Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘ศพเปลือย ฆาตรกรรมอำ’ Category

ศพเปลือย ฆาตรกรรมอำพราง ตอนที่ ๒

ตำรวจทางหลวงมีหน้าที่ดูแล รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบนถนนหลวง ( ถนนหลวงในที่นี้หมายรวมถึง ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงพิเศษ ) ซึ่งมีความยาวรวมกันประมาณ ๒๐,๐๐๐ กม. มีกำลังพลประมาณ ๑,๘๐๐ คน มีรถยนต์สายตรวจที่คอยตรวจตระเวนบนถนนเส้นทางต่างๆที่รับผิดชอบ รวมทั้งรถนำขบวนและอารักขา ประมาณ ๑,๐๐๐ คัน มีสถานีตำรวจทางหลวงรับผิดชอบดูแลเส้นทาง รวม ๓๗ สถานี และมีกองกำกับการ ทำหน้าที่ควบการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจทางหลวงต่างๆ

กองกำกับการ ๒ ตำรวจทางหลวง ดูแลรับผิดชอบถนนเพชรเกษม ตั้งแต่สุดเขตกรุงเทพฯ ไปจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงนั้นมี พ.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เป็นผู้กำกับการ ตลอดระยะเวลา ๒๔ ชั่วโมงในแต่ละวัน จะมีรถยนต์สายตรวจของตำรวจทางหลวง ขับตระเวนตรวจเส้นทาง รถยนต์สายตรวจคันหนึ่งๆ จะรับผิดชอบดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย บนถนนหลวงความยาวประมาณ ๕๐ ถึง ๑๐๐ กม. นอกจากนี้ยังมีชุดสืบสวนพิเศษ ทำหน้าที่สืบสวนปราบปรามอาชญากรรม ที่เกิดขึ้นบนถนนหลวง หรือใช้ถนนหลวงเป็นเส้นทางหลบหนี หรือใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย หัวหน้าชุดสืบสวนพิเศษของ พ.ต.อ.รอยฯก็คือ ร.ต.อ.บรรพต เดชมา ร.ต.อ.บรรพตฯเป็นนายตำรวจผู้มีความสามารถผู้หนึ่ง เป็นผู้พิชิตคดีนี้ได้สำเร็จ ร.ต.อ.บรรพตฯมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นสารวัตรสืบสวนปราบปราม สภ.เมืองพัทลุง ยศ พ.ต.ต.

จากความช่างสังเกตของชุดสืบสวน ร.ต.อ.บรรพตฯ พบว่ามีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อนิสสัน รุ่นซีฟีโร่ สีน้ำเงิน ด้านข้างรถติดตราสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บนหลังคารถติดสัญญาณไฟวับวาบ เหมือนกับรถยนต์สายตรวจทั่วๆไป กระจกรถติดฟิล์มดำมืด ท้ายรถติดสติกเกอร์ตัวเลข 002 และมีเสาวิทยุแบบเดียวกับที่รถราชการใช้ ติดอยู่ท้ายรถ ๓ เสา รถยนต์ยี่ห้อและสีดังกล่าวนี้ ใช้เป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งผู้บังคับบัญชาตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามปกติตำรวจสายตรวจชั้นผู้น้อย จะไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์ของผู้บังคับบัญชา แต่ชุดสืบสวนลูกน้อง พ.ต.อ.รอยฯมองเห็นความผิดปกติ รถยนต์คันดังกล่าวนี้มักจะขับขี่บนถนนเพชรเกษมในช่วงดึกๆเกือบทุกคืน จึงได้รายงานพฤติการณ์ไปยังผู้บังคับบัญชาและได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบ ผลการตรวจสอบ เลขรหัส 002 และหมายเลขทะเบียนรถนิสสันดังกล่าว ไม่ใช่รถยนต์ของทางราชการ รหัส 002 ไม่มีผู้บังคับบัญชาผู้ใดใช้ พ.ต.อ.รอยฯสั่งการให้ชุดสืบสวนและสายตรวจ ทำการตรวจรถยนต์คันดังกล่าวนี้หากพบเห็น และแล้วในวันหนึ่ง เมื่อรถยนต์นิสสันคันดังกล่าวขับขี่เข้าไปในพื้นที่รับผิดชอบของ พ.ต.อ.รอยฯ ตำรวจสายตรวจสั่งให้หยุดรถแล้วทำการตรวจ พบว่ามีผู้มากับรถยนต์ดังกล่าว ๓ คน เป็นชาย ๒ หญิง ๑ ตรวจดูบัตรไม่พบว่าผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ ทราบชื่อบุคคลทั้งสามคือ ๑ นายสุชายฯ ๒ นายสุทินฯ ส่วนผู้หญิงเป็นภรรยาของนายสุชายฯ

เมื่อพบว่าบุคคลในรถไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่มีการตกแต่งรถแบบรถของทางราชการ มันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ จึงนำรถยนต์และบุคคลทั้งสามไปตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่านายสุชายฯและนายสุทินฯ มีบัตรข้าราชการตำรวจปลอม พบอุปกรณ์งัดแงะโจรกรรมรถ มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และมีวิทยุรับ-ส่งของตำรวจ

นายสุชายฯกับพวกถูกนำตัวไปทำการสอบสวน รับว่าไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ปลอมบัตรตำรวจ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ คอยดักจับรถบรรทุกสิบล้อที่ผิดกฏหมายแล้วรีดไถเงิน พ.ต.อ.รอยฯสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นำตัวนายสุชายฯกับพวกไปทำการตรวจค้นบ้านพัก โดยให้ประสานกับตำรวจท้องที่ ผลการตรวจค้นบ้านนายสุชายฯ พบสมุดใบเสร็จรับเงินค่าปรับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๕๒ เล่ม ตรายางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ปลอม) ๑ อัน พบป้ายทะเบียนรถยนต์หลายแผ่นป้าย ตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าว เป็นแผ่นป้ายรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม

จากที่นายสุชายฯรับว่าเป็นแก๊งตำรวจปลอมรีดไถรถบรรทุกสิบล้อ กลายเป็นแก๊งโจรกรรมรถยนต์เพิ่มเข้าไปอีก จึงได้มีการซักถามเพื่อติดตามเอารถยนต์ที่โจรกรรมกลับคืน ได้ความว่า นายสุชายฯเอารถยนต์ไปจอดไว้ที่บ้านภรรยา ข้อมูลเกี่ยวกับภรรยาของนายสุชายฯว่าเป็นใครบ้าง มีบ้านอยู่ที่ใด ถูกตำรวจซักถามอย่างละเอียด

นายสุชายฯเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อนในด้านความรัก นำภาพภรรยาทั้ง ๖ คนเก็บใส่อัลบั้มภาพอย่างดี จึงไม่สามารถปิดบังตำรวจเกี่ยวกับภรรยาได้ มีภาพของพรรณีฯอยู่ด้วย ตำรวจให้นายสุชายฯเป็นผู้นำพาไปตรวจค้นบ้านภรรยาทุกคน การตรวจค้นผ่านไปแล้ว ๕ บ้าน ๕ ภรรยา บ้านพรรณีฯภรรยาคนที่ ๖ เป็นบ้านสุดท้าย ตำรวจซักถามหาตัวนางพรรณีฯ นายสุชายฯตอบอย่างมีพิรุธ ให้การวกวนเกี่ยวกับการหายตัวไปของภรรยาคนที่หก

พ.ต.อ.รอยฯไม่ทราบมาก่อนเลยว่าพรรณีฯถูกฆ่า เช่นเดียวกับนายสุชายฯก็ยังไม่ทราบว่า ญาติของพรรณีฯพบศพพรรณีฯแล้ว พ.ต.อ.รอยฯต้องการขยายผลเรื่องการโจรกรรมรถ เมื่อนายสุชายฯให้การว่าภรรยาคนที่ ๖ หายตัวไป พ.ต.อ.รอยฯกลับคิดว่าสุชายฯปกปิดเรื่องซุกซ่อนรถที่โจรกรรม จึงได้ซักถามลึกถึงรายละเอียดโยงไปถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของภรรยาคนที่ ๖ ว่าเป็นใครอยู่ที่ใด พ.ต.อ.รอยฯติดตามสอบสวนญาติฯของพรรณีฯ จึงได้ทราบว่าพรรณีฯถูกฆ่าและญาติทุกคนสงสัยนายสุชายฯ พ.ต.อ.รอยฯประสานไปยังพนักงานสอบสวนกบินทร์บุรี ทราบว่าคดียังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะขออนุมัติดำเนินคดี พ.ต.อ.รอยฯจึงได้วางแผนโดยมารดาของพรรณีฯร่วมมือ

ชะตาชีวิตของนายสุชายฯอยู่ในกำมือของ พ.ต.อ.รอยฯ คดีอาชญากรรมที่นายสุชายฯทำไว้ ถ้านำมาเรียงกระทงความผิดแล้วหลายสิบคดี ต่างกรรมต่างวาระ เช่น คดีอ้างเป็นตนเป็นเจ้าพนักงานและปฏิบัติการเป็นเจ้าพนักงาน (อ้างตนเป็นตำรวจทางหลวงจับกุมรถบรรทุก ๑๐ ล้อ) ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม (ปลอมบัตรข้าราชการตำรวจ) กรรโชกเรียกเอาทรัพย์ (ปรับผู้ขับขี่รถบรรทุกหลายราย ตามหลักฐานใบเสร็จปลอม) ลักทรัพย์รับของโจร (ลักรถยนต์) จากหลักฐานแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่ค้นพบได้ที่บ้านพัก เป็นป้ายทะเบียนของรถยนต์ที่หาย เพียงแค่พบแผ่นป้ายก็ดำเนินคดีได้แล้ว และยังพบรถยนต์ของกลางอีกหลายคัน ซุกซ่อนไว้ตามบ้านภรรยา นายสุชายฯรู้อนาคตของตนที่จะต้องถูกดำเนินคดีหลายสิบคดี ถ้าสู้คดีก็ต้องใช้เวลาหลายปี แต่ละคดีมีพยานหลักฐาน อาจจะติดคุกเรียงกระทงความผิด รวมกันแล้วอาจถึง ๕๐ ปี สุชายฯต่อรองขอให้ พ.ต.อ.รอยฯช่วยคดีโจรกรรมรถ ขอให้ส่งดำเนินคดีเฉพาะเรื่องใช้บัตรปลอม สิ่งที่นายสุชายฯกลัวและพยายามปกปิดคือเรื่องพรรณีฯหายตัวไป พ.ต.อ.รอยฯรู้แล้วว่าพรรณีฯตาย แต่ไม่พูดถึง เพียงแต่บอกสุชายฯว่า มีจำเป็นต้องสอบพรรณีฯ หากพรรณีฯมาให้การไม่ได้ก็ช่วยติดตามมารดาของพรรณีฯมาให้ปากคำแทน เมื่อได้สอบมารดาของพรรณีฯแล้วจะพิจารณาว่าสมควรจะช่วยอย่างไร โดยอาจจะส่งสุชายฯไปดำเนินคดีเพียงบางเรื่อง เวลาเดียวกัน พ.ต.อ.รอยฯก็ประสานกับมารดาของพรรณีฯว่า หากสุชายฯมาขอร้อง ก็ขอให้ช่วยเกลี้ยกล่อมสุชายฯ ให้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับพรรณีฯ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ โดยมารดาหวังเพียงนำศพจัดการตามประเพณี ไม่ติดใจเรื่องคดี

พ.ต.อ.รอยฯประสานกับทีมงานด้านเทคนิคของ ITV ติดไมโครโฟนไร้สายที่มารดาของพรรณีฯ ติดกล้องถ่ายโทรทัศน์ขนาดจิ๋วซ่อนไว้ในบ้านแม่ของพรรณีฯ ๑ ตัว ตั้งกล้องถ่ายซุ่มไว้ในที่ลับห่างจากบ้านแม่ของพรรณีฯอีก ๑ ตัว พร้อมกับอุปกรณ์ฟังเสียงในระยะไกล ทีมงานของ ITV มีความชำนาญเรื่องนี้มาก การติดตั้งอุปกรณ์ด้านเทคนิคเรียบร้อยก่อนถึงเวลานัดหมาย สุชายฯมาพบแม่ของพรรณีฯตามนัด

ถ้าท่านทั้งหลายได้ดูภาพที่ ITV บันทึกไว้ ท่านจะต้องเห็นพ้องกับผมว่า แม่ของพรรณีฯน่าจะได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง คุณแม่เล่นบทอย่างเป็นธรรมชาติ การใช้ถ้อยคำและอากัปกริยาอย่างกลมกลืน คุณแม่ตีหน้าตาย พูดจาทักทายสุชายฯอย่างปกติธรรมดา ทุกถ้อยคำพูดเต็มไปด้วยความรักความเห็นใจ บอกว่าทำใจได้แล้ว ขอเพียงอย่างเดียวอยากเอาศพไปจัดการตามประเพณี ไม่ลืมบอกว่าพรรณีฯมาเข้าฝัน ว่าถูกฝัง หายใจไม่ออก ขอให้ช่วยขุดขึ้นมา บรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง แบบแม่คุยกับลูก ในที่สุดสุชายฯก็รับสารภาพกับแม่ยายพร้อมร้องไห้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ โดยเล่าให้ฟังว่า เหตุที่ทะเลาะกันเพราะสุชายฯเอาเงินของพรรณีฯไปใช้จนหมด เกิดการทุบตีจนพรรณีฯได้รับบาดเจ็บ สุชายฯไปอยู่กับภรรยาคนอื่น ส่วนพรรณีฯก็มีงานทำใหม่ มีเพื่อนชายจากที่ทำงานมาติดพันขับรถรับ-ส่ง นายสุชายฯทราบเกิดอารมณ์หึงหวง

วันเกิดเหตุสุชายฯมารับพรรณีฯไปพักที่พัทยา ๑ คืน เพื่อจะพูดจาปรับความเข้าใจกัน รุ่งขึ้นมีโทรศัพท์เข้ามือถือของพรรณีฯ หลังจากพรรณีฯได้รับโทรศัพท์แล้วก็ขอกลับ กทม. นายสุชายฯเชื่อว่าแฟนใหม่ของพรรณีฯโทรมา จึงไม่ยอมกลับ เมื่อสุชายฯไม่กลับพรรณีฯจะขอกลับเอง ในที่สุดสุชายฯขับรถพาพรรณีฯกลับ กทม. ระหว่างทางสุชายฯขับรถเข้าซอยซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ซักถามพรรณีฯถึงชายคนใหม่ พรรณีฯไม่ยอมรับ เกิดทะเลาะกันในรถ สุชายฯใช้มือบีบคอพรรณีฯ ด้วยความโกรธบีบแรงไปหน่อย พรรณีฯแน่นิ่งไป ครั้งแรกสุชายฯจะพาเข้าโรงพยาบาล แต่กลัวพรรณีฯตายตนเองจะต้องติดคุก จึงขับรถพาพรรณีฯไปทิ้งไว้ข้างทางแถวกบินทร์บุรี

ข้อมูลการสนทนาระหว่างสุชายฯกับแม่ของพรรณีฯ ถูกบันทึกทั้งเสียงและภาพ และถูกรวบรวมส่งพนักงานสอบสวน ในที่สุดพนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับนายสุชายฯ ฐานฆ่าผู้อื่น หลักฐานทางคดีมิใช่มีเพียงคำรับของนายสุชายฯเท่านั้น ต้องชมเชยพนักงานสอบสวนกบินทร์บุรี ได้ตัดปลายนิ้วของศพพรรณีฯซึ่งมีเล็บไว้ด้วย ผลการตรวจสอบ ดี.เอ็น.เอ.ที่เนื้อเยื่อใต้เล็บพรรณีฯ ตรงกับ ดี.เอ็น.เอ.ของนายสุชายฯ

ชั้นสอบสวนนายสุชายฯรับสารภาพ ว่ากระทำไปโดยไม่มีเจตนาจะฆ่า แต่พอถึงชั้นศาลพิจารณาคดี นายสุชายฯกลับคำ ปฏิเสธต่อสู้คดี และได้มีประกันตัวไปในชั้นศาล ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษา นายสุชายฯหลบหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ออกหมายจับ ตามหมายจับที่ ๘๑/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ (ภายในอายุความ ๒๐ ปี) และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย จำคุกนายสุชายฯตลอดชีวิต (ที่อยู่ของจำเลยหรือผู้ต้องหานี้ หมู่ที่ ๑๑ แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม.)

แต่ก็มีเพียงคำพิพากษาเท่านั้น สุชายฯยังคงลอยนวล อาจจะไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับบรรดาสิงห์รถบรรทุก หรืออาจจะไปล่อหลอกผู้หญิงอีกไม่รู้กี่ราย จะมีใครบ้างที่จะติดตามเอาฆาตรกรเลือดเย็นผู้นี้ มารับโทษตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนโยกย้าย ไปตามวิถีราชการไทย บางคนอาจจะเกษียณอายุราชการไป แต่ความสูญเสียมิได้หายจางไปจากความรู้สึกของแม่และญาติๆ หวังว่า พ.ต.อ.รอยฯซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง และ พ.ต.ต.บรรพตฯ จะคงติดตามล่าฆาตรกรนี้ต่อไป

สิ่งที่ผู้อ่านควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อท่านขับรถในยามค่ำคืน ท่านถูกเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดรถ ท่านจะทราบได้อย่างไรว่า เป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือเจ้าหน้าที่ปลอม มีข้อสังเกตดังนี้ การตั้งด่านตรวจจะต้องมีป้ายเป็นตู้ไฟบอกชัดเจนว่าเป็นด่านตรวจ มีเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ นาย มีนายตำรวจเป็นหัวหน้าด่าน และจะต้องมีป้ายเขียน บอกว่าใครเป็นหัวหน้าด่านตรวจ ถ้าจอดรถซุ่มในที่มืดๆแล้วใช้ Spot light กวัก เรียกให้จอด ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่า เป็นรถยนต์สายตรวจของตำรวจทางหลวงหรือไม่ รถตำรวจทางหลวงจะต้องมีตราสัญลักษณ์ตำรวจทางหลวง และมีหมายเลขข้างรถ ท่านต้องจำหมายเลขข้างรถไว้ให้ดี ระวังอาจจะเป็นรถของสุชายฯก็ได้

เหตุการณ์และสถานที่ เป็นไปตามความเป็นจริง ชื่อผู้เกี่ยวข้อง (เว้นชื่อเจ้าหน้าที่) เป็นชื่อสมมุติ ท่านผู้อ่านครับ ถ้ามีข้อมูลฆาตรกรผู้นี้ กรุณาติดต่อผมโดยตรง 081-8212825 มีรางวัล ขอบคุณครับ.

Read Full Post »

หญิงผู้หนึ่งถูกฆ่า ฆาตรกรนำศพทิ้งไว้ข้างทาง ญาติพี่น้องอยู่ห่างไกลพยายามติดตามหัวตัวเธอ ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่แจ้งความคนหาย เรื่องคนหายตำรวจจะให้ความสนใจน้อย ญาติจึงต้องติดตามหากันเอาเอง ได้ข่าวคราวศพหญิงไม่มีญาติถูกฝังที่ไหน ตามไปขุดขึ้นมาดู ก็ยังไม่พบ อีกทางหนึ่งที่ทำได้คือ สวดมนต์ภาวนาวิงวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย

ปฏิหารมีจริง คดีนี้คลี่คลาย ศพถูกค้นพบ ฆาตรกรถูกดำเนินคดี ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณผู้ตายช่วย แต่เป็นเพราะความใส่ใจต่อหน้าที่ และให้ความสนใจต่อเรื่องเล็กๆน้อยๆของตำรวจ ตลอดจนการทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีในสังคมนี้ยังมีอยู่ ทำให้คดีนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ท่านติดตามอ่าน จะทราบถึงแนวทางการติดตามหาคนหาย และการสืบสวนของตำรวจ คดีนี้ต้องยกให้ตำรวจทางหลวงเป็นพระเอก ในช่วงนี้ผู้คนกำลังชิงชังตำรวจ เพราะมีเรื่องไม่ค่อยจะดีเกี่ยวกับตำรวจเกิดขึ้นบ่อย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ อ่านเรื่องนี้แล้วท่านจะรักตำรวจมากขึ้น ตำรวจที่ดีๆยังมีอยู่

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน ๒๕๔๖ มีผู้พบศพหญิงเปลือยกาย นอนตายอยู่ในป่าละเมาะข้างถนน ในท้องที่ สภ.กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จุดที่ทิ้งศพยากแก่การค้นพบ เพราะอยู่ในป่าละเมาะหนาทึบข้างทางซึ่งเป็นถนนลูกรัง ทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นทางแยกไปจากถนนสายหลัก ไม่ใช่ทางที่ใช้ในการสัญจร เหตุที่พบศพเพราะกลิ่นเน่าโชยไประยะไกล ตอนที่พบศพประมาณว่าตายมาไม่น้อยกว่า ๕ ถึง ๗ วัน ศพเน่าขึ้นอืดไม่มีเสื้อผ้า ฆาตรกรจงใจเบี่ยงเบนแนวทางการสืบสวน หลักฐานที่จะสืบสาวว่าผู้ตายเป็นใครไม่มีอะไรเลย การชันสูตรพลิกศพ ณ จุดที่เกิดเหตุช่วยอะไรไม่ได้มาก พนักงานสอบสวนเพียงแต่ถ่ายภาพไว้แล้วส่งศพในชันสูตรที่สถานบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ จากการติดตามผลการชันสูตรศพ ทราบเพียงผู้ตายเป็นหญิง ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ไม่สามารถตรวจได้ว่า มีร่องรอยของการข่มขืนหรือไม่ ตรวจหาอสุจิไม่พบ คาดคะเนอายุจากกระดูก ผู้ตายอายุยังไม่มาก แต่ไม่ใช่เด็ก พนักงานสอบสวนกบินทร์บุรีประกาศหาญาติผู้ตาย โดยติดภาพศพไว้ ณ ที่ติดประกาศของสถานีตำรวจ และส่งภาพไปที่แผนกสืบหาคนหายและพลัดหลง กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ประมาณ ๑๐ วันต่อมา ที่ สน.อุดมสุข กทม. นายสุชายฯได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนร้อยเวร ภรรยานอกสมรส (ไม่ได้จดทะเบียน) ชื่อพรรณีฯ อายุ ๒๕ ปีหายตัวไป จะหายไปอย่างไร เมื่อใด บอกไม่ได้เพราะนายสุชายฯมีภรรยาหลายคน เที่ยวตระเวนนอนบ้านโน้นบ้าง บ้านนี้บ้าง กว่าจะครบรอบที่สองก็หลายอาทิตย์ ตำรวจ สน.อุดมสุขรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน

ผมบอกแล้วว่าการสืบหาคนหายตำรวจไม่ค่อยได้ทำกันอย่างจริงจัง เอาแค่สืบหาทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม สืบจับตัวคนร้ายที่ก่อคดีหรือมีหมายจับก็ทำกันไม่ไหวแล้ว เรื่องของคนหายส่วนใหญ่เดี๋ยวก็กลับมาเอง จึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจ แต่ก็มีเหมือนกันที่หายสาปสูญ แต่ความจริงคนหายเป็นเรื่องใหญ่ ผมเคยสืบหาญาติๆของคนรู้จัก เป็นคนมีที่ดิน ประกาศขายที่ทางหนังสือพิมพ์ มีคนโทรศัพท์สนใจจะซื้อที่ ให้นำโฉนดไปให้ดู ความที่อยากจะขายที่จึงไปตามนัด ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินหายตัวไปพร้อมโฉนด จนกระทั่งบัดนี้เวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ยังตามหาตัวไม่พบ ญาติได้แต่อายัดการทำนิติกรรมที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ บางรายติดตามไปติดตามมาปรากฏว่า แกโกรธลูกหลาน เลยหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางรายก็พบเป็นศพ บางรายก็ถูกอุ้มไปแบบไร้ร่องรอย การทำงานของตำรวจกรณีรับแจ้งคนหาย ก็เพียงส่งรายละเอียดรูปพรรณ ไปยังแผนกคนหายและพลัดหลง เป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยกลาง ทำเอกสารเกี่ยวกับคนหาย ติดประกาศและแจ้งไปยังสถานีตำรวจทั่วประเทศ ให้ช่วยสืบหา เหมือนกับการพายเรืออยู่ในอ่าง วนไปก็วนมา ผลสุดท้ายก็ตกเป็นหน้าที่ของสถานีตำรวจ งานของแต่ละสถานีก็มากอยู่แล้ว งานฝากใครจะสนใจ ผมยังเคยคิดจะตั้งเป็นบริษัทนักสืบ รับติดตามหาคนหายโดยเฉพาะ คงมีงานให้ทำเยอะ ก็ได้แต่เพียงคิดเท่านั้น ทำจริงๆแล้วมีปัญหา เพราะไม่มีอำนาจที่จะเรียกใครๆไปสอบสวนซักถาม ผู้ที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือตำรวจ

กรณีคุณพรรณีฯหายตัวไป หากเป็นคู่สามีภรรยาปกติ สามีจะต้องกระวนกระวายใจ แต่คุณสุชายฯสามี แกมีภรรยาตั้ง ๖ คน แกก็เลยเป็นห่วงภรรยาที่หายไปเพียง ๑ คนน้อยไปหน่อย แต่สำหรับญาติๆของพรรณีฯต่างพากันร้อนใจ ติดตามหาทุกหนทุกแห่ง อันดับแรกไปที่มูลนิธิต่างๆที่เก็บศพ มีหลายมูลนิธิด้วยกัน มูลนิธิดังกล่าวนี้จะถ่ายรูปศพไม่มีญาติเก็บไว้เป็นหลักฐาน ติดประกาศให้ญาติไปดู จะเป็นศพไม่มีญาติถูกรถชนเสียส่วนใหญ่ ญาติๆของพรรณีฯไปดูแล้วไม่พบ อีกแห่งที่ติดตามไปดูคือ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ด้านติดกับถนนอังรีดูนังส์ กทม. ศพที่เกี่ยวข้องกับคดี ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปทำการผ่าชันสูตรที่นี่ เจ้าหน้าที่จะถ่ายรูปศพไม่มีญาติติดประกาศไว้ ไม่พบศพพรรณีฯอีก

ญาติของพรรณีฯ ติดต่อขอทราบความคืบหน้าในการตามหากับตำรวจ สน.อุดมสุข ได้ข้อมูลจากตำรวจว่า มีศพหญิงไม่มีญาติรายหนึ่ง ถูกนำไปฝังที่สุสานศพไร้ญาติ ต้องไปขุดเอาศพหญิงนิรนามนี้ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ทำการพิสูจน์โดยวิธีภาพถ่ายเชิงซ้อน ปรากฏว่าภาพใบหน้ากับโครงกะโหลกเข้ากันไม่ได้ ยืนยันได้เลยว่าไม่ใช่แน่ ก็ต้องสืบหากันต่อไปอีก จนเวลาล่วงเลยไป ๖ เดือนกว่า ไม่ได้ร่องรอยอะไรเลย ที่พึ่งสุดท้ายของบรรดาญาติๆก็คือ บนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งวิงวอนต่อดวงวิญาณของผู้ตาย หากว่าเธอตายไปแล้ว ขอให้ดลบันดาลให้ได้ทราบ หากเธอถูกทำร้ายก็ขอให้ฆาตรกรถูกลงโทษ

ในบรรดาญาติๆของพรรณีฯ มีกิ่งกาญจน์ฯซึ่งเป็นน้าสาว เป็นผู้ที่สนิทสนมกับพรรณีฯมากกว่าแม่ของพรรณีฯ เพราะเป็นคนเลี้ยงดูและอยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้ว่ามีอะไรไปดลใจกิ่งกาญจน์ฯ เธอเริ่มให้ความสนใจสุชายฯสามีของพรรณีฯ เพราะเธอเห็นว่าสุชายฯไม่ค่อยเป็นห่วงภรรยา ไม่สนใจในการติดตามสืบหา ก่อนหน้านี้ตอนที่พรรณีฯยังมีชีวิตอยู่ กิ่งกาญจน์ฯเคยได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากพรรณีฯ บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องระหองระแหงในครอบครัว กิ่งกาญจน์ฯไม่ได้สนใจจดหมายดังกล่าวมากนัก คิดว่าเป็นเรื่องระหว่างผัวเมีย เพียงอ่านผ่านตาแล้วเก็บไว้ กิ่งกาญจน์ฯนำจดหมายออกมาดูอีกครั้ง ข้อความในจดหมายบรรยายถึงความขัดแย้งระหว่างพรรณีฯกับสุชายฯ เรื่องความเจ้าชู้คบหญิงหลายคน และสุชายฯยังได้เอาเงินซึ่งได้มาจากการขายรถคันเก่าของพรรณีฯไป ๓ แสนบาท ทั้งสองเกิดการทะเลาะรุนแรงถึงขั้นทำร้ายกัน พรรณีฯเคยถูกสุชายฯถีบกระเด็นไปโดนขอบหน้าต่างบ้านบาดเจ็บ ไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลรามคำแหง และในจดหมายยังเน้นไว้อีกว่า หากเธอหายตัวหรือตายไป ต้องเป็นการกระทำของสามีเธอแน่นอน

คุณกิ่งกาญจน์ฯสวมบทนักสืบ จุดแรกที่เธอไปตรวจสอบคือที่ รพ.รามคำแหง พบว่าพรรณีฯเคยไปรักษาบาดแผลถูกของมีคมที่นี่จริง เธอแน่ใจว่าข้อมูลในจดหมาย เป็นตัวบ่งบอกถึงสาเหตุการหายตัวแน่นอน กิ่งกาญจน์ฯโทรศัพท์เข้าเบอร์ของพรรณีฯ ปรากฏว่าสุชายฯสามีเป็นผู้รับสาย สุชายฯยอมรับว่า ได้เกิดปากเสียงทะเลาะกับพรรณีฯ จนเป็นเหตุให้พรรณีฯได้รับบาดเจ็บจริง พรรณีฯได้หนีออกจากบ้านไป เข้าใจว่าคงไปนอนบ้านเพื่อนโดยทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ ส่วนสุชายฯก็เลยไปนอนที่บ้านภรรยาคนอื่นๆ นานๆแวะเวียนกลับมาดู ไม่พบวี่แววของพรรณีฯ สุชายฯจึงได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สน.อุดมสุขเป็นหลักฐาน จากคำบอกเล่าของสุชายฯ ตรงกับข้อความในจดหมาย แต่ที่เธอเห็นว่าเป็นพิรุธคือ โทรศัพท์มือถือ พรรณีฯน่าจะเอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย

กิ่งกาญจน์ฯเดินเครื่อง เธอทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการทุกแห่งที่มีหน้าที่ในการสืบสวน ให้ช่วยสืบหาพรรณีฯ โดยให้เบาะแสข้อสงสัยไปด้วย รวมทั้งบรรดาสื่อต่างๆเช่น วิทยุ จส.๑๐๐, สวพ.๙๑, ร่วมด้วยช่วยกัน และโทรทัศน์ ITV สื่อทั้งหลายต่างก็ช่วยกันแพร่ข้อมูล แต่ที่ได้ผลก็คือโทรทัศน์ ITV โทรทัศน์ค่ายนี้มีการเสนอข่าวที่เข้มข้น ตรงประเด็น จึงมีแฟนผู้ชมมากทั่วประเทศ สถานีโทรทัศน์ ITV สัมภาษณ์คุณกิ่งกาญจน์ฯเรื่องการหายตัวของพรรณีฯออกอากาศ

เมืองไทยของเรายังมีคนดีที่คอยช่วยเหลือสังคม คอยเป็นหูเป็นตา ไม่นิ่งเฉยดูดาย จากการแพร่ภาพของโทรทัศน์ ITV ดังกล่าว มีประชาชนที่อยู่แถวกบินทร์บุรีชมรายการ โทรศัพท์แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ ITV ว่า ในช่วงที่พรรณีฯหายตัวไป มีการพบศพหญิงนิรนามในเขตพื้นที่ สภ.กบินทร์บุรี ให้ให้ไปติดตามดู

เล็กๆน้อยๆแค่นี้เอง ทำให้กลไกการสืบสวนทุกอย่างเริ่มต้นอย่างมีทิศทาง ในฐานะที่ผมเป็นตำรวจทำงานฝ่ายสืบสวน ต้องขอบคุณผู้เกี่ยวข้องคือ ๑ สถานีโทรทัศน์ ITV ๒ ผู้ทำหน้าที่พลเมืองดีที่โทรแจ้งข่าวพบศพ มีส่วนทำให้คดีคลี่คลาย

ช่วงที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเกี่ยวกับศพนิรนามที่กบินทร์บุรี เป็นระยะเวลาหลังจากพรรณีฯหายตัวไปประมาณ ๘ เดือน กิ่งกาญจน์ฯได้ข่าวรีบเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี ขอดูภาพถ่ายศพหญิงดังกล่าว แม้จะเป็นภาพศพที่ขึ้นอืด เปลี่ยนสภาพไปมาก แต่ความรู้สึกบอกกิ่งกาญจน์ฯว่า น่าจะเป็นหลานสาวของเธอที่หายตัวไป เธอรีบตามเรื่องไปที่สถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามหาศพหญิงนิรินามผู้นั้น ทราบว่าถูกส่งไปฝังที่สุสานศพไม่มีญาติที่จังหวัดชลบุรี ศพถูกขุดขึ้นมา สภาพศพเหลือแต่กระดูก เนื้อหนังไม่เหลือเพราะเป็นศพที่ไม่มีการฉีดยากันเน่า เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการตรวจพิสูจน์ภาพเชิงซ้อน ผลการตรวจยืนยัน ภาพเชิงซ้อนเข้ากันได้พอดี น่าเชื่อว่าศพดังกล่าวคือพรรณีฯ ญาติๆไม่รอช้า นำศพไปจัดการตามประเพณี โดยญาติของพรรณีฯไม่ได้บอกให้พนักงานสอบสวนกบินทร์บุรีทราบ ในประเด็นความเกี่ยวพันระหว่างพรรณีฯกับสุชายฯ

งานศพพรรณีฯจัดแบบเงียบๆ ไม่บอกให้สุชายฯรู้ เพราะบรรดาญาติสงสัยสุชายฯมาตั้งแต่ต้น ว่าน่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้อง จากคดีคนหายกลายเป็นคดีฆาตรกรรม เป็นการตายโดยผิดธรรมชาติ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฏหมาย จากนั้นญาติๆก็จัดการฉาปณกิจตามประเพณี โดยที่สุชายฯมิได้มีโอกาสล่วงรู้เลย ตำรวจสืบสวนหาพยานหลักฐาน โดยมีสุชายฯสามีเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ก็ไม่สามารถหาพยานหลักฐานใดๆได้ คดีมีท่าทีจะเงียบหาย เหมือนกับคดีอาชญากรรมหลายเรื่องที่ไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด บรรดาญาติๆของพรรณีฯทำพิธีสาปแช่ง อ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องการให้ผู้ที่กระทำผิดได้รับโทษหรือมีอันเป็นไป

เวรกรรมมีจริง คนที่ทำชั่วถ้าไม่รู้สำนึก ไม่กลับตัวกลับใจ ไถ่บาป ทำบุญทำกุศล ลบล้างความชั่ว สักวันหนึ่งจะได้รับผลแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ เหมือนอย่างคดีนี้ เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น ติดตามตอนที่ ๒ ครับ.

Read Full Post »