Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘เพชรซาอุ’

 

สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียอยู่ในฐานะที่ดีมาเป็นเวลานาน มีการเจริญไมตรีทางการทูต ไทยส่งแรงงานไปทำงานในประเทศซาอุฯจำนวนมาก เวลาเดียวกันคนประเทศซาอุฯก็เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากเช่นกัน นับว่าประเทศซาอุฯทำรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล แต่ปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียไม่ดีเหมือนเดิม เพราะมีเรื่องเกี่ยวพันกันระหว่าง 2 ประเทศหลายเรื่อง

1. เรื่องฆ่า จนท.สถานทูตซาอุฯ

2. เรื่องนักธุรกิจซาอุฯถูก“อุ้ม”หายตัว

3. เรื่องโจรกรรมเพชร

แต่ละเรื่องลึกลับซับซ้อน  ยังไม่สามารถที่จะคลี่คลายได้ชนิดเรียบร้อยสมบูรณ์และโปร่งใส ชุดสืบสวนฝีมือดีของเมืองไทยถูกเรียกตัวมาทำงาน แต่ละคดีก็จบลงหรือสรุปแบบมีเงื่อนงำ ไม่โปร่งใส ยังมีประเด็นข้อกังขาทิ้งไว้ให้คนที่สนใจขบคิดอีกมาก

 

ประเทศซาอุฯเข้มงวดเรื่องการส่งแรงงานไทยไปซาอุฯ และห้ามคนซาอุฯเดินทางเข้าไทย ทำให้ขาดรายได้เข้าประเทศ  รัฐบาลไทยรวมแล้วถึง 5 ชุด 5 สมัยพยายามแก้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ มีการรื้อฟื้นสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับซาอุฯหลายครั้งหลายครา คดีบางเรื่องก็ยังไม่เสร็จสิ้นจนถึงเดี๋ยวนี้

 

สมัยที่แรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุฯได้ ค่าหัวคิวส่งแรงงานไทยแพงมากๆ  หัวละเป็นแสนๆบาท โดยมีหัวหน้ามาเฟียไทยเป็นผู้เรียกเก็บ จ่ายใครบ้างไม่ทราบ ทางการประเทศซาอุฯก็พยายามปราบปรามเรื่องนี้ มีการย้ายเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องกับการออกวีซ่ากลับประเทศ และส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสืบสวนอย่างลับๆ จากการเข้มงวดกวดขันของทางการซาอุฯ  ทำให้วงจรอุบาทว์ส่วยแรงงานชะงัก จึงทำให้มีการฆ่ากันอย่างต่อเนื่อง

 

1. ปมขัดแย้งครั้งแรก  เมื่อประมาณปลายปี 2531 ในขณะที่แรงงานไทยส่งไปซาอุฯยังฟูเฟื่อง  เมืองไทยเป็นสวรรค์ของคนซาอุฯ  ในกรุงเทพฯแถวซอยนานาเหมือนกับเมืองๆหนึ่งในประเทศซาอุฯ  เดินไปไหนก็มักจะพบแต่คนแต่งกายชุดขาว  ชุดดำคลุมศีรษะแบบอาหรับมิดเดิลอีส  รวมทั้งร้านค้าร้านอาหารบริการชาวตะวันออกกลาง  เวลาเดียวกันที่พัทยาใต้แถวมาลินพลาซ่าก็คราคร่ำไปด้วยนักท่อเที่ยวจากซาอุฯ เกือบจะเรียกได้เลยว่าบริเวณทั้งสองแห่งนี้กลายเป็นเมืองตะวันออกกลางไปแล้ว

 

ที่พัทยามีการแบ่งโซนกินและที่ยวอย่างชัดเจน ไม่มีการล่วงล้ำแดน  ทำให้อยู่กันได้อย่างสงบ บรรดาหญิงบาร์อะโกโก้ สาวนั่งดริ๊งค์ สาวขายบริการ สาวนั่งชั่วโมง จากทุกสารทิศเฮโรไปขุดทองที่พัทยา

 กลุ่มซาอุฯอยู่แถวพัทยาใต้ ย่านมาลินพลาซ่าและโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ มีโบว์ลิ่งอยู่ที่ชั้นล่าง  โรงแรมนี้ซาอุฯเหมาไปเลย

ฝั่งตรงข้ามกับมาลินพลาซ่าด้านฝั่งทะเล  ย่าน Babyอะโกโก้ เป็นถิ่นของ นายโรต้า แก๊งเยอรมัน

 แถวพัทยากลางกลุ่มฮอลแลนด์ยึดครอง พวกไต้หวันยึดหัวหาดอยู่พัทยานาเกลือ

สถานบริการที่พัทยาเปิดดึกเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว

 

ในปลายปี 2531นั้นเอง  มี จนท.กงศุลของซาอุฯถูกลอบสังหารที่พัทยาในขณะกำลังนั่งดื่มเบียร์เคล้านารีอยู่ที่บาร์เบียร์พัทยาใต้ ในย่านของพวกมิดเดิลอีส คนร้ายควบมอเตอร์ไซด์มีชายมือปืนนั่งซ้อนท้าย แต่ละคนสวมหมากกันน็อค รถมอเตอร์ไชด์ของคนร้ายจอดห่างเป้าหมายประมาณ 30 เมตร คนร้ายที่นั่งซ้อนลงจากรถโดยยังสวมหมวกกันน๊อคอยู่ พร้อมชักอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 7.65 มม.หรือ ขนาด .32 ยิงแบบ Double Tribs คือปล่อยลูกกระสุนเป็นชุด 2 นัดซ้อน ลูกกระสุนวิ่งคู่เข้าหาเป้าหมายคือ จนท.กงศุล ถูกบริเวณราวนมซ้าย 2 นัด แม่นราวจับวาง โดยในขณะนั้นคนร้ายที่ขับขี่รถ จยย.ก็ยังคร่อมอยู่บนรถและติดเครื่องรออยู่ แล้วคนร้ายที่เป็นผู้ลั่นกระสุนก็กระโดดขึ้นซ้อนท้าย จยย.คันเดิม  เสียง จยย.เร่งเครื่องแผดดังยาว  แล้วรถ จยย.ของคนร้ายก็หายไปกับความมืด  ทิ้งไว้แต่เสียงเครื่องยนต์ที่ค่อย ๆแผ่วลง ๆ มองไม่เห็นตัวรถ

 

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แต่ถึงจะเร็วอย่างไรก็ไม่พ้นสายตาของกลุ่มนายตำรวจหนุ่มที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อย กำลังนั่งพักผ่อนปล่อยอารมณ์ดื่มเบียร์กันอยู่ประมาณ 3-4 คน ทุกคนไม่มีอาวุธปืน ไม่มียานพาหนะ เพราะมาพักผ่อนมิได้มาปฏิบัติหน้าที่ พวกเขานั่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เห็นคนร้ายหลังจากเสียงปืนดัง ได้ยินแต่เสียงเร่งเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ ไม่สามารถจำอะไรได้เลย ทุกคนวิ่งไปที่เกิดเหตุก็พบว่าเหยื่อตายสนิท ทุกคนยอมรับฝีมือการยิงของมือปืน แม่นยำและมีความชำนาญในการใช้อาวุธ การสืบสวนคดีนี้ไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด

 

2. เหตุการณ์ต่อมา  เมื่อต้นปี พ.ศ.2532 นายซอและ เลขานุการโทประเทศซาอุฯประจำประเทศไทย ถูกสังหารด้วยอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 6.35 ถึงแก่ความตายในเขตท้องที่ สน.ลุมพินี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้คือ“บังมุด” จำเลยปฏิเสธต่อสู้คดี ในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง  หลังจากคดี“บังมุด”แล้วยังมีการฆ่าเกิดขึ้นอีก 2 ราย

 

 

รายแรก จนท.สถานทูตซาอุฯถูกยิงเสียชีวิต 3 ศพในวันเดียวกัน  สถานที่เกิดเหตุมี ๒ จุด  เวลาเกิดเหตุใกล้เคียงกัน  ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ  โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนพกขนาด 7.65 มม.หรือขนาด .32

 

 

รายที่ ๒ ในระยะเวลาใกล้เคียงกับเหตุรายแรก  ก็มีนักธุรกิจของประเทศซาอุฯถูกอุ้มหายไปอีก 1 คน  ในขณะที่การสืบสวนคดีเรื่องฆ่า จนท.ทูตซาอุฯและคดีนักธุระกิจหายตัวยังไม่คลี่คลาย  คดีโจรกรรมเพชรซาอุฯก็เกิดขึ้น  เป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งเรื่องที่สาม 

3. ประมาณปลายปี 2532 ตอนกลางๆเดือนธันวาคม มีข่าวแพร่งพรายออกมาว่า  รัฐบาลประเทศซาอุฯประสานมายังรัฐบาลไทย ว่า  มีคนไทยที่ไปทำงานที่ประเทศซาอุฯโจรกรรมเพชรล้ำค่า จากวังเจ้าชายไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซิส มูลค่าหลายร้อยล้าน ทำให้ประเทศซาอุฯเข้มงวดแรงงานไทยที่จะไปทำงานซาอุฯมากยิ่งขึ้น

 

ขั้นต้นรัฐบาลไทยปฏิเสธ ต่อมารัฐบาลประเทศซาอุฯยืนยันว่า คนร้ายที่กระทำผิดเป็นคนไทยที่ไปทำงานในประเทศซาอุฯแน่นอน และได้หนีกลับประเทศไทยแล้ว ขอให้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศซาอุฯ

 

หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยทุกฉบับลงข่าวเรื่องโจรกรรมเพชรซาอุฯ ระบุคนร้ายคือนายเกรียงไกร เตชะโม่ง บ้านอยู่ที่ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ขณะนั้น พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย กำกับดูแลกรมตำรวจ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ เป็น อ.ตร. มอบหมายให้มือปราบพระกาฬนำโดย พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผบช.ก.ควบคุมกองปราบ เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้

 

การเจรจาในทางการทูตเกิดขึ้น ประเด็นการเจรจา  จะส่งตัวผู้กระทำผิดซึ่งเป็นคนไทยให้กับประเทศผู้เสียหายหรือไม่  ประเทศไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับซาอุดิอาระเบีย ในทางปฏิบัติจะส่งก็ได้ ไม่ส่งก็ได้

 

ระหว่างเจรจาหาข้อยุติว่า  จะส่งตัวหรือไม่ส่งตัวผู้กระทำผิดไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ  ขณะนั้นผู้กระทำผิดยังไม่ถูกจับกุม นสพ.ลงข่าวเพิ่มความกดดันให้กับนายเกรียงไกร เตชะโม่งเป็นอย่างมาก เพราะถ้าถูกจับตัวส่งไปให้ซาอุฯ  ถูกแขวนคอตายสถานเดียว นายเกรียงไกรเห็นตัวอย่างในประเทศซาอุฯมาแล้ว ขนาดลักทรัพย์ธรรมดายังถูกตัดมือ แต่นี่ลักในพระราชวังกษัตริย์ไฟซาลผู้มีอำนาจ ก็คงจะถูกประหารชีวิตแน่นอน จึงทำให้นายเกรียงไกรต้องหนีสุดชีวิต พร้อมยาไซยาไน้ท์ติดตัวตลอดเวลา ถ้าถูกจับตัวได้ก็จะรีบกินยาไซยาไน้ท์ฆ่าตัวตายทันที

 

รัฐบาลไทยตัดสินใจเลือกไม่ส่งตัวนายเกรียงไกรไปดำเนินคดีที่ประเทศซาอุฯ เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า  กฎหมายของประเทศซาอุฯรุนแรงเกินไป  โดยจะขอดำเนินคดีในประเทศไทย

 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอำนาจการสอบสวนของไทย มาตรา 20 บัญญัติไว้ว่า “ความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุด หรือผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวน หรือจะมอบหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้”

 

หมวด 3 ว่าด้วยอำนาจศาล มาตรา 22 (2) “เมื่อความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย ให้ชำระคดีนั้นที่ศาลอาญา………”

 

เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจไม่ส่งตัวผู้กระทำผิดไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ก็ได้ประสานให้ซาอุฯส่งตัวแทนในฐานะเป็นผู้เสียหายมาร้องทุกข์ดำเนินคดี ซึ่งประเทศซาอุฯก็ได้ส่ง ร.ต.อ.ซาแอค เอ็มเอส ซาซิส เข้ามาให้ถ้อยคำ และอัยการสูงสุดก็ได้มอบหมายให้กองปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวน

 

ย้อนกลับมาดูเรื่องการโจรกรรมเพชร ถ้าฟังตามข่าวแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าคนไทยตัวเล็กๆ ไม่มีการศึกษา จะสามารถอาจหาญเข้าไปโจรกรรมถึงในวังเจ้าชาย  เข้าไปเอาได้อย่างไรในรั้วในวัง  ทำกันกี่คน  มีคนอื่นร่วมไหม  ทำไมมันง่ายนัก  ไม่อยากจะเชื่อ แล้วนำกลับเข้าเมืองไทยได้อย่างไร  ผ่านการตรวจตราของทั้งสองประเทศ  เวลาออกเมือง และเข้าเมือง หลุดรอดไปได้อย่างไร  เจ้าหน้าที่ศุลกากรตายังกับสับปะรด

 

ติดตามรับฟังจากผมแล้วจะหายกังขา ถ้าไปอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์อย่างเดียวจะงง เพราะเรื่องนี้ไม่มีการแถลงข่าวกันอย่างละเอียด  ข้ามตรงโน้นนิด  ปิดตรงนี้หน่อย  แต่งเติมไปบ้างเพื่อให้ดูดีไม่เสียหาย ไม่เสียฟอร์ม

 

ที่จะนำมาเปิดเผยนี้เป็นส่วนที่เข้าไปสัมผัสจริง เพราะผู้เขียนอยู่ในชุดสืบสวนสอบสวนโจรกรรมเพชรซาอุฯ ภาคสอง (ภาคแรก กองปราบเป็นผู้สืบสวนสอบสวนและจับกุมตัวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ส่งขึ้นศาล)  ส่วนเพชรซาอุฯภาคสองนำโดย “เชอร์ล๊อคนู”(พล.ต.ท.ธนู หอมหวล  ขณะนั้นตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)

 

คดีเพชรซาอุฯภาค ๑ มีการจับกุมนายเกรียงไกรฯผู้กระทำผิดได้  ติดตามยึดเพชรกลับคืน เมื่อนำเพชรส่งคืนไปให้กษัตริย์ไฟซาล ปรากฎว่า  เพชรอัญมณีบางชิ้นที่ส่งคืนไปเป็นของปลอม ทำให้รัฐบาลซาอุฯไม่พอใจ ไม่ยอมรับแรงงานไทย ไม่ยอมให้คนซาอุฯเข้าประเทศไทย ขณะนั้นเป็นรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็น อ.ตร. พล.ต.ท.ธนู หอมหวล หรือเชอร์ล็อคนู เป็น ผบช.ก. “เชอร์ล๊อคนู” เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้เป็น หน.ชุดสืบสวน พล.ต.ต.อังกูรฯ ผู้เขียนขณะนั้นยศ พ.ต.ท.ตำแหน่งเป็นรอง ผกก.2 ป. อยู่ในชุดสืบสวนสอบสวนเพชรซาอุฯภาคสองนี้ด้วย

 เรื่องที่ พล.ต.ท.ธนูฯได้รับมอบหมายให้สืบสวนสอบสวนมี 2 เรื่องด้วยกัน  1.กรณีฆ่า จนท. สถานทูตซาอุฯ  2.กรณีโจรกรรมเพชรซาอุฯ

 

ซึ่งผลการสืบสวนสอบสวนของเชอร์ล็อคนู ในคดีแรก(คดี จนท.ทูตซาอุฯถูกฆ่า) ผลออกมาแบบชนิดไม่คาดคิด ผมเองก็ยังนึกไม่ถึง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร จะพูดถึงในโอกาสต่อไป

 

ส่วนกรณีโจรกรรมเพชรซาอุ ฯภาคสอง เชอร์ล็อคนู ก็ยังสามารถเก็บตกได้ตัวผู้ต้องหาที่รับซื้อของโจร (ผู้รับซื้อเพชรและอัญมณี จากนายเกรียงไกร ที่โจรกรรมจากวังกษัตริย์ไฟซาล)ได้อีกหลายคน และพบว่ามี จนท.ตำรวจอมเพชรอีกด้วย

 

เรื่อง จนท.อมเพชรของเชอร์ล็อคนู หรือเพชรซาอุฯภาคสองนี้ก็เล่นไม่ยาก กล่าวคือ ย้อนรอยการดำเนินการของตำรวจชุดแรก พบว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนไปตรวจค้นตามจุดต่างๆเมื่อพบของกลาง (ทรัพย์ที่จากการกระทำผิด) ที่ใด ก็จะทำบัญชีทรัพย์ที่ยึด แล้วนำไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจท้องที่  มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการณ์หลายชุด  แยกย้ายกันไปตรวจค้นหลายจุด  ทำให้มีบันทึกการตรวจยึดของหลายฉบับ  แต่เมื่อนำผู้ต้องหา, ทรัพย์ของกลาง เข้า กทม.แล้ว  พบว่าของกลางบางรายการหายไป บางทีก็ขาดหายไปทั้งบันทึก เนื่องจากมีการจัดทำบันทึกใหม่เพื่อให้เรียบร้อย  เอกสารเก่ามีหลายฉบับ เลอะเทอะ เลยจัดทำใหม่รวมเป็นใบเดียว  ทำให้มีสิ่งของบางรายการขาดหายไป  ส่วนที่ขาดนี่แหละ  ถือว่าเป็นสิ่งของที่ถูกอม  ทำให้คดีในภาคสองมีการจับกุมแต่เจ้าหน้าที่ระดับเล็กๆ ดูแล้วจิ๊บจ๊อยมาก  ส่วนบลูไดมอนด์เพชรเม็ดใหญ่ที่ทางซาอุฯต้องการ ไม่รู้ไปอยู่ที่ใด  สืบหาไม่ได้เหมือนเดิม

 

ข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนแรกประการหนึ่งก็คือ  หลังจากออกปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดต่างๆในต่างจังหวัดแล้ว พอกลับถึง กทม.มารวมทำบันทึกใหม่เพื่อใส่ชื่อผู้บังคับบัญชาลงไปด้วย  อยากให้เจ้านายได้หน้า  ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ตรง และ รายละเอียดบางอย่างขาดหายไป  ในขณะนั้นไม่มีใครคิดว่าจะถูกรื้อฟื้นคดี  พอมีการรื้อฟื้นขึ้นมา  ติดคุกกันเป็นแถว  ตำรวจรุ่นใหม่ๆจำเอาไว้เชียว

 

ในช่วงที่ทำการสืบสวนการโจรกรรมเพชรซาอุฯภาคสอง  ผู้เขียนทำหน้าที่รับ-ส่งตัวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาอยู่ที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใกล้จะพ้นโทษ (นายเกรียงไกรฯ ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ระวางโทษ 1 ถึง 7 ปี ศาลยกโทษขึ้นมาในอัตราสูงสุด แต่นายเกรียงไกรฯรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง) ตอนเช้าประมาณ 09.00 น. ผู้เขียนจะไปรับตัวนายเกรียงไกรฯที่เรือนจำอยุธยา แล้วพาตัวไปสอบสวนที่ บชก. ถนนอังรีดูนังส์ กทม. โดยมี จนท.ราชทัณฑ์คุมตัวไปด้วย ผู้เขียนมีโอกาสใกล้ชิดนายเกรียงไกรฯ นั่งติดกันในรถช่วงที่เดินทางประมาณ 4-5 วัน ๆละกว่า 3 ชั่วโมง  รายละเอียดต่างๆในความทรงจำของนายเกรียงไกรฯถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ  นำมาเล่าสู่กันฟัง  ทำให้ทราบเหตุการณ์บางตอนได้ชัดเจน ไม่มีผลทางคดีเพราะคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว

 

ลักษณะของนายเกรียงไกร ฯเป็นคนบุคลิกหลุกหลิก ไม่นิ่ง(อยู่ไม่สุข) เหมือนหวาดระแวงตลอดเวลา นัยน์ตาล่อกแล่ก ความรู้สึกไว ตอบสนองทันทีเมื่อมีเสียงเรียก เหมือนคนไม่เคยไว้ใจใคร การพูดจาลักษณะใช้ความคิด คือคิดคำนึงก่อนพูด เชื่อถือไม่ค่อยได้ ที่นิ้วกลางมือซ้ายฝังแม่เหล็กไว้ในนิ้วเพื่อใช้ในการต้มตุ๋นในการเล่นการพนันไฮโล บ่งบอกว่าเขาเป็นอาชญากรตัวยง

 

นายเกรียงไกรฯ เดินทางเข้าไปขายแรงงานในประเทศซาอุฯ เช่นเดียวกับผู้ขายแรงงานอื่นๆ เป็นพวก Unskill Labour( แรงงานไร้ฝีมือ) ทำงานอยู่ในบริษัทรับทำความสะอาดแห่งหนึ่งในซาอุฯ ซึ่งในบริษัทดังกล่าวนี้มีคนไทยอยู่ประมาณ 4-5 คน แล้วยังมีคนฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ร่วมทำงานในบริษัทเดียวกัน

 

ช่วงเกิดเหตุ บริษัทรับทำความสะอาดที่นายเกรียงไกรฯทำงาน ได้ไปรับจ้างทำความสะอาดวังของกษัตริย์ไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซีส วังดังกล่าวอยู่นอกเมือง เนื้อที่วังประมาณ 10 ไร่เศษ ภายในมีอาคารหลายหลัง เป็นที่ประทับของกษัตริย์ มเหสี มีห้องรับแขก ห้องรับรอง นับได้เป็นร้อยห้อง ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงประมาณ 3 เมตรทั้งสี่ด้าน ในช่วงที่บริษัทรับจ้างทำความสะอาดนั้น กษัตริย์ไฟซาล และมเหสี แปรพระราชฐานไปพักร้อนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 15 วัน ในวังดังกล่าวจะมีเพียงแม่บ้านคนดูแลความเรียบร้อยประจำตึก คอยเปิดกุญแจตึกและตู้เก็บของให้คนงานทำความสะอาด และการทำความสะอาดดังกล่าวนี้ คนงานทุกคนจะเดินทางไปทำงานโดยรถปิคอัพของบริษัท ฯ เช้าไปส่ง  เย็นรับกลับ มีการเซ็นชื่อเข้าทำงานและเซ็นกลับเพื่อเป็นการเช็คสอบว่า  ใครมาทำงานบ้าง ใครไม่มาบ้าง จะได้คิดค่าจ้างแรงงานได้ถูก หัวหน้างานที่ถือสมุดคุมรายชื่อคนทำงานเป็นชาวฟิลิปปินส์

 

สิ่งที่ควรทราบคือ ประเทศซาอุฯเป็นประเทศมุสลิม จะไม่เลี้ยงสุนัข และเป็นประเทศที่กฎหมายแรงมาก คดีลักทรัพย์จะไม่ค่อยมี เพราะกฎหมายลงโทษหนักและทารุณ เช่น คดีลักทรัพย์ ผู้กระทำผิดจะต้องถูกตัดมือ การลงโทษที่รุนแรงทำให้คดีลักทรัพย์ไม่ค่อยเกิด แต่ในสายตานายเกรียงไกรฯกลับมองเห็นว่า มันเป็นเรื่องล่อใจเสียเหลือเกิน

 

นายเกรียงไกรฯเป็นคนฉลาดแกมโกง ไปทำงานครั้งแรกที่วังดังกล่าวก็เห็นช่องทางโจรกรรม เพราะมองเห็นเพชรนิลจินดาอัญมณีของมีค่า แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาด ตามตู้โชว์โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็ยังมีกุญแจเสียบคาทิ้งไว้ ไม่มีการล๊อค

 

การลงชื่อทำงานและลงชื่อกลับในเวลาเดียวกัน(เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกรียงไกรโจรกรรมทรัพย์สินในวังได้สำเร็จ)

 

ตอนเช้าคนงานผู้ใดจะไปทำงานต้องลงชื่อในบัญชีการทำงาน  ผู้ควบคุมจะเดินทางไปส่งคนงานที่วังและรับคนงานกลับทุกครั้ง  นายเกรียงไกรฯมองเห็นช่องทาง คือมีคนงานฟิลิปปินส์บางคน“อู้งาน” ขอกลับก่อนที่รถของบริษัทยังไม่มารับกลับ  โดยรู้กับคนควบคุมเซ็นชื่อมาทำงานพร้อมเซ็นกลับไว้ในคราวเดียวกัน  พอทำงานไปได้สักพักก็โดดงานหนี แต่หลักฐานแสดงว่ามีการทำงานตามปกติ  เวลาเดียวกันนายเกรียงไกรฯก็พบว่า  แม่บ้านที่มาเปิดบ้านให้ทำความสะอาดบางวันก็ไม่ได้มาปิด  บางวันมาเช็คห้อง  บางวันก็ไม่มาเลย เพราะเจ้านายไม่อยู่ และคงคิดว่าคงไม่มีใครกล้าลองดี

 นายเกรียงไกรฯดูลาดเลา 2 วัน วันที่ 3 นำกระสอบปุ๋ยติดตัวไปด้วย

เที่ยงของวันที่สองที่นายเกรียงไกรฯเข้าไปทำความสะอาดที่วังแห่งนี้ ก็เริ่มวางแผนทันที โดยในวันที่สามนายเกรียงไกรฯเริ่มนำกระสอบแบบกระสอบปุ๋ย ทบห่อให้เล็กติดตัวไปโดยไม่ให้ใครรู้ แล้วก็เซ็นชื่อไปทำงานพร้อมเซ็นชื่อกลับไว้ในสมุดหัวหน้างาน พร้อมกับบอกหัวหน้าว่าจะขอเดินทางมาทำงานเองและกลับเอง  ดังนั้นทุกวันนายเกรียงไกรฯก็จะมาทำงาน โดยโผล่เข้ามาทางไหนไม่มีใครรู้ เพราะตึกมีหลายหลัง หลายทางเข้าออก  ทุกเช้าก็จะมาเซ็นชื่อทำงานพร้อมกับเซ็นชื่อกลับไว้ด้วยในเวลาเดียวกัน

 

แต่ในความเป็นจริงแล้วนายเกรียงไกรฯมิได้เดินทางออกจากวังไปไหนเลย พอหมดเวลาทำงานแต่ละวันก็จะซุกตัวอยู่ในห้องในบริเวณตึกที่เห็นว่ามิดชิดไม่มีการตรวจสอบ  พอคนงานกลับหมด แม่บ้านไปแล้ว นายเกรียงไกรก็ออกจากที่ซ่อนเที่ยวค้นหาของมีค่า โดยใช้เวลาเก็บของมีค่าทั้งสิ้น 7 คืน (7 ครั้ง) และแล้วของมีค่าทั้งหมดถูกรวบรวมใส่ถุงปุ๋ย เหวี่ยงออกนอกกำแพงในเวลากลางคืน แล้วนายเกรียงไกรฯปีนกำแพงวังออกมา (ไม่มีสุนัขเฝ้าก็อย่างนี้แหละครับ) แล้วนำของมีค่ากลับที่พัก

 ประเด็นเรื่องของมีค่านั้นจริงหรือเก๊ เกิดได้หลายทาง

1. นายเกรียงไกรเก็บของมีค่าตามตู้โชว์ ตามลิ้นชัก ตามตู้เซฟที่กุญแจตู้เซฟคาไว้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า  ที่มาของสิ่งของในตู้โชว์อาจจะเป็นของสวย ๆงาม ๆ ที่ไม่ใช่ของแท้บ้างก็ได้

2. ตอนที่ตำรวจติดตามเอาสิ่งของที่ถูกโจรกรรมกลับคืนจากแหล่งรับซื้อ  มีร้านรับซื้อบางรายรู้ว่าสิ่งของที่ตนรับชื้อไว้เป็นของที่ถูกโจรกรรม ก็รีบนำเอาไปคืนเจ้าหน้าที่  เวลาคืนก็ต้องการคืนให้ครบ แต่อาจจะมีบางชิ้น บางส่วน แกะของจริงเอาไปขาย หาคืนแบบทันทีทันใดไม่ได้ ก็หาของปลอมยัดไส้เข้าไป ก็อาจจะเป็นได้ ส่วนของมีค่าที่ส่งคืนไม่ครบนั้น จนบัดนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ที่ใคร

 

นายเกรียงไกรเคยทำงานอยู่ซาอุมาเป็นเวลา 7 ปี รู้ลู่ทาง ทางหนีทีไล่ จุดอ่อน จุดแข็ง ของการปฏิบัติงานของ จนท.ในประเทศซาอุฯ ถนนหนทางต่างๆสามารถเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวคล่องแคล่ว และคุ้นเคยกับการส่งของกลับเมืองไทยโดยการบรรจุหีบห่อ เคยส่งของกลับเมืองไทยมาก่อนแล้วหลายครั้ง

 เกรียงไกรฯบรรจุอัญมณีลงกล่องกระดาษ 4 กล่อง  สิ่งของมีค่าที่หยิบฉวยมาจากวังกษัตริย์ไฟซาลถูกลำเลียงใส่กล่องกระดาษแข็ง ผสมเสื้อผ้าของใช้ปะปนไป โดยของใช้ที่ไม่ค่อยมีค่าจะวางทับอยู่ด้านบน  หีบห่อก็ไม่ได้ทำให้สวยงาม  การเขียนจ่าหน้าก็เขียนด้วยลายมือเหมือนคนไม่มีการศึกษา จำนวน 4 กล่อง  การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ผิด  สิ่งของบรรจุหีบห่อ 4 หีบ น้ำหนักรวม 90 กก. ไม่ได้หมายความว่าเครื่องเพชรอัญมณีหนักถึง 90 กก. แต่เป็นน้ำหนักรวม เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ประมาณการว่าน่าจะเป็นอัญมณีครึ่ง ๆ น่าจะใกล้เคียงความจริง  นายเกรียงไกรฯเป็นคนฉลาดรู้ว่ากษัตริย์ไฟซาล จะเสด็จกลับวังภายใน 15 วัน ฉะนั้นก่อนครบกำหนดที่เจ้าชายไฟซาลจะเสด็จกลับวัง นายเกรียงไกรฯก็เดินทางกลับเมืองไทย โดยส่งสิ่งของทางพัสดุภัณฑ์ทางอากาศไปก่อน  นายเกรียงไกรเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาทำงานที่ซาอุฯถึง 2 เดือน

ติดต่อรับของพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ

 

เมื่อนายเกรียงไกรฯเดินทางถึง กทม.แล้ว ก็ไปติดต่อรับสิ่งของพัสดุภัณฑ์จากศุลกากร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นายเกรียงไกรฯเคยทำในลักษณะนี้มาหลายครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทย ก็เคยตรวจของนายเกรียงไกรฯมาก่อนแล้ว ซึ่งส่วนมากคนไปทำงานตะวันออกกลางมักจะนำสิ่งของที่ตนใช้อยู่ที่ต่างประเทศกลับติดตัวมา ไม่ค่อยมีราคาค่างวด  มีการเสียเงินใต้โต๊ะกันบ้างเล็กๆน้อยๆ กล่องหรือหีบห่อละ 7 พันบาท  ส่วนคราวนี้นายเกรียงไกรบอกว่ารู้สึกเสียวๆเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรสุ่มเปิด 1 กล่องโดยเอามือหยิบสิ่งของที่อยู่ตอนบนๆขึ้นมาซึ่งเป็นเสื้อผ้า  ถ้าหากล้วงลึกลงไปอีกฝ่ามือเดียวก็จะถึงอัญมณีทันที

 

นายเกรียงไกรฯจ่ายค่าผ่านด่านศุลกากร คิดราคาแบบเหมาจ่าย  สิ่งของต่างๆรวม 4 กล่องกระดาษจ่ายเพียง 7 พันบาท

กษัตริย์ไฟซาลเสด็จกลับจากพักร้อนมาถึงวังก็ยังไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติ เพราะข้าวของมีค่ามีจำนวนมาก และการหยิบฉวยของนายเกรียงไกร เลือกหยิบบางชิ้นไม่ให้ผิดปกติ

นาฬิกาที่ใช้ดูทิศเวลาละหมาด เป็นต้นเหตุ

 

กรรมย่อมเห็นผลทันตา กษัตริย์ไฟซาลเมื่อเสด็จกลับมาถึงวังก็จะทำพิธีละหมาด  การละหมาดของกษัตริย์เคร่งครัดมาก คือ ต้องหันหน้าให้ถูกทิศ ซึ่งจะต้องหันหน้าไปทาง “ไบตุ้ลเลาะห์” หรือตรงตำแหน่งที่ประดิษฐ์สถานหินศักดิ์สิทธิ์ (กะบ้า) การบอกทิศที่ถูกต้องจำเป็นต้องใช้นาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งมิตรกษัตริย์อีกเมืองหนึ่งประทานมา โดยนาฬิกาเรือนดังกล่าวมีเข็มชี้บอกทิศทางที่นั่งทำพิธีละหมาด  กษัตริย์ไฟซาลหานาฬิกาเรือนดังกล่าวไม่พบ จึงเกิดเอะใจหายไปไหน  ตรวจดูทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีค่า พบว่าเพชรอัญมณีหายไปจำนวนมาก

ตำรวจซาอุฯเรียกบริษัททำความสะอาดมาสอบสวน  พนักงานทำความสะอาดทุกคนถูกสอบเครียดอย่างละเอียดหลายวัน  การตรวจค้นตัว  ค้นที่พักมีการกระทำโดยถี่ถ้วน  คนงานทุกคนถูกกักตัวไว้สอบสวน

คนงานไทยที่ทำงานอยู่กับนายเกรียงไกร ที่ซาอุฯ ถูกเรียกตัวไปสอบสวน  มีคนงานไทยคนหนึ่งพักอยู่ด้วยกันกับนายเกรียงไกรฯรู้ทันทีว่านายเกรียงไกรฯต้องเป็นคนร้าย  เพราะนายเกรียงไกรฯขนข้าวของกลับไทยก่อนกำหนด  ตำรวจซาอุฯสอบสวนคนงานทั้งหมดรวมทั้งตรวจค้นละเอียดไม่ได้หลักฐานจึงปล่อยตัว  ทันทีที่ทางการซาอุฯปล่อยตัวคนงานไทยผู้นี้ก็รีบเดินทางกลับประเทศไทย  ตรงไปหานายเกรียงไกรฯทันที

คนงานไทย Black mail

การ Black mail เกิดขึ้นโดยคนงานไทยดังกล่าวถึงตัวนายเกรียงไกรฯก่อนทางการไทยจะได้ข่าว  คนงานดังกล่าวขู่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับตัวนายเกรียงไกรฯส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ  ของมีค่าที่นายเกรียงไกรฯโจรกรรมมาจึงถูกแบ่งให้นัก Black mail ผู้นี้ไปบางส่วน

 

นายเกรียงไกรฯรู้ทันทีว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ยังใจเย็นเพราะทางการไทยยังไม่รู้  เพชรอัญมณีของมีค่าถูกลำเลียงขายไปที่แหล่งรับซื้อที่ลำปาง  ทั้งคนขายและคนรับซื้อก็ไม่เคยเห็นของมีค่าชนิดใหญ่ๆ โตๆเช่นนี้มาก่อน แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของจริงหรือของปลอม ทำนองไก่ได้พลอย  ตัวอย่าง สร้อยเพชร 1 เส้นมีเพชรหลายเม็ด น้ำหนักเพชรรวม 15 กะรัต นายเกรียงไกรขายไปเพียง 500 บาท คนรับซื้อที่ลำปางนำไปขายต่อที่ จ.พิษณุโลก  คนรับซื้อของที่ จ.พิษณุโลกสายตาถึง นำไปขายร้านเพชรแถวหัวเม็ด (เยาวราช) ได้ราคาถึง 7 ล้านบาท

ดูเพชรไม่เป็น ใช้ของแข็งทุบเป็นการพิสูจน์

น่าสงสารนายเกรียงไกรฯมากที่ไม่มีปัญญาดูเพชร แต่พอมีความรู้อยู่บ้างว่าเพชรมีความแข็งแกร่งกว่าโลหะใด นายเกรียงไกรจึงเอาค้อนบ้าง ก้อนหินบ้าง ทุบที่อัญมณี เม็ดไหนทุบไม่แตกก็เชื่อว่าเป็นเพชร เก็บไปขาย พวกตัวเรือน เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ถูกเอามาทุบรวมกันแล้วนำไปขายตามน้ำหนัก ราคาถูกๆ ได้เงินสดไป 5 ล้านบาท แบ่งนำฝากบัญชีไว้ในชื่อพ่อ ชื่อแม่ 1.3 ล้านบาท

หลบหนี ขอตายไม่ยอมถูกจับ

ของมีค่าถูกลำเลียงมาทุบขายไม่ทันหมด ข่าวเรื่องการติดตามจับกุมมาถึงเมืองไทย ประกอบกับถูกเพื่อนขู่ว่า เมื่อถูกส่งดำเนินคดีที่ซาอุฯต้องถูกแขวนคอแน่  นายเกรียงไกรฯร่ำลาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ขอไปตายดาบหน้า พร้อมหาซื้อไซยาไน้ทติดตัวไปด้วย ระหว่างหนีถ้าจวนตัวเห็นว่าจะถูกจับกุม จะกินไซยาไน้ทฆ่าตัวตายทันที

เพชรส่วนหนึ่งฝังดิน

ถึงแม้จะจวนตัว นายเกรียงไกรฯก็ยังเป็นห่วงทรัพย์สิน โดยรวบรวมของมีค่าใส่ถุงพลาสติก แล้วฝังดินโดยไม่ให้ใครรู้  เหตุที่ฝังดินเนื่องจากได้แนวคิดจากหนังสือนิทานอีสป

จะเป็นฝ่ายติดต่อกลับ

ตอนที่นายเกรียงไกรฯหลบหนีออกจากบ้าน  ญาติพี่น้องพากันเป็นห่วงแต่นายกรียงไกรฯบอกว่า  ไม่ต้องห่วงสามารถเอาตัวรอดได้ และบอกด้วยว่า  หากจำเป็นหรือมีความเดือดร้อนจะเป็นผู้ติดต่อมาหาญาติเอง  ญาติๆไม่ต้องติดต่อไปหาเขา

เดินป่าตอนแรกๆ มีลูกหาบ

นายเกรียงไกรฯเดินทางเข้าป่า ไปทาง อ.แม่สอด มุ่งเข้าสู่แดนพม่า  ขั้นแรกมีคนติดตามไปดูแลด้วย เป็นคาราวาน พอนานๆเข้าคนที่ติดตามทนลำบากไม่ไหวหนีกลับหมด

 

ทีมล่านำโดย พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทร ร.ต.อ.จีรวัฒน์ แท่งทอง และลูกน้องซึ่งเป็นตำรวจกองปราบอีกหลายคน แบ่งกำลังติดตามเป็น 5 สาย ญาติพี่น้องนายเกรียงไกรฯ ถูกเรียกมาสอบสวนทั้งหมด ข้อมูลเกี่ยวกับนายเกรียงไกรฯ ถูกคายออกมา ไม่มีใครรู้ว่านายเกรียงไกรฯหลบหนีไปที่ใด แต่ที่รู้แน่ๆคือนายเกรียงไกรฯไม่ยอมให้จับเป็น มิได้หมายความว่าจะต่อสู้  แต่จะชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อนถูกจับ

แบ่งกำลังติดตามนายเกรียงไกรเป็น 5 สาย

กำลังทั้ง 5 สายถูกสั่งให้ออกล่าสกัดกั้นการหลบหนี ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 เดือนก็สามารถจับกุมผู้ร่วมมือ ผู้ที่ช่วยจำหน่ายทรัพย์ ช่วยพาหลบหนีได้ 3 คน ถูกแจ้งข้อหาร่วมลักทรัพย์หรือรับของโจร

 

กำลังส่วนหนึ่งติดตามหาทรัพย์สินที่นายเกรียงไกรฯจำหน่าย  จากนายเกรียงไกรฯไปยังพ่อค้าทองที่ลำปาง  จากลำปางขายต่อไปยังพ่อค้าทองที่ จ.พิษณุโลก  จากพิษณุโลกสู่ร้านค้าเพชร “สันติมณี” ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ของนายสันติ – นางดาราวดี ศรีธนขันธ์

 

ทีมล่าติดตามหานายเกรียงไกรฯอย่างไม่ลดละ  ต้องปีนเขาข้ามป่าข้ามทุ่ง  แต่ไม่พบร่องรอย จึงต้องกลับมาวิเคราะห์วางแผนกันใหม่  มีข้อมูลว่านายเกรียงไกรฯไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างแน่นอน เพราะนายเกรียงไกรฯชอบความสะดวกสบาย และจากการสืบเสาะข้อมูลทราบว่า นายเกรียงไกรฯชอบผู้หญิงมาก ดังนั้นการที่จะหลบอยู่ในป่าคงอยู่ได้ไม่นาน

ชุดที่ 1 เฝ้าการเคลื่อนไหวของญาติ

กำลังส่วนหนึ่งถูกวางซุ่มดูความเคลื่อนไหวของญาตินายเกรียงไกร  ในช่วงเกิดเหตุนั้นระบบการสื่อสารไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน  โทรศัพท์มือถือไม่มี  การติดต่อสื่อสารจะใช้จดหมายกับโทรเลข  เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในเขตพื้นที่ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ถูกประสานให้ร่วมมือทันที  เวลาล่วงเลยเป็นเดือน ไม่มีจดหมายติดต่อไปยังพ่อแม่หรือพี่น้องของนายเกรียงไกรเลย  มีแต่จดหมายถึงกำนัน ประมาณ 2 ครั้ง

กำนันเป็นตัว “คัทเอ๊าท์” จม.ถึงกำนัน ล็อคทันที

ชุดสืบสวนใช้ไหวพริบ  การสื่อสารสมัยก่อนจดหมายถึงลูกบ้านจะต้องผ่านกำนัน  เรียกกำนันไปสอบสวนดักดูจดหมาย  ปรากฏว่ามีจดหมายของนายเกรียงไกรฯเขียนถึงพ่อแม่  ส่งผ่านกำนัน  เกรียงไกรไม่มีเงิน ให้ธนาณัติส่งเงินไปให้  ระบุชื่อผู้รับเป็นผู้หญิงอยู่ที่แม่สอด จ.ตาก

 

ผู้หญิงที่นายเกรียงไกรฯบอกให้ส่งเงินไปให้ต้องมีความเชื่อมโยงกับนายเกรียงไกรฯแน่  จุดเริ่มต้นการสืบสวนพุ่งไปที่ตัวหญิงที่จะเป็นผู้รับธนานัตื  ทีมงานสืบสวนวิเคราะห์ว่าจะต้องเป็นหญิงขายบริการ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด  ชุดสืบสวนได้ตรวจสอบตามซ่องโสเภณีที่แม่สอดทุกแห่ง  พบหญิงผู้มีชื่อดังกล่าว ถูกดึงตัวมาสอบอย่างลับๆ  ทำให้รู้ที่พักของนายเกรียงไกรฯว่าอยู่ที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในแม่สอด

การวางแผนจับกุมนายเกรียงไกรฯต้องรอบคอบรัดกุม ไม่ใช่กลัวจะต่อสู้หรือหลบหนี แต่ต้องคิดให้รอบคอบว่าทำอย่างไรจึงจะจับตัวได้เป็นๆ ป้องกันไม่ให้ดื่มยาฆ่าตัวตาย วางแผนเสร็จเรียบร้อย ตำรวจนอกเครื่องแบบนำโดย พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทรกับพวก ให้หญิงแฟนนายเกรียงไกรฯนำหน้าเคาะประตูห้องพักโรงแรม  ตำรวจต้องหลบตัวต่ำและอยู่ห่างๆเพราะประตูห้องพักมีกล้องตาแมวมองจากด้านในออกมาได้  เมื่อสิ้นเสียงเคาะประตูสักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงถอดกลอนประตูดังแกร๊ก  ชุดปฏิบัติงานรู้หน้าที่เริ่มปฏิบัติการทันที คนหนึ่งที่ร่างใหญ่กระแทกประตู ปรากฏว่าติดโซ่  แต่ตำรวจเตรียมการณ์ไว้ก่อนแล้ว คือเพิ่มแรงกระแทกเต็มที่ หมุดที่ยึดโซ่ขาด ประตูเปิดออก  พ.ต.ท.เจษฎากรฯพุ่งหลาวบกเข้าใส่ร่างคนซึ่งมีอยู่คนเดียว จะเป็นใครไม่ได้นอกจากนายเกรียงไกรฯมือข้างหนึ่งของ พ.ต.ท.เจษฎากรฯปิดปากนายเกรียงไกรฯ  อีกมือหนึ่งคว้าจับแขนเกรียงไกรฯไว้ และเป็นจริงตามคาด ยาชนิดหนึ่งไม่ได้พิสูจน์ทราบเป็นยาอะไร อยู่ในมือขวาของนายเกรียงไกรฯ  แต่ถูก พ.ต.ท.เจษฎากรฯจับไว้ได้ ตำรวจอื่นๆมาช่วย  จับกุมนายเกรียงไกรฯได้สำเร็จ นายเกรียงไกรฯถูกนำตัวไปดำเนินคดีที่กรุงเทพฯ  ในข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน นายเกรียงไกรฯรับสารภาพ ศาลได้พิพากษาตัดสินจำคุก คดีถึงที่สุดและปัจจุบันพ้นโทษแล้ว.

Read Full Post »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 42 other followers