้างเคียง ลงมาทางช่องเพดานเข้าไปขโมยของ หลายคนไปพักโรงแรมตื่นกลางดึกเห็นผี ความจริงไม่ใช่ เป็นคนร้ายเข้าไปขโมยของ ผมสำรวจพบว่าที่ญี่ปุ่นมีสลักเป็นพล๊าสติกแข็งกันคนเปิดช่องนี้จากด้านบนเพดาน (แสดงว่าคงจะเคยมีคดีเกิดขึ้น) เพื่อให้อุ่นใจผมต้องเปิดขึ้นไปดู โรงแรมที่ผมพักรอบคอบมาก ที่ฝาช่องเพดานมีสายไฟฟ้าโยงไว้อีก เป็นการป้องกันถึง ๒ ชั้น ถ้าใครยกฝาช่องนี้ออกต้องมีสัญญาณบอกไปยังห้องควบคุมแน่ ผมมัวแต่ห่วงเรื่องความปลอดภัยจนเกือบจะทำให้เกิดคดีซะเอง ก็ดันไปเหยียบบนฝาปิดชักโครกเพื่อปีนดูช่องเพดาน ตรงนั้นมันเป็นพล๊าสติกอ่อน พอเสียงดังเอี๊ยดผมรีบโดดลงเสียก่อนเลยรอดไป
ช่วงที่ผมเดินทางไปถึงอากาศอยู่ระหว่าง ๒๐ – ๒๘ องศา กำลังพอดี อากาศเย็นทำให้คนที่นั่นแต่งตัวสวยงาม ผู้หญิงแต่งแฟชั่นนำสมัย ผู้ชายสวมเสื้อนอกเกือบทุกคน ผู้ชายญี่ปุ่นจะไม่สวมรองเท้าแตะไม่ว่าจะเป็นแบบคีบหรือแบบสวมออกนอกบ้านเด็ดขาด การเดินทางโดยไม่มีทัวร์นำต้องรู้วิธีเดินทาง ในวันธรรมดาช่วงชั่วโมงเร่งด่วนตั้งแต่ ๐๖.๐๐ น.-๐๙.๐๐ น. อย่าได้ออกเดินทางเด็ดขาด เพราะคลื่นฝูงชนที่ไหลลงใต้ดินเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ผู้คนมากเดินกันขวักไขว่เหมือนมดแตกรัง ผมใช้คำว่าไหลเหมือนสายน้ำเพราะเห็นหัวคนดำพรืดเคลื่อนไปตามบันไดเลื่อนเหมือนน้ำไหล รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมีถึง ๓ ชั้น บนดินหนึ่งชั้น ลงไปใต้ดินอีก ๒ ชั้น ผมต้องรอให้เลย ๐๙.๐๐ น.ไปแล้วรถไฟฟ้าค่อยว่าง ส่วนรถยนต์ไม่ต้องห่วง ถนนว่างตลอดเพราะไม่นิยมใช้รถยนต์
การใช้บันไดเลื่อนต้องระวังให้มาก ต้องยืนชิดข้างใดข้างหนึ่ง บางที่ก็ยืนชิดด้านขวา บางที่ก็ยืนชิดด้านซ้าย บางที่จะทำรูปเท้าไว้ที่พื้นบันไดเลื่อน ต้องยืนบนรูปรองเท้าหรือชิดข้างใดข้างหนึ่งไว้ สังเกตคนที่ยืนข้างหน้าเรายืนข้างไหนเรายืนตาม คนที่รีบเร่งเขาจะวิ่ง แซงขึ้น – แซงลง ทางด้านที่ว่าง ถ้าขืนไปยืนคู่บนบันไดเลื่อนโดนชนล้มแน่นอน เจ็บฟรีแล้วยังอายเขาด้วย ความจริงการใช้บันไดเลื่อนเป็นวัฒนธรรม ในยุโรปหรืออเมริกาหรือประเทศไหนๆก็ปฏิบัติแบบเดียวกัน เว้นแต่ประเทศไทยโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯนิยมยืนคู่แถมคุยเสียงดังอีก
การ ขึ้น– ลง รถไฟ หรือ เข้า– ออก ลิฟต์ ก็ถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน ต้องให้คนอยู่ข้างในออกก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไป การยืนคอยต้องยืนต่อคิวกัน ระบบ First Come First Serve “ใครถึงก่อนไปก่อน” แต่ที่กรุงเทพฯดูเหมือนไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น ต้องให้รัฐบาลส่งไปดูงานญี่ปุ่น
มารยาทบนรถไฟฟ้ารวมทั้งระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ งดการใช้โทรศัพท์ งดการพูดคุยบนขบวนรถ จะมีป้ายเขียนเตือน ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะปฏิบัติเช่นนี้ มีเหมือนกันที่เปิดโทรศัพท์ระบบสั่นสะเทือนไว้(ปิดเสียง) เมื่อมีโทรศัพท์เข้าก็จะรีบไปพูดนอกตู้โดยสารบริเวณหน้าห้องน้ำ ผมเองก็โดนญี่ปุ่นสอนมวยเหมือนกัน จำไม่ได้แล้วว่าขึ้นรถไฟจากไหนไปไหน รถขบวนนั้นคนนั่งเต็ม ผมกับลูกชายต้องยืน เผลอคุยกับลูกชายโต้ตอบกันไม่ดังนัก ๒ – ๓ ประโยค ผมถูกชายญี่ปุ่นที่นั่งสะกิดแขนแล้วส่งภาษาญี่ปุ่น ผมนึกในใจ “กูฟังภาษามึงไม่รู้เรื่อง” แล้วชาวญี่ปุ่นก็ชี้มือไปที่ป้ายติดข้างรถ ดันเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก แต่พอดีบรรทัดล่างๆมีภาษาอังกฤษเขียนบอกว่า “ห้ามพูดคุย ห้ามโทรศัพท์” อ่านป้ายเข้าใจแล้วจึงได้กลับไปดูหน้าญี่ปุ่นคนที่สะกิดผม ปรากฏว่าไอ้หมอนี่มันนั่งหลับ เสียงพูดคุยของผมคงไปกวนให้มันตื่น ผมสงสัยคงจะเป็นพวก Homeless (พวกไม่มีบ้านนอน อาศัยหลับนอนตามรถและที่สาธารณะ)
การใช้รถไฟฟ้าให้สังเกตที่พื้นชานชะลาสำหรับยืนคอยรถ ถ้าทำรูปรถเข็นไว้ที่พื้นนั่นแหละเป็นช่องสำหรับคนพิการรวมทั้งผู้ป่วยเจ็บ คนชรา หญิงมีครรภ์ ผมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยยืนรอตรงช่องนี้ ตู้รถไฟฟ้าที่มาจอดเทียบตรงหน้าจะเป็นที่นั่งสำหรับบุคคลเหล่านี้ บนตู้รถจะมีป้ายบอกว่า “ต้องให้โอกาสบุคคลเหล่านี้ได้นั่งก่อน” แต่บางทีผมผิดหวัง พอขึ้นไปเจอญี่ปุ่นที่ หนุ่ม สาว กว่าแกล้งนั่งทำหลับไม่รู้ไม่ชี้ ผมใช้คำว่า “แกล้ง” เพราะพี่แกรู้ว่ารถวิ่งถึงไหน พอถึงจุดหมายปลายทางแกลงถูกทุกที และที่พื้นชานชะลานี่แหละท่านต้องสังเกตให้ดี บางทีเขาเขียนไว้ที่พื้นเป็นภาษาอังกฤษว่า “สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ” สุภาพบุรุษอย่าได้ขึ้นโดยสารบนตู้นี้เด็ดขาด เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็นพวกโรคจิต ชอบเบียดเสียดสีสะโพกผู้หญิง หรือไม่ก็จะหาว่าท่านเป็นลักเพศ
ผมชอบใจอีกสิ่งหนึ่งคือ ทางสำหรับคนตาบอด ญี่ปุ่นให้ความสำคัญสำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้พิการที่ใช้รถเข็น โดยบนบาทวิถีจะมีเส้นนูน เป็นเส้น ๆ ประมาณ ๔ ถึง ๖ เส้น กว้างประมาณเกือบฟุต ขนาดเท่าแผ่นอิฐปูพื้นทางเท้าแผ่นหนึ่ง ทำต่อเนื่องยาวไปทั้งเมือง เมื่อไปถึงตำแหน่งที่จะต้องแยกไปซ้ายขวา หรือเปลี่ยนระดับ เช่น ขึ้นบันได ลงบันได ขึ้นรถไฟฟ้า หรือขึ้นรถเมล์ จะเปลี่ยนเป็นจุดกลมแทน เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้ใช้ไม้เท้าสัมผัส และจะสามารถร่วมเดินทางไปกับคนตาดีได้ โดยเฉพาะเส้นนูนเหล่านี้จะทำเป็นสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ เอาไว้ให้คนตาดีดู คล้ายกับจะบอกว่า อย่าไปยืนหรือเดินทับเส้นทาง คอยเลี่ยงให้กับผู้พิการด้วย
ถนน และ บาทวิถีที่ญี่ปุ่นราบเรียบ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำทางขึ้น–ทางลงให้กับผู้ที่ใช้รถเข็น โดยปาดขอบบาทวิถีจนเกือบจะเรียบถึงพื้นถนน เดินทางครั้งนี้ผมมีหลานอายุ ๒ ขวบครึ่งไปด้วยซึ่งจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอด เท่ากับเป็นการทดสอบเส้นทางคนพิการไปด้วย ประเทศนี้คนพิการใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย พอถึงจุดที่จะต้องขึ้นบันไดเขาก็จะทำลิฟต์หรือทางลาดไว้ให้
บนบาทวิถีที่ญี่ปุ่น ไม่มีหาบเร่หรือแผงลอยขายของ หลุมบ่อไม่มี เสาไฟฟ้าสักต้นยังหาไม่เจอ สายไฟฟ้าฝังใต้ดินหมด ไม่มีขยะ ไม่มีเศษกระดาษหรือถุงพล๊าสติกให้เห็นเลย ผ้าพล๊าสติกที่ห้อยหน้าร้านค้าเพื่อกันแดดกันฝนหลากสีอย่างบ้านเราไม่มี อาจจะมีต้นไม้โผล่ขึ้นที่ขอบบาทวิถีบ้างแต่ที่โคนต้นไม้ก็จะมีแผ่นเหล็กฉลุปิดโคนต้นสวยงาม รับรองว่าไม่มีขยะทิ้งที่โคนต้นไม้ ต่างกับที่บ้านเราถ้ามีต้นไม้ที่ไหนจะทิ้งขยะที่โคนต้นไม้ทันที
ญี่ปุ่นจะไม่ตั้งถังขยะที่ริมบาทวิถี การทำเช่นนี้ทำให้ไม่มีขยะทิ้งให้เห็นตามถนน ขยะของใครหรือใครทำให้เกิดขยะขึ้นถือว่าเป็นสมบัติของคนนั้น ต้องเก็บไปทิ้งที่บ้านของตน ญี่ปุ่นห้ามเดินทานอาหาร และ ห้ามทานบนรถสาธารณะเด็ดขาด ถ้าจะทานอาหารต้องทาน ณ จุดขาย เมื่อทานเสร็จก็ทิ้งขยะ ณ จุดขายนั้น ถ้าผิดจากนี้ก็ต้องเก็บขยะไปทิ้งที่บ้านของตน
รถแท็กซี่ในญี่ปุ่นทันสมัยมาก ใช้รถสภาพใหม่ เป็นรถใหญ่ส่วนมากจะเป็นโตโยต้าคราวน์ โดยเฉพาะคราวน์รุ่นใหม่ราคาในเมืองไทยสี่ล้านกว่า ที่ญี่ปุ่นใช้ทำแท็กซี่ ข้างในรถสะอาดส่วนมากจะมีผ้าสีขาวคลุมครึ่งเบาะ คนขับรถแท็กซี่แต่งกายเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวชายเสื้อในกางเกง ผูกเน็กไททุกคน ๘๐ เปอร์เซ็นต์สวมเสื้อนอก เหมาะสำหรับเดินทางระยะสั้น ๆ ทุกคันใช้มิเตอร์ ราคาเริ่มแรกจะไม่เท่ากันอาจจะอยู่ที่สภาพรถใหม่เก่า บางคันก็เริ่มที่ ๕๙๐ เยน บางคันเริ่มที่ ๖๔๐ เยน เท่ากับ ๒๐๐.- บาท และ ๒๕๐.- บาท ตัวเลขมิเตอร์จะเปลี่ยนค่อนข้างไว ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรค่าโดยสารแท็กซี่ประมาณ ๖๕๐.- บาท
สำหรับเรื่องการสูบบุหรี่ที่ญี่ปุ่นเข้มงวด จะสูบได้เฉพาะสถานที่ๆจัดไว้ให้เท่านั้น การเดินสูบบุหรี่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
คนญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์ ไม่นิยมพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาญี่ปุ่นจึงทำให้การสื่อสารค่อนข้างลำบาก แต่ญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจภาษาแต่ก็พอสื่อสารได้ เช่น การทานอาหารก็ใช้ชี้เอาตามเมนู ร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยใหม่แทบไม่ต้องพูดจากันก็ทานอาหารได้ โดยจะทำตู้ไฟฟ้าติดภาพอาหารบอกราคาหน้าร้าน มีปุ่มให้กด อยากทานอะไรก็หยอดเหรียญตามราคาแล้วกดปุ่มใต้ภาพอาหาร จะมีกระดาษบอกรายละเอียด ถือกระดาษเข้าไปในร้าน เจ้าหน้าที่จะทำอาหารให้ สะดวกสบายทั้งคนซื้อและคนขาย
ที่เล่ามานี้เพื่อจะให้มีการเปรียบเทียบระหว่างประเทศเขาซึ่งเจริญและทันสมัยสุดๆกับประเทศของเรา หลายคนบอกว่าประเทศไทยตามหลัง ๕๐ ปี ผมว่ามันแล้วแต่สภาพทางภูมิศาสตร์และสังคม จะให้เหมือนๆกันเสียหมดถ้าจะลำบากเพราะบ้านเรายังทะเลาะกันไม่จบ ถ้าจะถามผมว่าให้เลือกจะอยู่ประเทศไหน ผมก็ขอบอกว่าขออยู่เมืองไทยเพราะมันถูก เพราะเป็นบ้านเกิด มีความรู้สึกว่ามีส่วนเป็นเจ้าของ และ เรามีสังคมของเรา รอสักวันที่พวกเราเลิกทะเลาะกันและวันนั้นมีผู้นำที่เห็นประโยชน์ประเทศชาติและส่วนรวม ไม่หวังกอบโกย ประเทศไทยต้องเทียบทันชาติที่เจริญแน่นอน.
ขอบคุณสำหรับการพาไปเที่ยวนะค้าบ … อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ตอนนี้เก็บเงินอยู่ค้าบ อิอิ
เรียนท่านอังกูร
เพื่อนได้ส่ง link มาให้เมื่อต้นสัปดาห์นี้และได้ไล่อ่านทุกบทความแล้ว เคยเห็น bill board รูปท่านริมทาง motor way ขาออก (ตำรวจ posted ท่าถ่ายรูปแบบใหม่)
ทีแรกคิดว่าจะไม่มีการ update เสียแล้ว เห็นว่างเว้นไปนาน วันนี้ดีใจที่มีบทความใหม่ๆให้อ่านอีก
ขอให้กำลังใจท่าน(ปู่) ให้สนุกสนานกับชีวิตหลังเกษียณ และ keep up with this blog!!
You have lots of worth wide experiences.
นั่งไล่อ่านมา 2 วันกว่าๆ เกือบจะเก็บครบทุกบทความล่ะ
อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ
ตามมาจาก pantip ต้อง bookmark ไว้ คาดว่าต้องไล่อ่านทุกบทความเป็นแน่ แต่คงใช้เวลาหน่อย
อยากไปเที่ยวทีญี่ปุ่่นมากคะแต่ยังไม่กล้าไปเท่าไรเพราะกลัวยากูซ่า กลัวถูกจับเอาไปขาย 555 หน้าตาไม่สวยหรอกคะแต่ก็กลัว ไม่ทราบระบบความปลอดภัยเค้าดีมั้ยคะ แล้วเที่ยวที่่ไหนในญี่ปุ่่นปลอดภัยที่สุดคะ
คุณเฟิร์นครับ
ญี่ปุ่นมีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับบ้านเรา จะมีก็เพียงผู้ชายขี้เมาเพราะเขาชอบดื่มสุราหลังเลิกงาน ถ้ารู้จักสถานที่ๆควรจะไป เช่น ตามสถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์การค้า ฯลฯ ปลอดภัยมาก ดึกๆอย่าไปเดินตามร้านเหล้า
สิ่งที่ควรไปดู เห็นแล้วชื่นชม อิจฉา ก็คือระบบขนส่ง รถไฟฟ้าความเร็วสูงเยอะพอๆกับเส้นทางรถประจำทางบ้านเรา
มีอย่างเดียวที่ต้องระวัง คือ ค่าคลองชีพที่ญี่ปุ่นสูงระดับต้นๆของโลกทีเดียว
ขอบคุณมากๆเลยคะ แล้วท่านรู้มั้ยคะว่าสถานที่ไหนในญี่ปุ่นที่น่าท่องเที่ยวบ้างนอกจากภูเขาไฟฟูจิ ถ้าค่าครองชีพสูงอย่างนี้ไปอาทิตย์1จะโอเคมั้ยคะ ไม่ใช่อะไรหรอกคะกลัวใช้เงินหมดโดยไม่รู้ตัวน่ะค่ะเพราะไปครั้งแรกก็คงยังใช้เงินเค้าไม่เป็นสักเท่าไร
คุณเฟิร์น ครับ
ไปกับบริษัททัวร์จะดีกว่า สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็เพียงเท่าที่บริษัททัวร์เรียกเก็บไป พยายามอดใจไว้อย่าไปซื้ออะไรพิเศษนอกเหนือจากที่ทัวร์ให้ เสื้อผ้าของใช้ที่บ้านเราโคตรถูก ไปเพื่อศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ดูความเจริญทางด้านวัตถุ ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความก้าวหน้าระบบขนส่งมวลชน
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวคงจะหนีไม่พ้น วัดเก่าแก่ พระราชวังโบราณ ย่านชินชูกุ แหล่งที่ชุมนุมของวัยรุ่น โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ โตเกียวดิสนี่ย์ซี ซึ่งสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่หลักๆที่บริษัททัวร์จำต้องนำเสนอ แต่อย่าลืมไปสัมผัสลองนั่งรถไฟความเร็วสูงด้วยนะครับ
คงไปกับทัวร์ไม่ได้หรอกคะเพราะหนูไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยน่ะคะหนูอาศัยอยู่เมืองไอแลนเหนือคะ แต่ข้อมูลที่ท่านให้มาก็พอที่จะทำให้กล้าไปบ้างแล้วหละค่ะ ที่จริงแล้วก็มีพูดไว้กับแฟนบ้างหลังแต่งงานจะไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่นแต่ติดที่กลัวยากูซ่านี่แหละคะสงสัยจะอินกับหนังสือที่อ่านไปหน่อย 555 แต่ตอนนี้พอจะกล้าที่จะไปแล้วคะ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็จะพยายามระวังในการใช้ ขอบคุณมากคะท่านข้อมูลจากท่านช่วยหนูได้มากเลย ขอให้ท่านอยู่คู่เวปนี้ไปนานๆนะคะเพราะเวปของท่านมีสาระและมีประโยชน์ต่อประชาชนตาดำๆอย่างหนูและเพื่อนๆมากเลยคะ สุดท้ายขอให้ท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่คู่เวปนี้ไปนานๆ พวกหนูจะได้ไม่ตายโหงกันคะ ^__^ ปล. จะไปนั่งแน่นอนคะไปนั่งมาแล้วจะมาบอกนะคะว่าจะดีกว่ารถไฟของลอนดอนรึเปล่า ^___^
อยากไปเที่ยวววววญี่ปุ่นอีกจังเลยแต่คงต้องรอเก็บตังส์ให้ได้เยอะก่อนอ่ะน๊า เหอะ ๆ อะไรก็น่าซื้อไปหมดดดด